• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

กัญชาพืชเศรษฐกิจในอนาคต

วันนี้ผมได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวแล้วผมคิดว่ากฎหมายของไทยเรานั้นยังล้าหลังเรื่องกัญชาไปหลายก้าวมาก ในขณะที่อีกหลายประเทศเริ่มขยับตัวเป็นผู้ส่งออกกัญชาไปยัง แคนาดา สหรัฐ และยุโรปกันแล้ว แต่ไทยยังต้วมเตี้ยมกันอยู่ในเรื่องที่ติดในข้อของกฎหมายอยู่นั่นเอง

ข่าวต่างประเทศที่ออกมาวันเดียวกับที่ท่านรองนายกฯ แถลงข่าวคือที่แคนาดานั้นกัญชาขาดตลาดมาก ในวันแรกที่กฎหมายที่นั่นให้กัญชาถูกกฎหมายมีคำสั่งซื้อออนไลน์ถล่มทลายถึง 20 ล้านบาทในชั่วโมงเดียวจนของไม่สามารถหาของมาส่งได้ ทั้งที่ของที่ขายในแคนาดานั้นเป็นสายพันธุ์ อินดิก้า (Indica) ที่คุณภาพนั้นห่างไกลจากกัญชาของที่เรามีคือสายพันธุ์ ซาติว่า (Sativa) ที่รสและกลิ่นละมุนกว่า ราคาแพงกว่าหลายเท่าในตลาดยุโรปและอเมริกา ในช่วงสงครามเวียดนามนั้น สายพันธุ์นครพนมและสายพันธุ์ พิษณุโลก-เพชรบูรณ์ นั้นสร้างชื่อให้กับไทยสติ๊ก (Thai stick) กับเหล่าบรรดาจีไอสายเขียวอย่างมากจนกระทั่งทำให้กัญชาไทยสายพันธุ์ ซาติว่า นั้นแพร่ออกไปในตลาดกัญชาต่างประเทศและถือว่าเป็นกัญชาที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

กัญชานั้นเวลานี้ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสามารถรักษาโรค ลมชัก พาร์กินสัน หอบหืด ไมเกรน แม้กระทั่งมะเร็งที่ใช้น้ำมันกัญชาในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บปวดได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAID) ที่มีผลต่อตับและไตรุนแรง หรือในกลุ่มอนุพันธ์ผิ่นที่มีฤทธิ์กดสมองสูง ดังนั้นกัญชาจึงเป็นยาแก้ปวดที่เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของโรคมะเร็ง รวมถึงสามารถใช้กับอาการปวดที่รุนแรงจากโรคไขข้ออักเสบได้อีกด้วย

 

สารหลักที่อยู่ในกัญชาที่ใช้ในการรักษาทางเภสัชวิทยานั้นคือ cannabinol, cannabidiol, tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งสองตัวแรกนั้นใช้เพื่อแก้ปวดและชะลอการทำงานของเซลล์ภูมิต้านทาน ส่วน THC นั้นใช้เพื่อทำลายกระบวนการเกิดมะเร็งโดยจะจับกับโปรตีนรีเซพเตอร์บนผิวเซลล์มะเร็งแล้วทำให้เซลล์ทำลายตัวเองโดยไม่มีผลกับเซลปกติแต่อย่างไร ยาแผนไทยนั้นใช้กัญชาเป็นส่วนผสมมานานแล้วหลายสิบขนานตั้งแต่ยาเจริญอาหารจนไปถึงยาที่แก้อาการทางสมองเช่นลมชัก ใช้กันมาเป็นร้อยปีจนกระทั่งกัญชาหายากจากกฎหมายยาเสพติดที่เพิ่งมีไม่กี่สิบปีนี้เองที่ทำให้ตำหรับยาไทยเข้ากัญชาหายไปจากหิ้งยาไทยตามร้านปรุงยาต่างๆ

 

เรื่องว่าทำไมกัญชาไทยนั้นดีที่สุดในโลกผมคงต้องใช้ความรู้ของตัวเองที่อดีตเคยใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มแบบเต็มพิกัดมาก่อน จะบอกว่าผมอธิบายให้ฟังแบบข้อมูลตรงจากผู้เคยใช้งานก็ยังได้ครับ ในยุโรปและอเมริกานั้นจะหาได้แต่สายพันธุ์ อินดิก้า เสียส่วนมาก อาจจะเพราะว่าภูมิอากาศของเขาเหมาะกับสายพันธุ์นี้ก็ว่าได้ แต่สิ่งที่สายพันธุ์ อินดิก้า ให้คือใช้แล้วมันไม่เตือนก่อนว่าพอแล้ว คนใช้ต้องประมาณตัวเอาเองว่าแค่ไหนพอแล้วหยุด เพราะเมื่อมันออกฤทธิ์แล้วจะตัวชาหัวทิ่มอยู่ตรงนั้น เหมาะสำหรับเปิดเพลงฟังอยู่กับบ้านหรือกลิ้งอยู่บนพื้นกับเพื่อนสักฝูงหนึ่ง สำหรับรสนิยมส่วนตัวนั้นผมไม่ชอบแบบนี้เลย เพราะไม่ไม่สุขหรอกครับ แต่ทรมานกึ่งคลื่นไส้เวียนหัวมากกว่า แต่สำหรับพันธุ์ ซาติว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ ไทยซาติว่า หรือในตลาดที่เรียกว่า ไทยสติ๊ก นั้นจะไม่หัวทิ่มอยู่ตรงนั้น ไม่ชาไปทั้งตัวจนทำงานไม่ได้เหมือนสานพันธุ์ อินดิก้า ที่ขายในยุโรปหรืออเมริกา แต่สายพันธุ์ ไทยซาติว่า จะทำให้อารมณ์ดี ยังทำงานได้ปกติ ไม่คลื่นไส้เวียนหัว สติในการทำงานยังเต็มร้อย และที่สำคัญคือยังขับรถได้ไม่มีปัญหา นี่คือสิ่งที่ทำไมทหารจีไอช่วงสงครามเวียดนามถึงยกย่องว่า ไทยสตี๊ก ว่าเป็นเป็นสุดยอดของกัญชา

แต่กัญชาไทยจากแหล่งต่างๆ นั้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ของภาคกลางและภาคใต้ก็มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรียกว่าถ้าคนคุ้นกลิ่นก่อนขายจุดแล้วดมกลิ่นคิดราคาจ่ายเงินตามคุณภาพได้เลย ที่มีคุณภาพดีนั้นมากจากแหล่งปลูกนครพนมและเพชรบูรณ์-พิษณุโลก หรือเรียกว่ากัญชาม้งเพราะปลูกบนเขา เอกลักษณ์คือด้ายแดงที่มัดช่อดอกกัญชาในการบ่มแห้งในที่ร่มที่มีอุณหภูมิเย็น จะเป็นที่รู้กันว่าไม่ต้องใช้มากเพราะแรงสุดๆ หลุมเดียวหรือครึ่งมวนก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นของนครพนมนั้นเติมได้เรื่อยๆ ไม่ดีดจนทิ่มเหมือนด้ายแดงกัญชาม้ง ซึ่งเวลานี้ตลาดกัญชาในอัมสเตอร์ดัม แคนาดา สหรัฐ กัญชาจากไทยนั้นราคาดีที่สุด ของมีน้อย แต่ก็ยังมีลูกค้าที่ต้องการของระดับพรีเมี่ยมมาเจาะจงซื้ออยู่ตลอดเวลา

ถึงจุดนี้แล้วผมยังไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลไทยยังจะเฉื่อยกับเรื่องนี้ ผมอยากจะให้แยกกฎหมายออกมาสองประเด็นคือ ปลูกขายต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ต่อปีที่จะเข้าประเทศนั้นมหาศาลมาก กับอีกประเด็นคือปลูกเพื่อใช้เป็นยาในประเทศ ผมเองนั้นไม่เห็นด้วยหรอกครับที่ไทยจะเปิดเสรีใช้เพื่อสันทนาการเหมือนต่างประเทศ เพราะระบบควบคุมทางกฎหมายของประเทศไทยนั้นยังไม่พร้อมที่จะรับอะไรแบบเต็มที่ในทันทีทันใดสักเท่าไร ส่วนจะค่อยเป็นค่อยไปในอนาคตนั้นคงต้องดูความเหมาะสมของการใช้และกลุ่มผู้เป็นกันอีกที เพราะถ้าสามารถควบคุมสุราและยาสูบได้จนถึงระดับกำหนดเวลาขายและอายุผู้ซื้อได้ ผลิตภัณฑ์ของกัญชาในรูปของยาก็ต้องควบคุมได้เช่นกัน

 

ส่วนการจดทะเบียนผู้ปลูกและกำหนดพื้นที่เฉพาะรายในการผลิตกัญชาเพื่อขายออกไปตลาดต่างประเทศนั้น ผมเชื่อว่าหน่วยงานของรัฐเช่น กระทรงการคลังที่คุมการยาสูบแห่งประเทศไทยอยู่ หรือกระทรวงสาธารณะสุขที่ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ฝิ่นที่ใช้ในการทำยาประเภทอนุพันธุ์ฝิ่นอยู่ในเวลานี้ น่าจะพอมีไอเดียในการความคุมการผลิตเฉพาะเพื่อการส่งออกอยู่บ้าง เรื่องนี้ถ้ารีบทำก็ได้เงินไวครับ เพราะเวลานี้ตลาดต่างประเทศนั้น ไทยสติ๊ก หรือ ไทยซาติว่า นั้นคุณภาพระดับพรีเมี่ยมไม่ต่างกับตลาดข้าวหอมมะลิไทยที่ราคาดีที่สุดในตลาดข้าวหรอกครับ

…………………………..

ผู้เขียน : Pat Hemasuk

เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดในกำแพงเมืองกรุงเทพฯ ในยุคที่ยังไม่มีใครในโลกใบนี้เห็นภาพโลกทั้งใบจากอวกาศ ประกอบอาชีพวิศวกรเป็นอาชีพเสริม งานหลักคือถ่ายภาพ เขียนหนังสือ อ่านจารึกโบราณ พยายามจะเป็นนักเขียนด้านภูมิศาสตร์การเมือง (Political Geography) และประวัติศาสตร์ โบราณคดี แต่สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างตามแต่อารมณ์

Illustrator : Rawin Jarureangsri