• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง ฝังหัวใจไว้ในเม็ดข้าวของแผ่นดิน

เคยไหม นั่งกินข้าวอยู่ดีๆ แล้วน้ำตาไหลออกมาเฉยเลย

มันไม่ใช่น้ำตาที่มาจากสาเหตุอื่น ไม่ใช่เพราะอกหัก ไม่ใช่เพราะหมารักตาย ไม่ใช่เพราะแม่ยายให้ของขวัญ ไม่ใช่เพราะควันไฟและเศษพริกปลิวเข้าตา ไม่ใช่เพราะน้ำยาขนมจีนกระเด็นใส่เสื้อสีขาวตัวใหม่ และไม่ใช่เพราะนิ้วก้อยของเท้าข้างใดข้างหนึ่งของคุณเผลอไปเตะขาโต๊ะเข้า.. หากแต่เป็นน้ำตาที่ไหลเพราะเม็ดข้าวในจานที่ตัวเองกิน

ผมอาจจะรู้สึกกับเม็ดข้าวที่กินมากไปสักหน่อย นั่นคงด้วยสาเหตุมาจากโคตรเหง้าบรรพบุรุษของผมต่างมีอาชีพทำไร่ทำนากันมาตลอด ความผูกพันซึ่งมีต่อผืนแผ่นดินและเมล็ดข้าวจึงเจือปนอยู่ในสายเลือดในระดับเข้มข้น

ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมนั่งกินข้าวแล้วน้ำตามันไหลออกมาของมันเองก็เมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นผมยังเป็นมนุษย์งานในเมืองใหญ่ การฝากท้องกับร้านอาหารตามสั่งใกล้บ้านจึงเป็นเรื่องปกติ เราเจอกันแทบจะทุกมื้อ อาหารตามสั่งคือความคุ้นชิน ทั้งเมนู รสชาติ วัตถุดิบ บรรยากาศของร้าน แม่ครัวพ่อครัว ภาชนะจานชามแก้วน้ำ ซึ่งผมก็กระเดือกลงไปเพื่อให้ท้องอิ่มและผ่านพ้นไปในแต่ละมื้อ ร้านไหนดีก็จะไปนั่งบ่อยหน่อย แต่ถ้าร้านไหนไม่ได้เรื่องทั้งรสชาติและหน้าตาอาหารก็ถือเสียว่าเป็นมื้อแย่ๆ ของเราไป

และในวันหนึ่งที่ผมนั่งกินข้าวในร้านตามสั่งอันคุ้นเคย มื้อนั้น หน้าตาอาหารที่โปะอยู่บนจานยังช่วยให้ดูน่ากินเหมือนเดิม แต่พอตักอาหารพร้อมช้อนข้าวเข้าปาก ผมกลับแทบกลืนไม่ลง แม้จะเป็นรสมือแสนคุ้นและกับข้าวก็หาได้มีรสชาติเลวร้าย ฝืนบดๆ เคี้ยวๆ ต่อไปได้อีกสองสามคำก็ดื่มน้ำและวางช้อนเสียแล้ว เปล่า ไม่ได้มีสาเหตุอื่นใดมากมาย หากแต่เป็นเม็ดข้าวในจานนั่น มันทำให้ผมกระเดือกข้าวไม่ลงอีกต่อไป ทั้งที่กินมาไม่รู้กี่มื้อ แต่ครั้งนั้นคล้ายกับความชาชินมันเดินทางมาถึงที่สุดและขาดผึงลงตรงนั้นพอดี ความรู้สึกลึกๆ จึงได้สามัคคีกับปากและลิ้น พร้อมใจกันลุกขึ้นมาร้องทุกข์ต่อหัวใจของผมว่า

พอแล้ว..!!

พอกันทีกับการต้องกินข้าวอันไร้รสชาติและแข็งกระด้างเช่นนี้ และหลังจากนั้นภาพนาข้าวผืนใหญ่ซึ่งเหลืองอร่ามทุ่งนาบ้านเกิด ภาพข้าวสารนาปีหลังเก็บเกี่ยวหมาดใหม่ เม็ดขาวใสเรียบลื่น ก็ฉายชัดอยู่ตรงหน้า ภาพข้าวหอมมะลิหุงขึ้นหม้อโชยกลิ่นหอมฟุ้งตลบโชยมาให้สูดในห้วงสำนึก ทว่าขณะเดียวกัน ก็มีคำถามผุดขึ้นตามมาว่า ข้าวคุณภาพดีๆ ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราลงแรงทำมันไปอยู่ที่ไหนหมด ใครคือผู้ได้กินข้าวพวกนั้น ใครคือผู้สร้างกลไกตลาดข้าวจนมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงสัญชาติไทยไม่สามารถได้กินข้าวดีๆ ที่ปลูกในผืนแผ่นดินของตนอย่างที่มันควรจะเป็น ข้าวดีๆ นั้นกินกับอะไรก็อร่อย แต่ไฉนเราต้องมานั่งเคี้ยวอะไรก็ไม่รู้ที่หน้าตาเหมือนเม็ดข้าวอยู่วันแล้ววันเล่า เราจนตรอกขนาดนี้เชียวหรือ ทั้งที่บ้านเกิดตัวเองคือแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพเลื่องลือไปทั้งสามโลกนะโว้ยเฮ้ย.. นึกคิดมาได้เท่านี้ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ น้ำตาพลันเอ่อคลอที่สองเบ้า จากนั้นก็หยาดไหลออกมาของมันเอง

หลังจากวันนั้นไม่นาน ผมออกจากเมืองใหญ่ กลับไปหาข้าวหอมมะลิที่แผ่นดินเกิด และจนถึงวันนี้ ไม่ว่าผมไปตกอยู่แห่งหนไหนของประเทศ ถ้าไม่สุดวิสัยจริงๆ ผมเลือกจะไม่แตะวัตถุเล็กๆ แข็งๆ หยาบๆ สีขาวๆ ดูเหมือนข้าว หากแต่ไร้รสชาติของความเป็นข้าวนั่นอีกแล้ว

…….

คิดว่าผู้อ่านคอลัมน์นี้หลายคนคงมีเพื่อน หรือคนรู้จัก หรืออาจเคยสนทนากับชาวต่างชาติกันบ้างนะครับ และเคยมีไหมครับที่ชาวต่างชาติพวกนั้นพูดกับคุณในทำนองว่า “อิจฉาพวกคุณจัง(หมายถึงคนไทย) ที่มีข้าวอร่อยๆ กิน”

ผมเคยเจอกับตัวเองอยู่สามสี่ครั้ง คนที่พูดมีทั้งฝรั่ง จีน แขกมลายู พม่า ซึ่งพวกเขาก็จะกล่าวคล้ายกับถ้อยความในย่อหน้าข้างบนนี้ เป็นการพูดตามความเข้าใจ พูดตามความรู้สึกจากสิ่งที่เห็นในภาพกว้าง  อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ผมว่าผู้คนทั้งโลกก็คงคิดและพูดไม่ต่างจากพวกเขา.. ไม่ผิดหรอก ก็ในเมื่อไทยเราคือประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ เป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพอันดับต้นของโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ผู้คนในประเทศจึงต้องได้กินข้าวชั้นดีเป็นเรื่องธรรมดา

ทุกครั้งที่ผมเจอคำกล่าวของคนต่างชาติในลักษณะนี้ ผมจะยิ้มหน้าชื่นตาบานตอบกลับไป นั่นเพราะว่าพวกเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็บ้านเมืองเราเป็นเช่นนั้นนี่นา มันเป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ แม้ภายในใจเราจะมีคำถามขัดแย้งมากมายก็ตาม

 ดังในหนังสือ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ที่เขียนโดย มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ (สันต์ ท.โกมลบุตร แปลและเรียบเรียง) อันเป็นมุมมองฝรั่งในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งเขียนขึ้นมาจากการได้อาศัยอยู่ในประเทศสยามนานถึง 24 ปี ก็ได้บันทึกช่วงหนึ่งไว้ว่า-

“ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าในโลกนี้ยังจะมีประเทศใดบ้างที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งไปกว่าประเทศสยามหรือหาไม่ โคลนตมของแม่น้ำได้ทำให้ผืนแผ่นดินอุดมไปด้วยปุ๋ยอยู่ทุกปี โดยแทบจะไม่ต้องบำรุงผืนดินเลย ก็ได้ต้นข้าวกอใหญ่อันมีรสดีวิเศษ ซึ่งไม่เพียงแต่พอเลี้ยงประชาชนพลเมืองเท่านั้น ยังส่งออกไปขายยังเมืองจีนและที่อื่นๆ ได้อีก”

จะว่าไป ข้าวกับคนไทยนั้นมีความผูกพันกันมาลึกซึ้งตั้งแต่โบราณ ทุกภูมิภาคจะมีประเพณีวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอยู่กับพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้อย่างแนบแน่น ความสำคัญของข้าวมีมากมายมหาศาล ทั้งในฐานะของอาหารต่อผู้กินผู้บริโภค ทั้งในฐานะที่เป็นสินค้าต่อประเทศชาติบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ของไทยก็ต่างเห็นความสำคัญและทรงอุปถัมภ์ข้าวกล้าของแผ่นดินมาโดยตลอด โดยเฉพาะรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ท่านทรงเป็นดั่งเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวนาไทย พระองค์ท่านได้ทุ่มเทพระสติปัญญาความสามารถในเรื่องข้าวเป็นอย่างมาก ทรงทำให้พสกนิกรไทยสำเหนียกอยู่เสมอว่า ข้าว คือลมหายใจของแผ่นดิน

และ ข้าว หาใช่เพียงพืชพรรณชนิดหนึ่ง ที่เหล่านักการเมืองใช้เป็นนโยบายหาเสียงเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ของพวกตนเท่านั้น!

 

…………………………….

บทความ : ประยูร หงษาธร

Illustrator : Sunanta Treepon