• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

Halloween วันสำคัญทางคริสต์ศาสนาที่ถูกบิดเบือน

ฮัลโลวีน หรือในภาษาอังกฤษ Halloween เป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีผู้รู้จักทั่วมุมโลก โดยเฉพาะเมื่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหัวใส ได้ทำการแปลงเทศกาลฮัลโลวีนกลายเป็นเทศกาลสนุกสนาน และมีการขายของกินและของเล่นที่ทำรายได้มหาศาล และมีการชูภาพของวันฮัลโลวีนว่าเป็น “เทศกาลปล่อยผี” จนทำให้ภาพลักษณ์และความเข้าใจดังกล่าวกระจายไปพร้อมกับการเผยแพร่วัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัฒน์

ขบวนแห่งานวันฮัลโลวันที่เมืองนิวยอร์ค

 

โดยที่ผู้คนจำนวนมากทั่วโลก หารู้ไม่ว่าเทศกาลนี้ แท้ที่จริงเป็นเทศกาลสำคัญอันหนึ่งในคริสต์ศาสนาที่มีไว้ระลึกถึงนักบุญหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์ และดวงวิญญาณของผู้ตาย

ที่มาของคำว่า Halloween
Hallow แปลว่า “ผู้ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “นักบุญ” (Saint) วันสำคัญทางคริสต์ศาสนาที่จัดเพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือนักบุญทั้งหลายเรียกว่า All Hallows’ Day หรือ All Saints’ Day ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี โดยวิธีการนับวันของชาวยิวและชาวเซลติค (Celtic) ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นของยุโรป จะนับวันใหม่ เริ่มตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป
โดยคืนที่ถือว่าเป็นวันใหม่ หรือ วันของเทศกาลนั้น จะใช้คำว่า Evening ซึ่งแปลว่าช่วงเย็นหรือช่วงค่ำ ต่อท้ายชื่อวันหรือเทศกาลลงไป เช่น Chrsitmas Evening หรือที่เรียกย่อสั้นๆ ว่าคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) หมายถึง ช่วงค่ำที่เข้าสู่วันคริสต์มาส ในขณะที่ช่วงค่ำที่เข้าสู่วันระลึกถึงดวงวิญญาณของนักบุญทั้งหลาย จะถูกเรียกว่าคำว่า Hallows’ Evening หรือ Hallows’ Eve หรือ Halloween แบบที่คนทั่วไปคุ้นเคย

ภาพวาดบรรดานักบุญ โดย Fra Angelico ศิลปินชาวอิตาเลียนซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 15

 

จากเทศกาลท้องถิ่นสู่คริสต์ศาสนา
ที่มาของ Halloween เริ่มต้นจากการที่คริสต์ศาสนาเข้ามาสู่วัฒนธรรมความเชื่อของชาวยุโรป และชาวยุโรปได้ดัดแปลงคติความเชื่อท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่า Paganism (ซึ่งมาจากรากศัพท์ละติน Paganus/Pagus ที่หมายถึง ท้องถิ่นหรือเขตชนบท) ให้เข้ากับศาสนาใหม่

โดยเทศกาล Lemuria ซึ่งเป็นเทศกาลดั้งเดิมของชาวโรมัน เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณของคนตาย ถูกจัดขึ้นในวันที่ 9, 11, 13 พฤษภาคมของทุกปี ต่อมาเมื่ออาณาจักรโรมันรับเอาคริสต์ศาสนาเข้าไปเป็นศาสนาประจำอาณาจักร ในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 ได้มีการทำนำความเชื่อแบบคริสต์ศาสนาไปสวมทับความเชื่อดั้งเดิม หรือที่เรียกเชิงวิชาการว่ากระบวนการทำให้เป็นคริสต์ศาสนา (Christianization)

โดยให้วันที่ 13 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันระลึกถึงบรรดานักบุญและมรณะสักขี/Martyr (ผู้ที่สละชีวิตเพื่อยืนยันความเชื่อ) และชัดเจนที่สุดก็เมื่อต้นศตวรรษที่ 7 ที่พระสันตะปาปาโบนาฟาซิอุสที่ 4 (Bonifatius IV) ได้ทำพิธีระลึกถึงพระนางมารีและบรรดามรณะสักขีที่วิหารแพนทีออนในโรม ในวันที่ 13 พฤษภาคมของทุกปี

วิหารแพนธีออน (Pantheon) สถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุคโรมันเดิม ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

 

จนเมื่ออีกร้อยปีต่อมา ช่วงต้นศตวรรษที่ 8 พระสันตะปาปาเกรกอรีอุสที่ 3 (Gregorius III) ได้สร้างวัดน้อย (chapel) ในวิหารเซนต์ปีเตอร์หลังแรก เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญทั้งหลาย (All Saint) และให้ทำพิธีในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี แต่ทั้งนี้ก็ยังมีการจัดงานคู่กันไประหว่างวันระลึกถึงผู้ตายและวันนักบุญ

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 9 พระสันตะปาปาเกรกอรีอุสที่ 4 (Gregorius IV) ได้ประกาศให้ทำการเฉลิมฉลองเทศกาลที่ระลึกถึงนักบุญทั้งหลายในวันที่ 1 พฤศจิกายนอย่างเป็นทางการ ซึ่งปฏิบัติมาถึงทุกวันนี้

ในขณะที่พิธีระลึกถึงผู้ตาย (ที่ไม่ใชนักบุญหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์) ยังคงมีการปฏิบัติแยกกันไป โดยคริสตจักรตะวันออกยังคงจัดงานในช่วงเทศกาลมหาพรต (Lent) จนถึงวันพระจิต (Pentecost) โดยอยู่ในช่วงราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม ในขณะที่คริสตจักรตะวันตก (ยุโรป) ได้จัดงานในช่วงเดือนตุลาคม

จนเมื่อเข้าศตวรรษที่ 11 นักบุญโอดิลโลแห่งครูนี่ (Saint Odilo of Cluny) แห่งคณะนักบวชนิกายเบเนดิกติน (Benedictine) ได้ให้อารามต่างๆ จัดพิธีระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ตายในวันที่ 2 พฤศจิกายน ต่อจากวันระลึกถึงดวงวิญญาณของนักบุญทั้งหลาย ธรรมเนียมนี้จึงแพร่หลายในยุโรป และถูกปฏิบัติในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในอารามของนักบวชนิกายเบเนดิกตินเท่านั้น

พระสันตะปาปาฟรานซิสกำลังทำพิธีมิสซา ที่สุสานในกรุงโรมในวัน All Saints’ Day ปี ค.ศ. 2015

 

จาก Samhain Day สู่ All Saint Day และ All Soul Day
การเปลี่ยนจากวันที่ 13 พฤษภาคม หรือช่วงเมษายน-พฤษภาคมมาเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน ในคริสต์ศาสนานิกายตะวันตกนั้น สัมพันธ์กับเทศกาลดั้งเดิมของชาวเซลติค โดยชาวเซลติคมีเทศกาลประจำปีที่จุดขึ้นทุกวันที่ 31 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน ซึ่งก็คือ เทศกาล Samhain (คริสต์ศาสนานิกายตะวันออกยังคงยึดเอาช่วงเดือนเมษยน-พฤษภาคม เป็นวันระลึกถึงนักบุญหรือดวงวิญญาณทั้งหลายเช่นเดิม)
หมายเหตุ: พวกเซลติค (Celtic) คือคนยุโรปที่อาศัยอยู่ในช่วงตอนกลางของทวีป ในเขตประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันทางตอนใต้ อิตาลีทางตอนเหนือ และอีกส่วนอยู่ในอังกฤษฝั่งตะวันตก และในไอร์แลนด์

เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อให้รู้ว่าฤดูกาลแห่งการเพาะปลูกของปีนี้ ได้สิ้นสุดลงแล้ว และฤดูหนาวอันโหดร้ายกำลังจะมาเยือน ชาวเซลติคมองว่าช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นดังกล่าวนี้ เป็นช่วงเวลาที่ “ขอบเขต” ระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายจางลง และทั้งสองโลกจะติดต่อสื่อสารกัน

ซึ่งความเชื่อดังกล่าวสะท้อนจักรทัศน์ของคนโบราณ ที่มองว่าฤดูหนาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายไร้ชีวิต ส่วนฤดูร้อนเป็นฤดูแห่งชีวิตที่สามารถเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตได้ และเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนตระหนักรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงตามวัฎจักรกำลังจะมาถึง

เมื่อคริสต์ศาสนาเข้าสู่ยุโรป คริสต์ศาสนาได้ทำการสวมทับความเชื่อใหม่ให้เข้ากับความเชื่อเดิม และพัฒนาปรับปรุงคติความเชื่อมาเรื่อย ๆ (ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น) จนกลายมาเป็นเทศกาลที่ระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือนักบุญทั้งหลาย (All Saint Day) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี และเป็นวันที่ระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ตาย (All Soul Day) ในวันที่ 2 พฤศจิกายนของทุกปี

บรรยากาศคืนวัน Halloween ที่สุสานในประเทศโปแลนด์

และเมื่อคริสต์ศาสนาเข้าสู่ทวีปอเมริกา ชาวยุโรปนักล่าอาณานิคมได้นำเอาความเชื่อดังกล่าวไปเผยแพร่ให้กับคนพื้นเมือง ในขณะที่คนพื้นเมืองในแถบอเมริกาใต้และอเมริกากลาง มีวันระลึกถึงผู้ตาย (Day of the Dead) ซึ่งจัดขึ้นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนของทุกปีอยู่แล้ว แต่เมื่อคริสต์ศาสนาเข้ามา ก็ได้เปลี่ยนให้วันระลึกถึงผู้ตายมาตรงกับเทศกาลทางคริสต์ศาสนา คือวันที่ 1-2 พฤศจิกายนของทุกปีแทน

 

การจัดพิธีระลึกถึงผู้ตายในเม็กซิโก ซึ่งมีการหลอมรวมพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา เข้ากับความเชื่อท้องถิ่น

 

บรรยากาศการตกแต่งสุสานของคริสตชนในวันแห่งผู้ตาย ณ ประเทศเม็กซิโก

 

ธรรมเนียมปฏิบัติ-วันพบญาติ
ในวันดังกล่าว บรรดาครอบครัวที่อาจจะแยกกันอยู่ จะได้กลับมารวมหน้าพร้อมกัน เพื่อร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์ของชุมชน และเพื่อทำการระลึกถึงดวงวิญญาณของญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้วทุกคน เป็นวันหนึ่งที่ญาติพี่น้องจะได้มาพบปะกัน ร่วมสวดภาวนา พูดคุย และทานอาหารร่วมกัน

การจุดเทียนบริเวณหลุมศพญาติผู้ล่วงลับในวัน All Saints’ Day และ All Souls’ Day ของชาวคริสต์ในบังกลาเทศ

แน่นอนว่าเทศกาลทางศาสนา ไม่อาจปราศจากการละเล่นได้ เพราะศาสนาและพิธีกรรมอยู่คู่เทศกาลและความสนุกสนานมาโดยตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ดังนั้นเทศกาลดังกล่าวจึงไม่ได้มีแต่พิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีการละเล่นที่หลากหลายตามแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป

นอกจากนี้ การที่ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของประเทศทางตอนเหนือ ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรออกมาสู่ตลาดจำนวนมาก ชาวยุโรปจึงได้นำผลไม้อย่างแอปเปิ้ลหรือฟักทองมาทำเป็นขนมหรืออาหารไว้รับประทานในช่วงเทศกาล เช่น แอปเปิ้ลชุบน้ำเชื่อมหรือคาราเมล ที่นิยมกินกันในเทศกาลด้วย

ในขณะที่ประเทศที่คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหลายแห่ง ก็ประกาศให้วันสองวันนี้เป็นวันหยุดประจำปี ที่ญาติพี่น้องจะได้มาพบหน้ากันเพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว และในเขตประเทศที่อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป เรามักจะพบเห็นภาพที่ครอบครัวทั้งผู้ใหญ่และลูกเล็กเด็กแดง ได้มานั่งล้อมวงจัดดอกไม้ สนทนา กินขนมและพูดคุยสังสรรค์กันในเทศกาลนี้ด้วย

บรรยากาศวัน All Saints’ Day ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ส่วนในประเทศไทยนั้น ชุมชนชาวคริสต์เรียกวันนี้ว่า “วันเสกสุสาน” ซึ่งเป็นวันที่ญาติพี่น้องจะมาระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยถ้าเป็นชุมชนที่อยู่ในชนบทยังคงปฏิบัติพิธีกรรมตามวันกำหนดไว้ ในขณะที่ถ้าเป็นสุสานในเขตเมือง ทางโบสถ์ได้มีการปรับเปลี่ยนวันเวลา เพื่อให้ตอบรับต่อวิธีชีวิตสมัยใหม่ ที่ผู้คนติดภารกิจหน้าที่การงาน และไม่สามารถเดินทางไปสุสานได้เช่นเดียวกับโบสถ์ในเขตชนบทที่ผู้คนอาศัยอยู๋โดยรอบโบสถ์ ดังนั้นโบสถ์ในเขตเมือง จึงมักจะจัดงานให้ตรงกับเสาร์-อาทิตย์ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

บรรยากาศวันเสกสุสานของชุมชนชาวคริสต์บ้านซ่งแย้ จ.ยโสธร

 

บรรยากาศวันเสกสุสานในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย

………………..
บทความ : กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
Illustrator : Rawin Jarureangsri