• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

หนังผีของ ฮ

ค่ำคืนวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 23.10 น. 

แพท: เพิ่งนั่งรถผ่านจิตตภาวันวิทยาลัย มันอยู่ติดกับวัดที่แกมาใช่ไหม พอดีชั้นเพิ่งขับรถผ่าน 

ฮ: มันคืออันเดียวกันแก ตัววัดแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนวัดปกติและส่วนอุโบสถร้างกลางน้ำ 

แพท: อันไหนนะที่แกว่าหลอนสุดๆ ที่ว่ามีที่ลอยอังคารด้วยอ่ะ 

ฮ: อันนั้นคืออุโบสถร้างกลางน้ำ แล้วแหม่ แกทักมาได้จังหวะเลยนะ 

แพท: ทำไม ผีหลอกอยู่หรือไงยะ

ฮ: เปล่า ชั้นเขียนต้นฉบับให้เจนอยู่ เรื่องผีๆ เดือนนี้มันเดือนตุลาคมไง 

 

และนั่นคือท้าวความขณะที่ดิฉันกำลังปั่นต้นฉบับบทความบทนี้อยู่นั่นเองค่ะ 

 

แหม่ พอมันย่างเข้าเดือนตุลาคมทีไร นอกจากจะเป็นการมาถึงของเทศกาลปิดเทอมของเด็กๆ นอกจากเป็นช่วงเวลาออกไปแตะขอบฟ้าของสายท่องเที่ยวค่าที่เป็นช่วงเวลาเหมาะในการเที่ยวต่างประเทศอีกช่วงหนึ่ง นี่ยังเป็นช่วงเวลาของอีกเทศกาลหนึ่งที่ดูจะได้รับความสำเร็จในการ Establish ตัวเองเข้ากับเดือนตุลาคมเป็นอย่างดี รวมถึงเป็นเทศกาลที่พี่ไทยพร้อมจะแจมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็คือเทศกาลฮัลโลวีนนั่นเอง ซึ่งสำหรับตัวดิฉันเองนั้น ถ้าไม่นับ  Sixth sense ที่พ่อแม่แถมมาให้แต่เกิด รวมไปถึงการถูกแวดล้อมด้วยบุคลากรทรงคุณค่าในการขยันเห็นผีเป็นว่าเล่นแล้ว โอกาสอื่นๆที่จะทำให้ดิฉันอกสั่นขวัญแขวนได้นอกจากการมองหน้าตัวเองในกระจกตอนหน้าสดแล้ว ก็คงจะเป็นประสบการณ์การดูหนังผีมาแต่อ้อนแต่ออก เฮ้าเลี่ยนดูทั้งๆที่กลัวจนจะฉี่ราด ดื้อดึงดูทั้งๆที่ถูกแม่ด่า เพราะดูเสร็จจะไม่กล้านอนคนเดียว จนอาจนับได้ว่า พอมีประสบการณ์กับหนังผีๆมาบ้าง แล้วก็เลยมานึกได้ว่า ถ้าอย่างนั้นน่าจะถือโอกาสนี้มาแชร์ประสบการณ์หนังผีแสนรักในฐานะคนชอบดูหนังคนหนึ่ง เผื่อจะเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นสำหรับคนที่เห็นโปรแกรมหนังในโรงแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่จี๊ดใจมากพอ และกำลังมองหาความสนุกชนิดหลอนเข้าเส้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ดิฉันก็หวังว่า สิ่งที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้จะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลือกสำหรับเช็คพื้นที่ของตาขาว และทดสอบความแข็งแกร่งของหลอดเสียงได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่งนะคะ พร้อมแล้ว..ไปกันเลยค่ะพี่สุชาติ

 

  1. หนังผีที่ เอ่อขอโทษนะคะหลอนชิบหายในวัย 8 ขวบ”: Evil Dead (1981)


เรื่องย่อ: เรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่เที่ยวไหนไม่เที่ยว ดันทะลึ่งเลือกไปเที่ยกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งพ่อคุณแม่คุณเอ๋ยยยยย ไม่มีที่จะไปกันแล้วหรือ แล้วก็ให้บังเอิญอีกที่หนึ่งในนั้น จะไปบังเอิญปลุกผีขึ้นมาผ่านการอ่านบทสวดที่อยู่ในหนังสือที่เจอโดยบังเอิญในกระท่อมหลังนั้น (บังเอิญเยอะไปมั้ย 🙄) และนับจากนาทีที่บทสวดนั้นถูกอ่านออกเสียง ค่ำคืนก็กลายเป็นค่ำคืนสุดสยองไปในทันที

แม้จะเป็นหนังเก่าที่มีอายุอานามล่วงมาแล้วไม่ใช่น้อย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการจัดอันดับหนังสยองขวัญตลอดกาล Evil dead ก็แทบจะไม่พลาดในการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในลิสต์ระดับ Top list เลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่ได้รับมาอย่างยาวนาน และถ้าจะถามว่า เรื่องนี้สำหรับดิฉันนั้น มันหลอนขนาดไหน ก็ขนาดที่ดิฉันนั่งปิดตาดูเกือบตลอดเรื่อง นี่ขนาดดูบ้างหลับตาบ้าง ยังหลอนแบบไม่บันยะบันยัง ฉากที่สะเทือนซางทางอารมณ์ที่สุด คงหนีไม่พ้นฉากตอนจบ ที่สำหรับคนที่จำได้ (เพื่อป้องกันบุพการีนอนสะดุ้งจากการเผลอสปอยล์โดยไม่รู้ตัว จึงขอพูดแค่คีย์เวิร์ดแทนนะคะ) มันคือนาทีที่เราเห็นความเคลื่อนไหวของนาฬิกาในฉากจบ นี่จำได้ว่าแทบร้องหาแม่เลยทีเดียว 5555

  1. หนังผีสุดคลาสสิค ที่คอหนังผีไม่ควรลืมดูด้วยประการทั้งปวง: The Shining (1980)


เรื่องย่อ: เรื่องของ Jack Torrance (นำแสดงโดยอมตะขึ้นหิ้งด้านการแสดง Jack Nicholson) และครอบครัว อันประกอบด้วยเมียและลูกขายจำต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่อาศัยที่โรงแรม Overlook เป็นการชั่วคราวตลอดฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่โรงแรมปิด ด้วยความที่ Jack ผู้เป็นนักเขียนตกอับนั้น บังเอิญได้งานในโรงแรมนี้ ทุกอย่างคงผ่านไปได้ด้วยดีถ้าไม่ใช่เพราะโรงแรมนี้มีประวัติไม่ธรรมดา 

แค่เครดิตของผู้กำกับและเจ้าของบทประพันธ์ดั้งเดิม ก็เพียงพอที่จะถีบภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าสู่สิสต์หนังสยองขวัญคลาสสิคตลอดกาลได้โดยไม่ยาก จากฝีมือการกำกับของ Stanley Kubrick ผู้ซึ่งเป็นป๋าใหญ่และไอดอลสายการกำกับภาพยนตร์ของผู้กำกับยุคต่อมาหลายต่อหลายคน และเป็นหนังที่สร้างจากบทประพันธ์เรื่องดังของเจ้าพ่อหนังสยองขวัญตลอดกาลอย่าง Stephen King ด้วยส่วนผสมอันลงตัวทั้งสองนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือหนังสยองขวัญสุดคลาสสิค ที่กลายเป็นต้นแบบของหนังสยองขวัญยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง หลายคนอาจไม่รู้ว่า ฉากผีแฝดอันน่าสะพรึงของ Insidious ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่องนี้


(เฉพาะพารากราฟนี้ จะมีการเผยแพร่เนื้อหาบางส่วนเพียงเล็กน้อย) แต่ฉากที่ดิฉันจำได้ไม่มีวันลืมคือ ฉากหน้าตาอันขึงขังของ Jack Nicholson ในตอนที่เริ่มหงุดหงิดเพราะเริ่มรำคาญเสียงอึกทึกจนตัวเองไม่มีสมาธิมากพอที่จะทำงานเขียนได้ นี่คือฉากที่แสดงให้เห็นชัดถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตในตัวเขาผ่านการแสดงออกทางหน้าตาและแววตา โคต-ตะ-ระ น่ากลัวเลยค่ะ รวมไปถึงฉากในตอนท้ายที่เหมาะกับการเช็คความแข็งแรงของหัวใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือฉากในเขาวงกต โอย.. ทันทีที่พ้นฉากนั้นมาได้ นี่แทบอยากจุดพลุเจ็ดสีชาบูให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว

(เข้าสู่เนื้อหาปกติ ไม่มีการสปอยล์) อีกสิ่งหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้ตัวหนังคือสถานที่ถ่ายทำ ด้านนอกของโรงแรมโอเวอร์ลุคนั้น ไปถ่ายทำกันที่ Timberline Lodge เทือกเขา Hood มลรัฐโอเรกอนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพลอยฟ้าพลอยฝนได้คุนูปการจากคอหนังที่มีไม่น้อยอยากเดินทางไปเห็นสถานที่จริงสักครั้ง จนภายหลังทางโรงแรมจึงได้จัดเป็นประเพณีเปิดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในค่ำคืนวันฮัลโลวีนของทุกปี ความจริงถ้าเป็นไปตามแผนการเดิมของปีที่แล้ว วันฮัลโลวีนปีนี้ ดิฉันวางแผนไว้ว่าจะพกขวานและถือสามล้มถีบคันเล็กๆ ไปนั่งทำตัวกลมกลืนกับแฟนหนังคนอื่นในคืนวันฮัลโลวีนปีนี้ที่ Timberline lodge เสียดายแผนมันเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งสำหรับคนที่รักใคร่คุ้นเคยกันดีก็จะรู้ว่า แผนดิฉันนั้นพร้อมเปลี่ยนทุก 5  นาทีเป็นปกติอยู่แล้ว 5555

  1. หนังผีเปลี่ยนโลก: The Sixth Sense (1999)


เรื่องย่อ: เรื่องของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่มีความสามารถในการมองเห็นหรือสื่อสารกับวิญญาณได้ และให้บังเอิญที่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวรู้จักกับนักจิตวิทยาคนหนึ่ง ผู้ซึ่งก็กำลังมีปัญหาชีวิตอยู่พอดี

ฟังพล็อตเรื่องแค่นี้ ในตอนแรกคงค้อนตากลับว่ามีอะไรให้น่าสนใจมากพอที่จะขึ้นชั้นหนังผียอดเยี่ยมในใจดิฉันและอีกไม่น้อยกว่า 75% ของคนที่ได้ดูงั้นหรือ เอาว่า นี่คือหนังเรื่องแรกในขีวิต ที่ทำให้ดิฉันอยากเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายอนุญาตให้เราสามารถฆ่าคนที่เผลอสปอยล์ตอนจบเรื่องนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย นี่คือหนังที่เป็นที่มาของคอนเสปท์ว่า “เกลียดใครให้สปอยล์ตอนจบ Sixth sense ให้มันฟัง” คือเป็นหนังที่มีตอนจบแบบพีคในพีค ตัวดิฉันเองนั้นยังโชคดีทันได้ดูก่อนที่จะโดนสปอยล์ และหลังจากที่ดูมันจบลง นี่คือหนังที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมไปจากใจได้เลย เป็นหนังที่ (ในเวลานั้น และเรียกว่าอาจจนถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ) มีตอนจบที่สร้างสรรค์และหักมุมแบบเกินคาดเดาได้ (ของยุคนั้น) เป็นหนังที่ช่วยชุบชีวิตซุปตาร์ของ  Bruce Willis กลับมาชนิดที่ตัวแกเองก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกัน และเป็นผลงานเดบิวท์เปิดตัวสุดสง่างามของ M. Night Shyamalan ในฐานะผู้กำกับ ซึ่งนับจากนั้น ชยามาลันก็ไม่เคยมีความสำเร็จเรื่องใดที่ใกล้เคียงเรื่องนี้ได้อีกเลย ความจริงก็ใกล้เหมือนกันอ่ะ แต่ดูจะกลายเป็นใกล้เจ๊งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำนองนั้นเสียมากกว่าค่ะ 😅

 

  1. หนังผีไม่มีวันลืม: Skeleton Key (2005)


เรื่องย่อ: พนักงานดูแลผู้ป่วยคนหนึ่ง ตัดสินใจรับงานดูแลชายแก่ชราที่อยู่อาศัยในคฤหาสน์เก่าทรุดโทรมอันห่างไกลในนิวออร์ลีนส์ ซึ่งตัวคฤหาสน์นั้นอยู่ห่างไกลลึกออกไปในดินแดนที่ยังมีความเชื่อเรื่องพิธีกรรมลึกลับ ภูติผีปิศาจ และเวทย์มนต์อยู่

เรื่องย่อมีแค่นั้นเลยค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ติดโผในใจดิฉันคือบรรยากาศความหลอนและประเด็นหลักของเรื่องอันเล่นเกี่ยวกับเรื่องของ “ความเชื่อ” เรียกว่าหลอนฝังจิตฝังใจดิฉันมายันอีกหลายปีให้หลัง พาลไปจนถึงการระวังที่จะไม่ไปเชื่ออะไรง่ายๆ เอาเป็นว่า ถ้าใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว คงเข้าใจเป็นอย่างดีกับความสำคัญของเรื่อง “ความเชื่อ”” ที่ถูกปูไว้ในหนังเรื่องนี้ แต่ความเชื่อทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังไม่พีคเท่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวหนังซึ่งต้องชมบทภาพยนตร์เลยที่เขียนขึ้นมาได้อย่างหลอนละมุนมากๆ เรียกว่าถ้าคุณยังไม่เคยได้ดูหนังเรื่องนี้ นี่คืออีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

  1. หนังผีมิติใหม่ของหนังไทย: บอดี้ศพ 19

เรื่องย่อ: ชล ชายหนุ่มที่เริ่มมีปัญหาในชีวิตจากการไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะทุกครั้งที่เขาหลับ เขาจะฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเสมอ ในฝันนั้น เธอขอให้เขาทำอะไรให้สักอย่าง ซึ่งเขามั่นใจว่า ถ้าเขาไม่ทำตามที่เธอขอร้อง เธอจะไม่ยอมหยุดในการระรานเขาผ่านความฝันอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน พี่สาวของชลก็เริ่มเป็นกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องชาย ซึ่งเธอมองว่า มันเป็นลักษณะของอาการ ทางจิตมากกว่าจะเชื่อว่าเป็นเรื่องลี้ล้บ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็ได้พบว่า สิ่งที่เราเห็นและรับรู้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเข้าใจและเป็นจริงก็เป็นได้

สิ่งที่คุณจะจดจำไม่ลืมจากหนังเรื่องนี้คือ
ดาราราย…
พลังการแสดงของเมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล
ความเจ๋งของบท และ
เพลง “คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” เพลงรักที่ในเวอร์ชั่นนี้ มันกลายเป็นเพลงที่หลอนที่สุดชนิดตาขาวขนาดไม่กล้าเปิดฟังในเวลาที่อยู่คนเดียวในหลายๆคืน

เมื่อตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าโรงใหม่ๆนั้น ความจริงมันไม่ใช่หนังที่ทำรายได้ฮิตถล่มทลายแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้ดิฉันสนใจคือฟีดแบคที่ได้ยินมาอย่างหนาหูจากทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ว่า “มันเจ๋งมาก” “ไม่เคยเห็นหนังแบบนี้ในหนังไทยมาก่อน” “คือต้องดูให้ได้ ไม่ดูคือพลาดมาก” วนเวียนกรอกหูดิฉันอยู่อย่างนี้ทุกวี่วัน และเมื่อได้ดูแล้ว ดิฉันก็ยอมรับเลยว่า นี่คือหนังที่กล้าและท้าทายรสนิยมของคนดูชาวไทยมาก ไม่แน่ใจว่าคุณๆที่อ่านบทความนี้ จะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้กันแล้วสักกี่มากน้อย แต่หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่เคยดู นี่คือหนังที่คุณไม่ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองพลาดโดยประการทั้งปวงค่ะ

 

  1. หนังผีที่สุดแล้ว: เปนชู้กับผี


เรื่องย่อ: ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2477 นวลจัน หญิงสาวท้องโย้จากต่างจังหวัด ตัดสินใจอุ้มท้องที่โตมากแล้วมุ่งสู่กรุงเทพเพื่อตามหาสามีนักดนตรีที่หายตัวไป ซึ่งนวลจันได้เข้าพักในบ้านเช่าหลังหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวประหลาดและเหตุการณ์ลึกลับมากมาย เต็มไปด้วยความน่าสงสัยทั้งพฤติกรรมของคนอื่นๆที่อยู่ร่วมบ้านและรายรอบ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเธอก็ค้นพบว่า เรื่องราวทั้งหมดที่น่ากลัวนั้น เธอไม่ได้คิดไปเอง.. และบางทีเธออาจจะอยู่ในดงผีก็เป็นได้

 

ที่สุดแล้วค่ะหนังเรื่องนี้ ผลงานการพิสูจน์ผีมือการกำกับของผู้กำกับชาวไทยที่ดิฉันชอบที่สุดอย่างคุณวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง คือถ้าถามดิฉันแบบหนังผีอันดับหนึ่งในดวงใจตลอดกาลชนิดไม่สนสัญชาติและประเทศที่ผลิตที่ดิฉันกลัวที่สุดแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้มาวินติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้วค่ะ จำได้ว่า ปกติไม่ว่าจะดูหนังผีหรือฟังเรื่องผี มาอย่างใด ตกกลางคืน ลองได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นไปแล้ว ความกลัวก็จะคลายลงจนเข้านอนได้เป็นปกติ ยกเว้นตอนดูหนังเรื่องนี้ค่ะ!!! เป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่เล่นเอากลัวข้ามคืน ลามไปยันไม่กล้านอนคนเดียว คือมันหลอนจริงหลอนจังขั้นนั้นเลยทีเดียวเชียว  หลอนกันตั้งแต่บรรยากาศหลอนๆทึมๆภายในเรื่อง ต่อเนื่องไปยันการแสดงของนุ่น ศิรพันธ์ที่ชวนผวาทุกการขยับตัว ไปจนถึงฉากจบที่ฟินแบบน้ำตาร่วงด้วยความกลัวแบบจับจิต เรียกว่าทุกส่วนผสมของหนังเรื่องนี้ คือความลงตัวที่ดิฉันเทคะแนนเสียงโหวตให้แบบหมดหน้าตักเลยทีเดียว

ความจริงมันก็ยังมีหนังผีอีกหลายๆเรื่องที่ดีและเป็นขวัญใจชาวประชาแต่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นี้ ซึ่งดิฉันไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี เพียงแต่ในตอนที่ดิฉันคัดเลือกหนังนั้น ดิฉันตัดสินใจเลือกจากความกลัวที่จำได้และสิ่งที่หนังเรื่องนั้นๆยังคงติดค้างอยู่ในใจของดิฉัน แค่นั้นเองค่ะ ว่าแต่หลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว ยังมีเรื่องไหนอีกหรือไม่ ที่คุณคิดว่าดิฉันไม่ควรพลาดมันด้วยประการทั้งปวง…

เรามาลองแชร์กันดูนะคะ 🙂
……………………………

บทความ : 8880708

Illustrator : Aonnta Boonnam