• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ประเทศกูมี ถึง pussyriot กับเบื้องหลังปั้นนักประท้วง

เดือนตุลาคมกลายเป็นเป็นเดือนเดือดในประเด็นการเมืองอีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ การเมืองของประเทศไทยก็ดูจะเงียบสนิทเพราะหลายๆคนก็กำลังงงๆกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าว่า จะทำการหาเสียงกันอย่างไรในกรอบเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้

แต่ทันทีทันใดที่ รัฐบาลคสช. ประกาศปลดล๊อคทางการเมือง อนุญาตให้พรรคการเมืองต่างๆออกมา แสดงท่าทีทางการเมืองก็ ปรากฏเพลง “ประเทศกูมี” แทบจะในทันที ซึ่งเพลงดังกล่าวพูดถึงเรื่องความไม่พอใจในระบบราชการแผ่นดินของรัฐบาล คสช. โดยโยงความขัดแย้งดังกล่าวนี้ไปถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ ความรุนแรง ช่วง 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามเย็น(สงครามตัวแทน) ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารที่สนับสนุนโดยรัฐบาลอเมริกัน รวมไปถึงประชาชนบางส่วนไม่พอใจ กับ กลุ่มนักศึกษาที่มีแนวคิดโค่นล้มสถาบันฯ อันเป็นผลมาจากการพยายามเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์โดยพรรคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ปัญหาของเพลง คือ เพลง“ประเทศกูมี” นั้นได้ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งของสังคม โดยผสมทั้งเรื่องจริงและเท็จในประวัติศาสตร์ปนเปกันไปหมด และมีหลายเรื่องที่กำกวมต้องธิบายกันหนัก เรื่องบางเรื่องยังน่าสนใจว่า มีการพยายามโยงประเด็นเฉียดเบื้องสูง หรือระบบตุลาการให้เกิดดราม่าใหญ่อีก

ซึ่งผู้สังเกตการณ์บางคน มองว่า เป้าประสงค์ของเพลงนั้นเจตนาเพื่อสร้างความขัดแย้งมากกว่าการพยายามไขกระจ่างในความจริงที่ปกปิดอยู่ ซึ่งมันตรงกับแนวทาง Chaos theory หรือ Dominos theory ซึ่งเป็นการบริหารความขัดแย้ง ให้พุ่งใส่เป้าหมายที่ทำการระบุไว้ ทุกๆความเกลียดชังของทุกฝ่ายที่ถูกขยายด้วยสื่อจะเพิ่มปริมาณผู้ชมให้สูงขึ้น และสร้างกระแสเคลื่อนโจมตีสู่เป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอนแม้ว่าจะดูสับสนวุ่นวายก็ตาม ซึ่งในวีดิโอนี้มีการพยายามพลักดันไปสู่เป้าหมายที่ค่อนข้างชัดเจนตามแนวทางสมัย 6 ตุลา 19 ที่คนบางกลุ่มถูกทำให้เชื่อว่าต้องล้มล้างระบอบทั้งหมดเพื่อสร้างใหม่ตามแนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์

ความขัดแย้งกลายเป็นการตลาดที่ทำให้ผู้ฟังต้องให้ความสนใจเพื่อแกะความจริงออกจากเพลงเหล่านี้ จึงทำให้เรทติ้งผู้ชมเวลานี้แม้ว่าจะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าผู้คนจะเห็นด้วยกับข้อมูลในเพลงดังกล่าวทั้งหมด เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับว่าคนที่เข้าไปฟังเพราะให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเพลง ที่ถูกพูดถึงอย่างกำกวม

ทันทีที่เพลง”ประเทศกูมี” ออกมาเผยแพร่ กลุ่มนักการเมืองที่เคยเป็นแกนนำในสมัย 6 ตุลา อย่าง นาย จาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งเคยเคลื่อนไหวเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ โดยใช้ชื่อ “สหายสุภาพ” ก็ออกมาโจมตีรัฐบาลทันทีที่คนของฝ่ายรัฐบาลออกมาแสดงความไม่สบายใจกับเพลงดังกล่าวที่มีแนวโน้มจะกระทำผิดต่อกฏหมาย เพราะอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมได้นั่นเอง หลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยข่าวของผู้คนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเพลงดังกล่าวทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากลุ่มที่นิยม 6 ตุลา และ กลุ่มนักเคลื่อนไหวในพลพรรคคนเสื้อแดงเดิม ยังคงยืนหยัดสนับสนุนเพลง”ประเทศกูมี”อย่างเหนียวแน่น และแน่นอนว่า ยังหมายถึง กลุ่มนักเคลื่อนไหว อย่างพลเมืองโต้กลับ ที่ใกล้ชิดองค์กรอย่าง Amnesty international ก็ยังมีส่วนในการเคลื่อนไหว สนับสนุนและกำกับเพลงดังกล่าวอีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ก็พอจะเห็นชัดเจนกันอยู่ว่าการที่รัฐบาลออกมาตำหนิแต่ยังไม่ดำเนินคดี ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้มีความเป็นเผด็จการเท่าที่บางฝ่ายพยายามกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการอย่างรุนแรงห้ามวิพากษ์วิจารณ์ เพียงแต่คอนเทนท์บางส่วนที่เฉียดไปเฉียดมาเกี่ยวกับกระทบกระเทียบสถาบันเบื้องสูงและตุลาการและค่านิยมเบื่อหน่ายในระบอบการปกครอง ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่าการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้เฉียดไปมากับกฏหมายเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าไม่พยายามสื่อกันออกมาตรงๆเท่านั้นนั้น ก็เพราะต้องการให้สังคมขุ่นเคืองใจออกมาด่าทอเพื่อเสริมกระแสให้แรงเท่านั้นเอง

โดยสรุปคือ เพลงดังกล่าวได้ทำตามวัตถุประสงค์ของมันได้อย่างชัดเจนแล้ว คือการสร้างความขัดแย้งทางสังคม และการกระโดดลงไปวิจารณ์ของผู้ใหญ่และนักวิชาการบางคนในสังคมก็ยิ่งทำให้กลายเป็นประเด็นความคลุมเครือของเพลงร้อนกันไปอีก

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ประยุทธ จันทรโอชาก็แสดงท่าทีว่า “ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพลงเหล่านี้ และขอสังคมใช้วิจารณญาณในการฟัง พร้อมระบุว่าถ้ารัฐบาลเผด็จการคงไม่เดินทางมารับฟังปัญหาประชาชน จึงไม่อยากให้ใครบิดเบือน “

อย่างไรก็ตามเพลงดังกล่าวนี้จะเป็นที่จดจำหรือไม่? หรือกลายเป็นกระแสที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป เรื่องนี้พอจะประเมินได้ว่า มันขึ้นอยู่กับว่าเพลงเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงและเป็นที่สังคมยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นสิ่งที่สังคมเห็นแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เพลงก็จะกลายเป็นการทำบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อย่าง เพลง นครลิง-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ , เพลง สมภารเซ้งโบสถ์ – แอ๊ด คาราบาว หรือแม้แต่ เพลงยุคไอเอ็มเอฟ อย่าง เพลง รักเมืองไทย ไม่ตายหรอกครับ – อ่ำ อัมรินทร์ เพลง บทกวีของลูกปืน ของ ฟักกลิ้งฮีโร่ หรือ เพลง มันแปลกดีนะ ของ เต๋อ เรวัติ ช่วงปี2529 เป็นต้น

แต่หากเพลงเหล่านี้ไม่ได้การยอมรับจากสังคม หรือไม่ได้พูดถึงแก่นความจริงตามประสบการณ์ของคนส่วนใหญ่ประเทศ มันก็จะกลายเป็นสื่อสร้างความขัดแย้งที่เดี๋ยวมาแล้วก็ไปครับ

 

ที่จริงแล้ว เหตุการณ์กำเนิดเพลงด่าประเทศและการปั่นกระแสนักดนตรีประเภทแบบนี้เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ นะครับ
อย่างเช่นกรณีของ Pussy Riot วงดนตรีแนวพั้งค์ต่อต้านสังคมที่มีสมาชิกสาวล้วนภายใต้หน้ากากไหมพรมชาวรัสเซียซึ่ง เคยออกมาร้องเพลง “Virgin Mary, Put Putin Away” บนแท่นบูชาในอาสนวิหารพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด (Cathedral of Christ the Saviour) อันเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองมอสโกตั้งแต่ยุคจักรวรรดิรัสเซีย เพื่อต่อต้านประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน และโจมตีศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย อีกด้วย แต่สุดท้ายพวกเธอโดนจับ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012

ทั้งนี้อาสนวิหารพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด (Cathedral of Christ the Saviour) เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซีย เนื่องจากถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เนื่องในสงครามฝรั่งเศส-รัสเซีย ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1812 ซึ่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ก็สามารถรบชนะนโปเลียนที่ 1 ได้ และยังเป็นสถานที่ซึ่งรัฐบาลรัสเซียเคยเชิญรัฐบาลไทยไปร่วมรำลึกความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 อีกด้วย

อาสนวิหารพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด (Cathedral of Christ the Saviour) เคยถูกทำลายมาครั้งหนึ่งช่วงยุคสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1931 โดยผู้นำประเทศอย่าง โจเซฟ สตาลิน เพื่อสร้าง Palace of the Soviets แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากขาดงบจึง กลับมาสร้างอาสนวิหารพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด ในปีค.ศ. 1990

 


ทันทีที่ Yekaterina Samutsevich , Maria Alekhina และ Nadezhda Tolokonnikova สมาชิก 3 คนในกลุ่ม Pussy Riot ถูกจับ เนื่องจากฝ่าฝืนการจับกุมและตั้งข้อหาตั้งตัวเป็นอันธพาล ดูหมิ่นศาสนา โดยการแจ้งความของผู้ดูแลอาสนวิหารแห่งนั้น


ระหว่างการพิพากษา สมาชิก 3 คนในกลุ่ม Pussy Riot นั้นเอง กลุ่มผู้สนับสนุน Pussy Riot ชาวโปแลนด์จำนวนหนึ่ง ปิดหน้าปิดตาเข้ามาชุมนุมประท้วงรัฐบาลรัสเซีย ที่สถานทูตรัสเซียประจำกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ในวันที่17 สิงหาคม ค.ศ. 2012


แต่ในก็ไม่เป็นผลอะไรเนื่องจากในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2012 สมาชิก 3 คนของวง ถูกตัดสินว่าผิดข้อหาตั้งตัวเป็นอันธพาล ถูกตัดสินจำคุกเพียง 2 ปีเท่านั้น
ในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 2012 กลุ่มผู้สนับสนุน Pussy Riot จำนวน สามสิบคน ชุมนุมที่หน้าสถานทูตรัสเซียในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถูกจำรวจจับกุมในเวลาต่อมา



ระหว่างที่สมาชิก วง Pussy riot สามคนถูกจำคุกนั้น กลุ่มนักเคลื่อนไหว อย่าง องค์กร นิรโทษกรรมสากล ภายใต้การสนับสนุน โดย จอร์จ โซรอส ได้ออกมาเคลื่อนไหวในการประท้วงให้ปล่อยตัวสมาชิก วง Pussy riot ในข้อหาข้อหาตั้งตัวเป็นอันธพาล ดูหมิ่นศาสนาเมื่อปี 2013
และ
ภายหลังการพ้นโทษของสมาชิก วง Pussy riot ทั้งสามคน ในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ “ปฎิวัติร่ม” ซึ่งเป็นต่อต้านการเข้ามาปกครองของรัฐบาลจีนในเกาะฮ่องกง จึงมีความพยายามผลักดันวง Pussy riot ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงการเคลื่อนไหว ด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิของรักร่วมเพศ อีกทั้งสนับสนุนการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย อีกด้วย โดยมีการถ่ายรูปวง Pussy riot แสดงการสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกงและนำไปเผยแพร่กลางที่ชุมนุม ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งสนับสนุน โดย มูลนิธิ Freedom house ที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายของ จอร์จ โซรอส อีกด้วย


และแน่นอนว่า ในปีเดียวกัน สมาชิกวง Pussy riot ทั้งทั้งหมด ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้าน สิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิ นิรโทษกรรมสากล ในการพลักดันกิจกรรมของมูลนิธิจนได้ไปทัวร์ คอนเสิร์ตที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เทียบชั้น “มาดอนน่า” (ทั้งนี้ มาดอนน่าเคยออกตัว สนับสนุน สมาชิกวง Pussy riot ตั้งแต่ปี 2012 แล้ว อย่างไรก็ตาม มาดอนน่าเคยถูกเปิดเผย จากสำนักข่าวต่างประเทศว่า เคยปรากฏใน Paradise Paper ร่วมกับจอร์จโซรอสอีกด้วย)

 

ภายหลังคอนเสิร์ต ในปี 2014 การเคลื่อนไหวของกลุ่มสมาชิกวง Pussy riot ก็ยุติบทบาท ในนามวง Pussy riot Maria Alekhina และ Nadezhda Tolokonnikova อดีตสมาชิกสองคนจากวง Pussy riot เปลี่ยนทิศทางไปสู่การทำงานให้กับ มูลนิธิ นิรโทษกรรมสากล (Amnesty international) มากขึ้นเช่นการผลิตเพลงประท้วงตามวาระต่างๆภายใต้ชื่อ Pussy riot เช่น


เพลง CHAIKA โจมตีแนวคิดชาตินิยมรัสเซีย โดยเอาประเด็น การกล่าวหาอัยการสูงสุด ยูริ ชิคา เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตคอรัปชั่น “Three Whales” ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของ เอฟเอส (เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ) จำนวน 9 คน ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และนำเข้าผิดกฎหมาย สินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 และไม่นานมานี้ (ปี 2018) ยังถูกอีเมลลูกโซ่ที่เผยแพร่อยู่ในสหรัฐ กล่าวหาว่า เกี่ยวข้องเป็นเบื้องหลังในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน อีกด้วย


เพลง Make America Great Again เพื่อเสียดสีและต่อต้านโยบายทางการเมือง ของ นายโดนัล ทรัมป์ เรื่องการสร้างกำแพงป้องกันระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก และการต่อต้านผู้ลี้ภัย

 

 

เพลง Police State เพื่อต่อต้านโยบาย เชื่อมมิตรภาพสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ของ นายโดนัล ทรัมป์ เป็นต้น



ช่วงปี 2017 ทาง หนึ่งในสมาชิก ได้เคลื่อนไหวของหนึ่งในสมาชิก Pussy riot ได้หันมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งโดยอัดคลิปวิดิโอสั้นๆ ผ่านสื่อ Hong Kong Free Press เพื่อประกาศสนับสนุน โจชัว หว่อง, นาธาน ลอว์ และ อเล็กซ์ โชว์กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจีนในเกาะฮ่องกงซึ่งศาลตัดสินจำคุก หกเดือนจากการชุมนุมทางการเมือง และ อีกสามเดือนเพิ่มเติมเฉพาะ โจชัว หว่อง



ในปี 2018 กลุ่ม ของโจชัว หว่อง นาธาน ลอว์ และ อเล็กซ์ โชว์ ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งในการประท้วงกดดันรัสเซียร่วมกับ Pussy riot เรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินปล่อยตัวนักโทษการเมือง ที่สถานกงสุลรัสเซีย

จะเห็นได้ว่า ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ของการปูประเด็นปั้นนักดนตรีสายชังชาติให้พุ่งสู่ดาวนักประท้วง โดยมีกลุ่มขบวนการที่ค่อนข้างชัดเจน เช่นการสนับสนุนผ่านมูลนิธิ Amnesty international ในการสนับสนุของ จอร์จ โซรอส

เรื่องนี้ ต้องจับตาให้ดีเพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในหลายๆปีที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกว่ากลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย (Pro democracy หรือ กลุ่ม Anti fascist หัวรุนแรง ) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากนายทุน Globalist อย่างจอร์จ โซรอส ที่กำลังเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลประเทศต่างๆให้ลดกำแพงชาตินิยมและอำนาจทหารลดลงและ สร้างแนวคิดพลเมืองโลกภายใต้รัฐบาลเดียวมากขึ้น

ดังนั้นในกรณีประเทศไทยนั้น การจับติดคุกดูเหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ ผู้ประท้วงเหล่านี้ได้มีโอกาสถูกติดตามผ่านทางสื่อมวลชนที่กระหายข่าวโดยไม่สนความจริงมากขึ้น แต่การอธิบายความจริง และการส่งเสริมความสามัคคีของคนภายในชาติ ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการ ต่อกรกับความเท็จที่สอดแทรกเพื่อทำให้คนเกลียดชังกันในประเทศนั้นเอง
……………………………

บทความ : Daily Rorschach
Illustrator : Rawin Jarureangsri