• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ประชาธิปไตยในคราบเผด็จการ ปะทะ เผด็จการในคราบประชาธิปไตย

 

การเมืองไทยวันนี้มีเรื่องที่น่าขบคิด หลังจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เรื่อง “พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หรือ ฝ่ายเผด็จการ  โดยระบุว่า

 

“มีความพยายามแยกพรรคการเมืองออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายสนับสนุนเผด็จการ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จำเป็นที่เราต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียก่อน จึงจะแยกออกว่า ฝ่ายไหนคือประชาธิปไตย ฝ่ายไหนคือเผด็จการ เหมือนการที่เราจะไปสวรรค์ก็ต้องรู้จักทางที่จะไปนรกเสียก่อน ไม่งั้นก็ไปสวรรค์ไม่ถูก ความจริงเรื่องเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่ต้องให้ความรู้กับประชาชน แต่ประเทศไทยค่อนข้างอาภัพ เพราะนักวิชาการมักเป็นกลุ่มที่อยู่ฝ่ายผู้มีอำนาจ นักวิชาการบ้านเราจึงสามารถอธิบายขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ได้ตลอดเวลาตามแต่ผู้มีอำนาจต้องการ ประชาชนของเราจึงไม่ค่อยเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้

 

 

ผมว่าเราต้องปูพื้นฐานง่ายๆ ดูตั้งแต่เหตุผลในการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา เมื่อ 4 กรกฎาคม 1776 ที่ประกาศว่า “…มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิต เสรีภาพและการเสาะแสวงหาความสุข..” ผมว่าต้องเริ่มจากหลักการนั้นแหละ เพราะการแยกตัวเป็นอิสระของอเมริกา เป็นหลักพื้นฐานของการก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน

 

เริ่มต้นจริงๆ ของประชาธิปไตย สิทธิในทรัพย์สิน และการเก็บภาษีเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ประเทศอังกฤษที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ก็ถือหลักการเสียภาษีมาเป็นหลักในระบอบประชาธิปไตย ว่า “เราไม่ยอมเสียภาษี และเราไม่ยอมให้ใช้ภาษีของเราถ้าตัวแทนของเราไม่ยินยอมด้วย” รัฐบาลที่เก็บและใช้จ่ายเงินภาษีอากรโดยไม่ผ่านตัวแทนของประชาชนรัฐบาลนั้นก็เป็นรัฐบาลเผด็จการ แต่เป็นเผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจ ส่วนรัฐบาลที่บอกว่า”จะใช้ภาษีของประชาชนดูแลเฉพาะประชาชนที่เลือกตัวเองเท่านั้น” รัฐบาลนั้นแม้มาจากการเลือกตั้งก็ถือเป็นเผด็จการเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการจ่ายภาษีของประชาชนให้กับฝ่ายที่สนับสนุนตนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเรียกรัฐบาลเหล่านี้ว่าเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” รัฐบาลเผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจ และรัฐบาลเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลไหนจะดีกว่ากัน ก็ให้พวกนิยมเผด็จการทั้ง 2 ฝ่าย เขาเถียงกันเอง ผมไม่ร่วมวงเสวนาด้วยก็แล้วกัน”
…..

พอผมได้อ่านแล้ว ก็ถึงกับต้องขอหยิบประโยคนี้มาวิพากษ์ในวันนี้ เพราะนั่นช่างเป็นวาทกรรมที่เป็นการอธิบายสถานการณ์ของปัจจุบันที่ดีที่สุดจริงๆครับ

 

 

 

คลื่นใต้น้ำในปัจจุบันเกิดอะไรขึ้น?

 

คุณรู้หรือไม่? ฝ่ายพลพรรค “ฝ่ายซ้าย” ทั้งบนดินและใต้ดิน ที่เคยหลับใหลกันไปเพราะการมีอยู่ของรัฐบาลทหารที่เข้ามารักษาความสงบช่วงเวลาหนึ่ง วันนี้พวกเขากลับตื่นขึ้นมาเมื่อได้กลิ่นการเลือกตั้ง  และ ออกมาแสดงท่าทีต่างๆนานา ตั้งแต่การโจมตี สถาบันกษัตริย์ สถาบันตุลาการ สถาบันทหาร รวมไปถึง ฝ่ายการเมืองในอดีต กันเต็มหน้าสื่อสังคมออนไลน์ โดยอ้าง สิทธิมนุษยชน เสรีภาพทางการพูด บลาบลาบลา

แม้ว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายบนดินจะออกปากบอกว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพวกหัวรุนแรงที่หลบหนีไปยังต่างประเทศ แต่เราจะสังเกตความสัมพันธ์ซับซ้อน ของฝ่ายการเมืองพรรคฝ่ายซ้ายซึ่งมีความรู้จักมักคุ้นกับกลุ่มหัวรุนแรงมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ?

 

โดยประเด็นล่าสุด ที่แกนนำมวลชนฝ่ายซ้ายออกมาสื่อสารมาในทำนองเดียวกันนั้นคือการเพ่งเล็งไปที่ รัฐบาลทหาร หรือ ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อ้างว่า เป็นเผด็จการครอบงำประชาชน ทั้งๆที่ การกำเนิดของคสช.นั้น มีมูลเหตุจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขีดสุด และหาทางออกด้วยกันไม่ได้ จนต้องยึดอำนาจมาจากรัฐบาล “ปูเสฉวน”  เรื่องนี้จึงต้องขอทบทวน อดีตกันหน่อยนะครับ

 

 

 

 

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มาจากไหน?

นี่ถ้าประชาชนไม่ได้มีความจำเหมือนปลาทอง ก็คงจะจำกันได้ว่าการมีตัวตนอยู่ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)นั้นเกิดจากความไม่สงบทางการเมือง ระหว่างรัฐบาล “ปูเสฉวน”กับ ฝ่ายค้านไม่ใช่หรือ? ซึ่งเวลานั้น “ปูเสฉวน” ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ไป เจ็ดแสนล้านบาทในกรณีคอร์รัปชั่นจำนำข้าว  จนทำให้ บุญทรงเดินเข้าคุกแบบ “พูดไม่ได้”

 

และยังมีการคอร์รัปชั่นจำนวนมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม เช่น กรณีบ้านเอื้ออาทร ที่กำลังดำเนินคดีกับ ส.ส. พรรคเพื่อไทยรายนึง  การออกพ.ร.บ.กู้นอกงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท นี่ยังไม่ได้นับเรื่องการพยายามนิรโทษกรรมเหมาเข่งให้ คนแดนไกล กลับบ้านมาได้อย่างเท่ๆ อีกนะครับ

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” และ “ชายชุดดำ” ที่เคลื่อนไหวสร้างความหวาดกลัวในสังคมไทยไม่ใช่หรือ?

 

 

 

ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้กำเนิด กลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ออกมาเดินถนน หลักแสนหลักล้านคนทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องการเมืองที่โปร่งใส และพิทักษ์สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้เข็มแข็งปราศจากการแทรกแซงจากตะวันตก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะมีคนจำนวนมากขนาดนี้ในท้องถนน เท่านี้เพราะทุกคนก็ต้องการการเมืองที่ใสสะอาดปราศจากการปกครองจากความกลัว กันทั้งนั้น

 

การชุมนุมเกิดขึ้นอย่างสันติ ต่างเกิดขึ้นทั่วทุกมุมถนน จาก แยกหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เคลื่อนไหวหลักสิบ ต่อมาก็หลักร้อย หลักพันกลายเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนหลักล้านในเวลารวดเร็ว แต่ความรุนแรงก็ยังท้าทายประชาชนที่ชุมนุมอยู่เสมอ การโจมตีทำร้ายร่างกายในที่มืด ตีกันแบบ “ไม่รู้ใครเป็นใคร” จนกลายเป็นความรุนแรง ระหว่างประชาชน เสียงปืน เสียงระเบิด M79 ดังขึ้นทุกวัน ดักยิงกันกลางถนน กลุ่มมือปืนปิดล้อมยิงเข้าใส่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง จนเกือบกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่าง “หวุดหวิดหวาดเสียว”

นี่ถ้าไม่ได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มากู้วิกฤติการณ์ในเวลานั้นแล้ว บ้านเมืองอาจจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองไปแล้วนะครับ (นี่ยังไม่นับการที่ทหารต้องเข้ามากู้วิกฤติการณ์ ปี พ.ศ. 2553 ช่วงเผาบ้านเผาเมืองอีกนะครับ)

 

 

 

“Benevolent Dictators” ประชาธิปไตยในคราบเผด็จการ มีด้วยหรือ?

 

มีสิครับ  หลายคนไม่รู้จักคำว่า “Benevolent Dictators” หรือแปลตรงตัวว่า “เผด็จการใจดี”

ยกตัวอย่าง “Benevolent Dictators” ที่สามารถพูดถึงได้ในอดีตก็มีหลายคน ตั้งแต่ นาย ลีกวนยู ผู้นำเผด็จการของสิงคโปร์ที่รวมชาติได้ด้วยกฎหมายและวินัยที่แข็งแรง หรือ นาย France-Albert René ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศสาธารณรัฐเซเชลส์ โดยการ รัฐประหาร ทั้งนี้ประเทศสาธารณรัฐเซเชลส์เป็นประเทศที่เป็นกลุ่มเกาะตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ นาย France-Albert René ยังเป็นบุคคลสำคัญที่พัฒนาด้านสาธารณสุขและคุณภาพมนุษย์ให้กับประเทศ จนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาเร็วที่สุดในแอฟริกา  และแนวทางการบริหารประเทศของ นาย France-Albert René ก็ตรงกับคำขวัญประจำชาติที่ว่า  “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ” อีกด้วย

 

คำว่า “Benevolent Dictators” เป็นคำที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยได้ยิน แต่ถ้าคุณเป็นแฟนคลับของ นาย ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของแบรนด์สินค้า Virgin ผู้ที่มีธุรกิจตั้งแต่ ค่ายดนตรี ยัน ยานอวกาศ และชื่นชอบ ผจญภัย,กล้าเสี่ยง, หัวใจแบบวัยรุ่น และมักจะบริจาคเงินตามงานการกุศล คุณอาจจะเคยได้ยินเขาพูดติดตลก ว่า
“I believe in benevolent dictatorship provided I am the dictator.” แปลว่า  “ผมเชื่อในเผด็จการที่มีจิตใจเมตตา เพราะฉันเป็นเผด็จการ” อีกด้วย

รูป 1อ้างอิง https://www.telegraph.co.uk/news/science/space/6776398/Virgin-spacemans-flight-of-fancy.html

 

ผู้นำเผด็จการที่ทำเพื่อประชาชน ยังมีอีกคน เวลานี้คงไม่พ้น นาย สี จิ้น ผิง ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน  และเป็นถึงเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งบริหารประเทศได้ฉลาดมาก จากนโยบายที่รีดประสิทธิภาพ ของประเทศจีนที่แท้จริงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการใช้องค์ความรู้จากทั้งสองแนวคิดระบอบเศรษฐกิจ คือ “ทุนนิยม” และ “สังคมนิยม” มาบริหารอีกทั้งมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ใครโกง มีโอกาสโดนประหารชีวิตทั้งนั้น แต่ทั้งหมดก็เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวจีนตามยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกวางแผนไว้อย่างดี  จนในปัจจุบัน จีนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วแซงประเทศมหาอำนาจ หลายแห่งโดยไม่ติดฝุ่น

ตอนนั้น นาย สี จิ้นผิง เคยพูดถึง ยุทธศาสตร์ชาติของจีนไว้ดังนี้

“การพัฒนาเป็นหน้าที่สำคัญอันดับหนึ่งของพรรคในการกุมอำนาจรัฐสร้างประเทศให้เจริญ เป็นปมเงื่อนการแก้ปัญหาที่มีอยู่ทั้งหมดของประเทศจีน ประเทศเรายังอยู่ และจะยังอยู่อีกยาวนานในสภาวะพื้นฐานของประเทศที่เป็นลัทธิสังคมนิยมในชั้นแรกไม่เปลี่ยนแปลง

ความขัดแย้งระหว่างความต้องการในวัฒนธรรมทางวัตถุที่เพิ่มขึ้นทุกวันของประชาชน กับพลังการผลิตของสังคมที่ล้าหลัง เป็นความขัดแย้งของสังคมไม่เปลี่ยนแปลง ฐานะทางสากลของประเทศเราคือประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือหลักยึดพื้นฐานของการค้นหาวางแผนการพัฒนาของเรา

เมื่อเผชิญหน้ากับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศจีนเข้าสู่สภาวะปกติใหม่ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลกก็เข้าสู่ระยะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของโลก บ่มเพาะการทะลุทะลวงใหม่ของโฉมหน้าการพัฒนา เราจะต้องยืนหยัดถือการสร้างสรรค์เศรษฐกิจเป็นใจกลาง ยืนหยัดใช้ทัศนคติการพัฒนาใหม่ ชักนำสภาวะปกติใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ เร่งแปรเปลี่ยนแบบวิธีการพัฒนาให้เร็วขึ้น ปรับปรุงโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับการพัฒนาและประสิทธิผลให้สูงขึ้น…

การปฏิรูปประเทศเป็นลักษณะจำเพาะที่สดใสที่สุดของประเทศจีนยุคปัจจุบัน เป็นธงชัยที่สดใสที่สุดในระยะประวัติศาสตร์ใหม่ของพรรคเรา การปฏิรูปเปิดประเทศเป็นการเลือกเฟ้นที่เป็นปมเงื่อนซึ่งกำหนดชะตากรรมของประเทศจีนยุคปัจจุบัน เป็นของวิเศษสำคัญที่ภารกิจของพรรคและประชาชนก้าวด้วยก้าวใหญ่ ๆ ไล่ตามทันยุคสมัย
การปฏิรูปจะต้องยืนหยัดทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งไม่เดินทางเก่าที่ปิดเงียบและตายตัว และไม่เดินทางเบี่ยงที่เปลี่ยนแปลงธงชัยไปเสีย เราจะต้องยังความสมบูรณ์และพัฒนาระบอบสังคมนิยมลักษณะจำเพาะของจีน…

เราจะต้องยืนหยัดถือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นหลัก ยืนหยัดทิศทางปฏิรูปเศรษฐกิจการตลาดลัทธิสังคมนิยม ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างการเมือง ระบบโครงสร้างวัฒนธรรม ระบบโครงสร้างสังคม ระบบโครงสร้างอารยธรรม ระบบนิเวศน์ และระบบโครงสร้างพรรคให้ลึกซึ้งโดยถ้วนทั่ว” (“คำปราศรัยของสีจิ้นผิงในการประชุมใหญ่ฉลองการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 95 ปี” สำนักข่าวสยามรัฐแปล)

ส่วนท่าที ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ที่กลายเป็นรัฐบาลทหารในปัจจุบันก็ดูจะเป็น “เผด็จการนักประชาธิปไตย” ไม่น้อย เพราะแม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญ ปี2560 (ฉบับ up – patch) ก็ยังทำประชามติให้ประชาชนเลือกตั้ง เห็นชอบไม่เห็นชอบ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่กว่า 16 ล้านเสียงก็ให้ความเห็นชอบกับการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 และการออกนโยบายต่างๆ หากถูกประชาชนแสดงการทักท้วงก็พอจะดึงกลับไปทบทวนเสมอๆ ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างด้านดีของเผด็จการที่ฟังเสียงประชาชน จนถูกนำไปเรียกกันในโซเชียลมีเดียว่า “เผด็จการมุ้งมิ้ง”

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องถามตัวเองว่า เราจะสามารถใช้อำนาจประชาธิปไตย เลือกเผด็จการที่มีแนวทางแบบที่ประชาชนชื่นชอบได้หรือไม่?

 

ไม่ใช่แค่ประเทศจีน หรือไทยเท่านั้น ที่มี ยุทธศาสตร์ชาติ?!? แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่มี ยุทธศาสตร์ชาติ และ ยาวนานมากสุดถึง30ปี!

 

 

เรื่องนี้ก็ยังชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายชาติ แต่มีระยะยาวสั้น ยาวแตกต่างกันไป ตามแผนและวัตถุประสงค์ของแต่ละประเทศ เช่น แผนพัฒนา 30 ปีของบรูไน มีเป้าหมายให้บรูไนก้าวขึ้นไปเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มี GDP สูงที่สุดในโลก ในปี ค.ศ. 2035 รวมถึงการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น จากการที่ต้องพึ่งพาพลังงานปิโตรเลียมเป็นหลัก ในขณะที่แผนพัฒนา 10 ปีของสิงคโปร์ ที่เน้นความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยให้ประชาชนทุกรุ่นเป็นผู้บุกเบิกสำหรับรุ่นถัดไป

ส่วนของไทยก็มี ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  มีเพื่อพัฒนา รักษาผลประโยชน์ และความก้าวหน้าของประเทศ ตาม Vision “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”
ถึงแม้ แผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย ที่มีระยะยาวถึง 20 ปี จะเป็นที่กังวลว่าอาจมีความล้าสมัยและไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก จึงเปิดให้มีการพิจารณาปรับปรุงแผนได้ในทุก 5 ปี เพื่อให้อัพเดทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ

อะไรคือ เผด็จการในคราบประชาธิปไตย?

 

เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องตรงกันข้าม กับ สิ่งที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถอธิบายได้อีกอย่างว่า ประชาธิปไตย สามารถนำไปสู่ความเป็นเผด็จการได้ ถ้าผู้นำที่ถูกเลือกตั้งโดยประชาชน กลับบริหารชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ซึ่งมีผู้นำหลายประเทศที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจบด้วยการคอร์รัปชั่นหาประโยชน์เข้าตัว  จึงทำให้เกิดคำว่า

“เผด็จการจากการเลือกตั้ง”หรือ “Elective dictatorship “ หรือ executive dominance 

เมื่อหลายปีก่อน ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เคยพูดถึง”เผด็จการจากการเลือกตั้ง” โดยระบุไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“เผด็จการจากการเลือกตั้ง”เกิดขึ้นได้ง่ายมากในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา เพราะระบบรัฐสภาเป็นระบบที่ส.ส.เสียงข้างมากในสภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากในสภาเกิน 2 ใน 3 หรือรัฐบาลผสมมีพรรครัฐบาลรวมกันเกิน 2 ใน 3 จะทำให้รัฐบาลควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กรณีเช่นนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากเป็นพวกเดียวกัน ทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเหนือสภา สภาจะกลายเป็นเครื่องมือในการให้ความเห็นชอบกฎหมายของฝ่ายบริหารเท่านั้น การตรวจสอบของฝ่ายค้านที่มีเสียงไม่เกิน1 ใน 3 จะกลายเป็นปาหี่ที่ไม่มีผลในการยับยั้งฝ่ายบริหารแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่าสภาพเช่นนี้ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีจึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า”เผด็จการจากการเลือกตั้ง”

“เผด็จการจากการเลือกตั้ง”เกิดขึ้นได้ทั้งในกรณีที่มีพรรคเดียวมีเสียงข้างมากในสภาเกิน 2 ใน 3 หรือกรณีที่มีพรรคเดียวมีเสียงในสภาเกินครึ่งเพียงเล็กน้อยซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่เกรงว่ารัฐบาลจะถูกตรวจสอบได้ง่ายจึงเลือกที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยรวบรวมพรรคอื่นให้ได้เสียงเกิน 2 ใน 3 ในสภา กรณีเช่นนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมแต่พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีอำนาจต่อรองพรรคแกนนำแต่อย่างใดเพราะถึงอย่างไรพรรคแกนนำพรรคเดียวก็มีเสียงเกินครึ่งอยู่แล้ว ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดงอแงพรรคแกนนำก็สามารถปรับออกและดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลได้โดยง่าย สภาพเช่นนี้จะทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นเผด็จการจากการเลือกตั้งโดยปริยาย

นายกรัฐมนตรีที่เป็นเผด็จการจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นนักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนการบริหารจะมีประสิทธิภาพสูงดังเช่นกรณีของนายลี กวนยู นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เป็นต้น แต่ในทางตรงกันข้ามถ้านายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองที่ฉ้อฉลมุ่งใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับความเสียหายมาก ซึ่งกรณีนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า

ดังนั้น”เผด็จการจากการเลือกตั้ง”จึงเป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบรัฐสภาที่ส.ส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ดังที่เคยเกิดขึ้นกับการเมืองไทยมาแล้ว”

 

จากที่ ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิบาย ผมสามารถสรุปได้ว่า การจะเป็น “เผด็จการจากการเลือกตั้ง” นั้นข้อสำคัญไม่ได้มาจากการ “คัดสรร” แต่เป็นเรื่องของ”ผลงาน” ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการได้รับการดำรงตำแหน่งไปแล้วต่างหากซึ่งจะเป็นตัวระบุว่า นักการเมืองที่ได้รับเลือกมานั้นจะเป็นผู้ที่ทำเพื่อประชาชน(ภายในประเทศ)มากน้อยแค่ไหน?

ส่วน “เผด็จการจากการเลือกตั้ง” ในยุคสมัยปัจจุบัน อาจจะมีลูกไม้ใหม่ๆเช่นการแตกพรรคใหญ่ไปสู่พรรคเล็กที่มี เครือญาติเป็นผู้บริหารพรรคและสปอนเซอร์ จนกลายพรรคมีเครือข่าย มีนามสกุล เพื่อแทรกตัวในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ ทั้งนี้คงกะจะให้ได้ครองพื้นที่ 2 – 3 ของสภา ตามหลัก “เผด็จการจากการเลือกตั้ง” นั้นเอง

 

นักการเมืองจากการเลือกตั้ง อันตราย จริงหรือ?

ลำพัง นักการเมืองจากการเลือกตั้งนั้นก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายเสมอไป ยังมีคนดีมากมายที่น่าสนับสนุน แต่นักการเมืองที่ออกนโยบายอันตรายโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบก่อนนั้นนับว่าเป็นภัยใหญ่หลวง เช่น พรรคการเมืองหนึ่ง ที่มีแนวคิดคัดค้านการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาทุกศาสนา  – นโยบายต่อต้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี – ต่อต้านการสร้างรถไฟเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไปขายฝันสร้างไฮเปอร์ลูปที่ไม่เชื่อมต่อประเทศใดๆ – มองว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงวาทกรรม – ต่อต้านการเกณฑ์ทหารทั้งๆที่เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหลายประเทศอารยะก็ยังคงปฎิบัติอยู่ – การเสนอข้อตกลงกับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)ให้สูญเสียเอกราชทางกฎหมาย ที่ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ยอมทำข้อตกลงนี้

 

รวมไปถึงการพยายามนำเสนอให้ ฉีกกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2560 โดย กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่พิสูจน์แล้วว่ามีช่องโหว่มากมาย สิ่งเหล่านี้เลวร้ายกว่าการ รัฐประหารเสียอีก เพราะ การรัฐประหารนั้นทำให้ การบริหารราชการแผ่นดินสะดุดหยุดลง  แต่นโยบาย รีเซ็ต ของพรรคการเมืองหนึ่ง เปรียบเหมือนการกดปุ่มย้อนเวลากลับไป เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือมากกว่านั้น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คงจะอนุมานความเสียหายได้ว่า กฎหมายจะกลับไปใช้แบบเก่า  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาจถูกรีเซ็ต การนิรโทษกรรมนักการเมืองจะผ่านฉลุย คนแดนไกลจะกลับมาอย่างเท่ๆ นักโทษการเมืองจะถูกปล่อยก่อนกำหนด เปิดทางให้มีการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจาก ป.ป.ช. -ป.ป.ง. ยังไม่มีใน รธน.ปี40 ปลายด้ามขวานจะลุกเป็นไฟ  ศาสนาหัวรุนแรงทั้งหลายจะตีกัน ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง แต่เป็นการจุดไฟให้เกิดความขัดแย้งในประเทศตัวเอง เอื้อประเทศอื่นเสียมากกว่า และโดยเฉพาะ การเสนอให้ยอมรับศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นี้จะทำให้ประเทศไทยย้อนถอยหลังกลับไปสมัย รัชกาลที่5 ร่วมร้อยกว่าปีเลยล่ะครับ  

 

สรุปคือ ต่อให้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าออกนโยบายอันตราย ก็เป็นภัยของชาติได้  เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งหลังจากนี้ ควร พิจารณาดูให้ดี เลือกใครอย่าแค่สวยหล่อ หรือมาจากพรรคของใคร เครือข่ายใด แต่ต้องเป็นคนที่ฟังเสียงประชาชน และทำเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการเมืองอย่างแท้จริง

วันนี้ คุณจะเอาแบบไหน? ระหว่าง “ประชาธิปไตยในคราบเผด็จการ ปะทะ เผด็จการในคราบประชาธิปไตย”? ลองพิจารณาดู

…………………………..

บทความ : Daily Rorschach

Illustrator : Rawin Jarureangsri