• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ดวงตาของสฟิงซ์เริ่มทอประกายเรืองๆ จากสีทรายด้านๆ มาเป็นสีประหลาด เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสีใดสีหนึ่ง ราวผสมทุกเฉดสีในโลกเข้าด้วยกัน ฉันยืนมองสฟิงซ์ในระยะใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราสบตากันชั่วขณะ แล้วสฟิงซ์หัวเราะหึๆ พลางถามว่า

    “เจ้าจะมาเซลฟี่กับข้าสินะ”

โอ้โห..ทันยุคทันเหตุการณ์เสียด้วย คาดว่าตัวฤทธิ์ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนก็แวะมาถ่ายรูปคู่กับสฟิงซ์ทั้งนั้น ตั้งแต่เริ่มมีการประดิษฐ์กล้องเลยทีเดียว เพียงแต่นาทีนี้เปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องถ่ายรูปเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ สฟิงซ์คงเห็นจนเบื่อ แต่ฉันก็ยังยืนอยู่ในระยะห่างพอสมควร เนื่องจากจำเรื่องคนที่ตอบคำถามผิดแล้วโดนจับกินได้ดี เมื่อเห็นมนุษย์คนหนึ่งลังเล สฟิงซ์เลยเอ่ยปากอีกหนด้วยน้ำเสียงเนิบช้าดุจเดียวกับอาการส่ายไหวของต้นไม้ในกาลดึกดำบรรพ์

“เดินเข้ามาใกล้ๆ ข้าเถิด นับจากนี้ไปข้าไม่รู้ว่าจะคงทนอยู่ต่อได้อีกนานเท่าไหร่ ตอนนี้เนื้อตัวผุกร่อนกว่าเดิมมาก เจ้าดูหู คาง และจมูกข้าสิ นี่ยังไม่รวมช่วงไหล่กับคอนะ พายุทะเลทรายพัดทีไร ข้าสั่นสะท้านทั้งตัว  คนนั้นคนนี้โดยเฉพาะพวกนักวิทยาศาสตร์เลยหาทางช่วยด้วยการฉีดน้ำยาเคมีเข้าไปในตัวข้า แต่กลับยิ่งทำให้แตกลอกเป็นขุยเพิ่มขึ้นไปอีก ดูสิ”

พูดจบก็กรอกตาเป็นเชิงให้ดูสีข้างถลอกปอกเปิกพลางถอนหายใจ ฉันเคยอ่านข่าวเจอว่าสฟิงซ์กะเทาะเป็นรอยร้าว เพราะบรรดาตัวฤทธิ์หลั่งไหลมาชมมรดกโลกชิ้นนี้หลายแสนคนต่อปี ลมหายใจและหยาดเหงื่อก่อให้เกิดความชื้นจนทำให้หินยุบและป่นเป็นผง อีกทั้งรถรายวดยานต่างๆ ที่แล่นมาจอดเทียบเพื่อขนถ่ายตัวฤทธิ์ทำให้สฟิงซ์สั่นสะเทือนจนเกิดรอยแตก

ตัวฤทธิ์กลุ่มหนึ่งตะโกนโหวกเหวกโบกไม้โบกมือกรูเข้ามาใกล้ จากบริเวณที่ยืนที่เคยมีฉันยืนเพียงลำพังก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวในชุดสีสดเหมือนนกแก้ว สฟิงซ์สบตาฉันอีกคำรบแล้วประกายตาเรืองๆ ก็กลับหม่นด้านเป็นสีทรายดังเดิม ระหว่างรอสฟิงซ์ทำหน้าที่ทูตอารยธรรมให้ตัวฤทธิ์กลุ่มนั้นถ่ายรูปทั้งหมู่และเซลฟี่ ฉันก็นึกย้อนความเป็นมาของสัตว์ในตำนานที่เรียกว่า “สฟิงซ์”

สมัยก่อนเชื่อว่าสฟิงซ์หินตัวนี้สร้างพร้อมพีระมิดคาเฟร แต่นักโบราณคดีหลายคนให้เหตุผลแย้งว่า เรื่องราวของสฟิงซ์เกี่ยวพันกับตำนานการสร้างอาณาจักรอียิปต์ มีการจารึกมาก่อนหน้าการตั้งราชวงศ์แรกเสียอีก จึงทำให้สันนิษฐานว่าสฟิงซ์สร้างก่อนพีระมิดคาเฟร

ในตำนานนั้นบันทึกไว้ว่า สุริยเทพหรือเทพราเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์ จากนั้นพระองค์ทรงครองราชย์เป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์ เวลาพูดถึงเทพราให้กรุณานึกถึงภาพอันอลังการของเทพแห่งพระอาทิตย์     อย่าได้นึกถึงราดำๆ บนขนมปังอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำลายอรรถรสในจินตนาการจนหมดสิ้น

ทีนี้เทพรามีพระโอรสและพระธิดารวมกันห้าพระองค์ เริ่มจากพระโอรสองค์หัวปี ชื่อโอซิริส ถัดมาคือ ฮามาคิส เซ็ท ไอซิส และเนพทิส  พระโอรสและพระธิดาทรงอภิเษกกันเองตามประเพณีของไอยคุปต์ โดยแยกเป็นคู่ตามนี้ โอซิริสอภิเษกกับไอซิส เซ็ทอภิเษกกับเนพทิส เหลือฮามาคิสพระองค์เดียวที่ทรงพระขึ้นคานและไม่อภิเษกกับใคร

ปัญหาเกิดตอนที่เทพราเสด็จสวรรคตนั่นแหละ โอซิริสก็ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดา กลายเป็นฟาโรห์อียิปต์พระองค์ที่สอง แต่เซ็ทนั้นเกิดคันคะเยอในพระทัย ด้วยความคิดว่าคนที่ควรขึ้นเป็นฟาโรห์ต้องเป็นข้าสิ เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ข้าก็หล่อกว่าเป็นกอง พลันสรุปแบบชั่วๆ ว่า งั้นฆ่าพี่เสียก็สิ้นเรื่อง

เซ็ทเลยวางแผนปลงพระชนม์พระเชษฐาแท้ๆ ของตนเอง โดยสร้างหีบอันวิจิตรตระการตาขนาดใหญ่พอจุร่างคนได้มาถวายพระเชษฐา ออกอุบายลวงให้พระเชษฐาเข้าไปนอนในหีบ อีตาพี่ชายก็แสนซื่อบื่อ เห็นว่าหีบนั้นอลังการอย่างไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน เลยหลวมตัวเข้าไปนอนยิ้มแต้ในนั้น

ทันทีที่โอซิริสเสด็จเข้าไป เซ็ทก็ปิดหีบลั่นดาลแน่นหนาพลางหัวเราะเคี้ยกๆ เหมือนตัวโกงในหนังจีน  โยนหีบโครมลงแม่น้ำไนล์ จนลอยเท้งเต้งไปติดต้นไม้ต้นหนึ่ง ความที่ใบดกปรกหนาจึงห่อหุ้มหีบใบนั้นจนมิดชิดและโอบรัดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น ต่อมาพระราชาแห่งนครไบบลอสนำต้นไม้ต้นนั้นไปทำเสาประดับในโถงพระราชวังโดยไม่รู้ว่ามีหีบอยู่ข้างใน

ช่วงที่พระสวามีหายไปอย่างลึกลับนั้น ไอซิสทรงพระครรภ์ แต่เสด็จออกจากวังเพื่อตามหาพระสวามี ต่อมาให้กำเนิดพระโอรสนามว่าฮอรัส เมื่อทราบว่าหีบที่บรรจุร่างโอซิริสอยู่ที่ไบบลอส พระนางจึงฝากโอรสไว้ที่เกาะแซมมิส และปลอมเป็นหญิงชราเพื่อเข้าไปในวังของกษัตริย์ไบบลอส จนได้ถวายงานเป็นแม่นม

คืนหนึ่งไอซิสลอบเข้าไปในท้องพระโรง ร้องไห้คร่ำครวญกับเสาที่มีหีบอยู่ข้างใน ราชนีแห่งไบบลอสทรงทราบเรื่องจึงมอบเสาต้นนั้นให้ไอซิส ตำนานไม่ได้บอกว่าราชินีพระองค์นั้นทำอย่างไรกับท้องพระโรงที่เสาแหว่ง แต่ไอซิสก็กราบทูลลาแล้วนำหีบกลับอียิปต์

เซ็ทซึ่งกลายเป็นฟาโรห์ในเวลาต่อมา เมื่อรู้เรื่องนี้ก็ทรงพิโรธอย่างยิ่ง ปรี่เข้าไปกระชากร่างไร้วิญญาณของพระเชษฐาออกจากหีบแล้วสับออกเป็น 14 ชิ้น จากนั้นก็โยนลงในแม่น้ำไนล์อีกรอบ  ไอซิสและอนูบิสผู้เป็นหลานชายจึงเก็บร่างของโอซิริสขึ้นมาทำมัมมี่ รอคอยวันที่โอซิริสจะฟื้นคืนมาอีกครั้ง

หลังจากสับร่างพระเชษฐาโยนลงแม่น้ำไนล์แล้วยังไม่สาแก่ใจ เซ็ทร่ายมนต์แปลงร่างเป็นแมงป่องเข้าไปต่อยฮอรัส ซึ่งเป็นพระนัดดาหรือหลานแท้ๆ ของตนจนสิ้นพระชนม์ แต่ฮอรัสกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เซ็ทยิ่งเคียดแค้นชิงชังเป็นทวีคูณ

ฮอรัสได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ พูดแบบหนังจีนก็คงต้องบอกว่าฝึกวิทยายุทธ์จากพระมารดาและฮามาคิส ผู้เป็นพระปิตุลาอย่างชนิดที่เรียกว่าเยี่ยมยุทธ์สุดยอด ทอดตาทั้งแผ่นดินก็ไร้ผู้ประมือ หลังจากตรองดูแล้วก็ตัดสินใจเปิดศึกชิงบัลลังก์คืนจากอา ทั้งฮอรัสและฮามาคิสจึงยกพลไปล้างแค้น กองทัพของเซ็ทปะทะกับกองทัพของฮอรัสที่ริมแม่น้ำไนล์  

เมื่อทหารฝ่ายเซ็ทแตกพ่าย ฮามาคิสแปลงร่างเป็นสฟิงซ์ยักษ์ไล่ตะปบกิน ส่วนเซ็ทนั้นพลัดตกลงไปในแม่น้ำไนล์ แต่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พลันแปลงร่างเป็นฮิปโปแล้วโถมเข้ากัดฮอรัส แต่ฮอรัสกระโดดขึ้นหลังแล้วใช้ฉมวกเหล็กยาวสามสิบฟุตแทงทะลุผ่านสมองจนสิ้นพระชนม์ทันที หลังจากนั้นฮอรัสก็ขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์สืบต่อมา

สายลมกระโชกทรายปลิวฟุ้ง ตัวฤทธิ์เริ่มทยอยจากไปเมื่อยามสนธยามาเยือน ดวงหน้าแห่งโบราณกาลนั้นยังคงลึกลับและเร้นปริศนาเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อน (โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

เครดิตรูปเพิ่มเติม:

ภาพ EG 515- Brooklyn Museum Archives

ภาพ EG 516-517-518  วิกิพีเดีย

 

…………………………………………

บทความโดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Illustrator : Aonnta Boonnam