• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

คนไต่เชือกผู้ยิ่งใหญ่ – มุมมองจากห้องมุม

(1)

เมื่อ 194 ปีมาแล้ว ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1824 เด็กน้อยชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า ฌอง ฟรองซัวส์ กราเวเล่ต์  ตอน 5 ขวบถูกส่งไปฝึกที่โรงเรียนกายกรรมในเมืองลียง และเริ่มออกโชว์เดี่ยวหกเดือนหลังจากนั้นกับการแสดงชุด “หนูน้อยมหัศจรรย์” ด้วยฝีมือและความแปลกใหม่ของการแสดงทำให้เจ้าหนูดังในชั่วข้ามคืน

 

เจ้าหนูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อายุได้ 31 ย้ายถิ่นฐานข้ามมาอยู่สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็นชาร์ลส์ บลอนดิน เพื่อให้ลิ้นอเมริกันชนออกเสียงได้ง่าย นัยว่านามบลอนดินนี้มาจากสีผมบลอนด์ของเขา ไม่ใช่เพียงชื่อ ฉายานามก็เปลี่ยนตามเพราะคนเราไม่สามารถจะเป็นหนูน้อยมหัศจรรย์ได้ชั่วชีวิต

ฌอง ฟรองซัวส์ กราเวเล่ต์ หรือ ชาร์ลส์ บลอนดิน

 

นาทีนี้ กระทาชายนายชาร์ลส์ เรียกตัวเองว่า “บลอนดินผู้ยิ่งใหญ่” ประกาศตัวเป็นนักเดินไต่เชือกที่เก่งที่สุดในโลก

 

ประกาศยกหางตัวเองอย่างเดียวโดยไร้หลักฐานคงไม่ใช่วิถีของคนที่กล้าเรียกตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่

บลอนดินช็อกโลกด้วยการประกาศกร้าวว่า วันดี นาทีดี ที่ 30 มิถุนายน 1859 เขาจะขอเป็นคนแรกเดินไต่เชือกข้ามน้ำตกไนอาการา

 

จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เดินบนเชือกเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.30 เซนติเมตร ที่ขึงบนระดับความสูง 49 เมตร ข้ามจากฝั่งอเมริกาไปฝั่งแคนาดาระยะทาง 340 เมตร แล้วเดินกลับมา ข้างล่างสองฝั่งก็เป็นแค่น้ำแข็งกับหิมะ แถมมีลมกรรโชกคลื่นแรงในธารน้ำเชี่ยวข้างล่างรอเป็นสุสานฝังร่างหากพลาดท่าตกลงไปเท่านั้นเอง

 

บลอนดินในวัยหนุ่ม สูงแค่ 165 เซนติเมตร หนัก 63 กิโลกรัม เขามีความเชื่อว่าการจะเป็นนักเดินไต่เชือกนั้นเหมือนกับการเป็นกวี

“ต้องเกิดมาเพื่อจะเป็นเท่านั้น สอนกันไม่ได้” บลอนดินว่า

บลอนดินเอง เริ่มเดินไต่เชือกตั้งแต่อายุ  4 ขวบ

 

น้ำตกไนอาการา

 

ในวันนั้น ผู้คนกว่า 25,000 คน แห่กันมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งทางเรือและรถไฟ กระจายแยกย้ายกันดูอยู่ทั้งฝั่งอเมริกาและแคนาดา เรียกว่ามากันมืดฟ้ามัวดินทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา ส.ส. ส.ว. ช่างภาพ นักข่าว นักร้อง ดารา ครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา ประชาชน และที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าที่ใดในโลกที่มีงานแบบนี้คือพ่อค้าแม่ขายที่สบโอกาสเอานู่นนี่นั่นตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบมาขาย (และที่ขายดีแน่ๆ คือเครื่องดองของเมาเหล้าและเบียร์)

 

นักพนันวางเดิมพันว่าบลอนดินจะรอดไหม เจ้ามือส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปทางไม่รอด

 

ห้าโมงเย็น บลอนดินในชุดรัดรูปสีชมพูประดับดาว เริ่มเดินไต่เชือกจากฝั่งอเมริกา แสงอาทิตย์อัสดงอาบร่างเขาเป็นประกาย รองเท้าเป็นรองเท้าหนังพื้นนิ่ม สองมือถือไม้ช่วยสมดุลยาว 8 เมตร หนักร่วม 23 กิโลกรัม

 

บลอนดินค่อยๆ เดินออกไป หลายคนหลับตาไม่กล้าดู เด็กน้อยร้องไห้กระจองอแง

 

เดินไปได้สองในสามของทาง บลอนดินหยุด แล้วนั่งลงบนเชือก

 

สายตากว่าห้าหมื่นคู่คิดว่านายบลอนดินลังเล คงไปไม่รอดแล้ว

 

ที่ไหนได้  บลอนดินหย่อนเชือกลงไปยังเรือล่องแม่น้ำชื่อ Maid of the Mist ที่ตรึงสมอรออยู่ แล้วดึงขวดไวน์ขึ้นมา กระดกไวน์เข้าปากแล้วเริ่มเดินต่อ แถมพอผ่านครึ่งทางจากเดินก็สปีดขึ้นจนกลายเป็นวิ่งจนถึงฝั่งแคนาดาในที่สุด

 

“จ้างเป็นล้านก็ไม่ขอมาดูอะไรพรรณนี้อีกแล้ว” คนดูคนหนึ่งบอก แต่เขาก็ต้องดู เพราะบลอนดินยังเหลือการเดินกลับไปฝั่งอเมริกาอีกรอบ

 

พัก 20 นาที ได้เวลาเดินกลับ จะเดินตัวเปล่าก็ใช่ที่ เดินทั้งทีต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บลอนดินแบกกล้องโบราณกล้องใหญ่ยักษ์ไว้กลางหลัง เดินไปได้ 60 เมตร เอาไม้ยาวช่วยสมดุลผูกติดกับขาตั้งกล้อง ยกกล้องออกจากหลังลงมาตั้งแล้วถ่ายรูปคนดูทางฝั่งอเมริกาก่อนจะเอากล้องขึ้นหลังอย่างเก่าแล้วเดินต่อไปจนถึงฝั่ง (เป็นสมัยนี้ต้องมีการถ่ายเซลฟี่แน่นอน)

เวลาการเดินจากฝั่งถึงฝั่ง 23 นาที

 

บลอนดินประกาศว่า การแสดงครั้งต่อไปของเขาที่นี่คือวันที่ 4 กรกฎาคม วันชาติอเมริกา

 

ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชมโชว์ท้ามฤตยูของบลอนดิน นสพ.นิวยอร์กไทม์ส ด่าเปิงว่าบลอนดิน “เสี่ยงชีวิตโดยใช่เหตุ” แถมลามปามด่าไปถึงคนดูว่า “ไร้จิตสำนึก ชอบดูคนอื่นเสี่ยงตาย”

 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม บลอนดินกับคนดูก็มาตามนัดในวันชาติ คราวนี้มีมุกใหม่ ไม่ต้องใช้ไม้ช่วย ถึงครึ่งทางทิ้งตัวลงนอนแล้วหมุนตัวกลับ 180 องศา ยืนขึ้นใหม่แล้วเดินถอยหลัง ก่อนจะหยุดกระดกเหล้าจากขวดแบนเมื่อใกล้ถึงฝั่งแคนาดา

 

และเดินกลับมาโดยใช้ผ้าคลุมหัวให้มองไม่เห็นซะงั้น

 

ในปีนั้น นายบลอนดินข้ามน้ำตกไนอาการาอีกสารพัดครั้งนับไม่ถ้วน ทุกครั้งบ้าบอเสี่ยงตายขึ้นเรื่อยๆ บางทีตีลังกาอยู่บนเชือก บางทีห้อยหัวลงมา บางทีข้ามตอนกลางคืนโดยเอาไฟฉายติดไว้ที่หัว บางทีถือโต๊ะกับเก้าอี้ไปด้วยและหยุดเพื่อนั่งเก้าอี้กลางทาง บางทีถือเตา กระทะ กับตะหลิวไปด้วยแล้วเจียวไข่ส่งให้นักท่องเที่ยวในเรือข้างล่างกิน บางทีล่ามโซ่ตัวเอง บางทีถีบจักรยานข้าม

 

ทั้งหมดทั้งปวง บลอนดินไม่เคยมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยอะไรทั้งสิ้น เขาว่า “ยิ่งกัน มันจะยิ่งเกิด”

 

ครั้งหนึ่ง ก่อนที่เขาจะข้ามอีก คราวนี้จะเข็นรถเข็นล้อเดียว (แบบที่เราๆ ท่านๆ เห็นในสวนหรือในไซท์งานก่อสร้าง) ไปด้วย แกหันกลับไปหาคนที่มามุงดูแล้วตะโกนถามไปว่า

“ใครเชื่อบ้างว่าผมจะเข็นรถเข็นข้ามไปได้”

มือทุกมือยกขึ้น

บลอนดินชี้ไปที่คนดูคนหนึ่ง

“คุณเชื่อมั้ยว่าผมทำได้?” เขาถาม

“เชื่อ” ชายคนนั้นตอบ

“มั่นใจนะ?” บลอนดินย้ำ

“มั่นใจ” ชายคนนั้นยืนยัน

“มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์?”

“ใช่! มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์”

“ขอบคุณครับ” บลอนดินตอบ “งั้นขอเชิญคุณขึ้นมานั่งบนรถเข็นเลยครับ”

 

เงียบกริบ

 

(2)

ว่าไปแล้ว คนอย่างบลอนดิน อาจมีไม่มากนักในโลก แต่ในทางกลับกันคนอย่างคนดูที่ส่งเสียงเชียร์อย่างมั่นใจแต่พอให้ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันกลับไม่กล้า น่าจะมีมากกว่า

 

ลองตัดความคิดที่ว่าคนถามคือบลอนดินที่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ เสี่ยงตายออกไป (ที่จริง ผมเชื่อว่าบลอนดินรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่และตัวเองทำได้แค่ไหน) แล้วนึกว่าเราเคยเจอสถานการณ์อย่างนี้ไหม

 

ทั้งที่เป็นคนถามและคนถูกถาม—แล้วเราตอบอย่างไร

 

ในชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน เราเคยไหมที่ทีมของเราปากบอกว่าสนับสนุน แต่พอให้ลงแรงร่วมมือร่วมใจกลับอิดออด เราเคยไหมที่เห็นดีเห็นงามแต่พอให้ลงมือทำกลับโยเย เราเคยไหมที่ยิ้มแย้มตกลงจับมือในห้องประชุมแล้วมาด่าสาดเสียเทเสียนอกห้อง

 

คงเคยกันบ้างทุกคน ไม่มากก็น้อย

 

เพราะงั้น ถ้าจะรับปากรับคำอะไรที่จะต้องทำงานกันเป็นทีม ต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งหมด พูดคุยกันให้แน่ชัด ถกกันให้ถึงแก่น ชอบไม่ชอบบอกกันก่อนตรงๆ จนมั่นใจว่าไปด้วยกันแน่นอนถึงจะ เฮ! ดังๆ พร้อมกันนะครับ

 

อย่าเป็นอย่างคนดูของบลอนดินคนนั้น

 

(3)

สุดท้าย ก็มีคนข้ามไปพร้อมกับบลอนดิน แต่ไม่ใช่นั่งรถเข็นล้อเดียว ครั้งนั้น มีคนขี่คอบลอนดินข้ามฝั่ง นายคนนั้นชื่อ แฮรี่ คอลคอร์ด ผู้จัดการส่วนตัวของเขาเอง

 

บลอนดิน เดินไต่เชือกไปทั่วโลก ทั้งจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย ยุโรป ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพจนถึงการแสดงสุดท้ายในปี 1896 เมื่อเขาอายุ 72 บลอนดินเดินไต่เชือกรวมแล้วเป็นระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร โดยไม่ประสบอุบัติเหตุใดๆ เลย

 

ปีถัดไป บลอนดินจากโลกไปอย่างสงบด้วยโรคเบาหวาน ตลอดเวลา 73 ปีบนโลกใบนี้ บลอนดินไม่เคยทำประกันชีวิตเลย

 

สงสัยว่า ไม่มีบริษัทประกันหน้าไหนกล้ารับทำประกันให้ “บลอนดินผู้ยิ่งใหญ่” คนนี้เสียมากกว่า

รูปปั้นของ ชาร์ลส์ บลอนดิน ณ Ladywood Middleway, Birmingham, UK

 

………………………….

บทความ : โชนแสง (นามแฝง)

Illustrator : Rawin Jarureangsri