• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

คน หุ่นยนต์ จักรวาล – มุมมองจากห้องมุม

(1)
ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซียคนหนึ่ง จบดอกเตอร์ทางชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยบอสตัน แต่ที่ทำให้เขาโด่งดังไม่ได้มาจากการเป็นอาจารย์แต่มาจากงานเขียน

72 ปีที่เขามีชีวิตอยู่ เขาเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 19 หนังสือเล่มก่อนสุดท้ายคืออัตชีวประวัติของเขาเองที่เขียนเสร็จก่อนเขาเสียชีวิต 2 ปี

หนังสือเล่มสุดท้ายเป็นหนังสือขำขัน เขียนจบเพียง 1 ปี เขาก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เขามีชื่อเสียงที่สุดจากการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ความสามารถเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นั้น ตลอดชีวิต เขาเขียนหรือเป็นบรรณาธิการหนังสือกว่า 500 เล่ม เขียนจดหมายหรือไปรษณียบัตรกว่า 90,000 ฉบับ งานเขียนของเขาครอบคลุมไปทั่วทุก 10 หมวดหลักของการแบ่งประเภทหนังสือระบบดิวอี้ของห้องสมุด

นิยายวิทยาศาสตร์ทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว นิยายสืบสวนสอบสวน นิยายแฟนตาซี บทความต่างๆ ไม่ว่าจะทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา เคมี ชีวเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ประวัติศาสตร์ คัมภีร์ไบเบิ้ล วรรณกรรมวิจารณ์ ขำขัน อัตชีวประวัติ รวมถึงเรื่องจิปาถะต่างๆ เขาเขียนมาหมดแล้ว

ที่สำคัญ ทุกแนวที่เขาเขียน อ่านสนุก เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ไม่ใช่เป็นตำราที่เขียนออกมาแล้วไม่มีใครอ่าน

วันที่ 6 เมษายนในปีนี้ เป็นวันครบรอบวันจากไปครบ 26 ปีของเขา

เขาชื่อ ไอแซค อสิมอฟ—Isaac Asimov

 

ที่มา https://www.goodreads.com/author/show/16667.Isaac_Asimov

 

(2)
เด็กรุ่นใหม่อาจไม่มีใครเคยได้ยินชื่อไอแซค อสิมอฟมาก่อน แต่คนรุ่นผมที่นิยมชมชอบนิยายวิทยาศาสตร์รับรองได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา ไอแซคเป็นนักเขียนที่โด่งดังมากจากสองซีรีส์ ซีรีส์สถาบันสถาปนา Foundation และซีรีส์หุ่นยนต์ Robot สมัยผมเรียนมัธยม มีกลุ่มนิสิตวิศวะ จุฬาที่ชื่นชอบนิยายวิทยาศาสตร์แปลผลงานของอสิมอฟออกมาขาย เป็นการจุดประกายการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของผม

ซีรีส์สถาบันสถาปนา กล่าวถึงโลกในอนาคตที่มนุษยชาติขยายตัวออกไปครอบครองดวงดาวมากมายมหาศาลสุดคณานับ มากมายจนลืมแหล่งกำเนิดแรกของตนคือโลกของเราใบนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ อสิมอฟสร้างตัวละครเอก ฮาริ เซลดอนที่ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ชื่อทฤษฎีอนาคตประวัติศาสตร์ (Psychohistory) ทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้เพราะประชากรมีจำนวนมากระดับ Quadrillion (1,000,000,000,000,000-พันล้านล้าน คน) ด้วยทฤษฏีนี้เซลดอนทำนายว่าหากยังปกครองด้วยระบอบจักรวรรดิแบบนี้ อนาคตของมนุษยชาติจะไปไม่รอด จะตกอยู่ในยุดมืดยาวนานถึง 30,000 ปี เซลดอนเลยขอจักรพรรดิตั้งสถาบันสถาปนาขึ้นสองแห่ง แห่งแรกเปิดเผย ทำทีว่าจะทำสารานุกรมเพื่อรวบรวมสรรพความรู้ที่มีทั้งมวลไว้ แต่แอบตั้งแห่งที่สองอย่างลับๆด้วย แห่งหลังนี้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ที่มีพลังจิตไว้และจะเป็นรากฐานที่ช่วยให้ยุคมืดร่นระยะลงเหลือเพียง 1,000 ปี

ตามแบบนิยายที่ดี ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เซลดอนคาด เราคงไม่มีอะไรให้ติดตาม ปรากฏว่ามีตัวโจ๊กเกอร์นามว่า The Mule หรือมโนมัย ที่เซลดอนไม่เคยคำนวณอยู่ในสมการมาขวางทางอนาคตที่ควรจะเป็น เราเลยมีไตรภาคสถาบันสถาปนา Foundation, Foundation and Empire และ Second Foundation ให้อ่านกันในช่วงแรกในปี 1951-1953

 

ที่มา
https://musingstudio.com/2015/05/14/book-review-foundation-trilogy-isaac-asimov/

 

อสิมอฟเริ่มเขียนเรื่องชุดนี้ในปี 1942 ตอนนั้นอายุเพิ่ง 22 เท่านั้น

ในปีเดียวกันนั้นเอง อสิมอฟแนะนำให้โลกได้รู้จัก “สมองโพสิทรอนิก” และ “กฎสามข้อของหุ่นยนต์ศาสตร์” จากเรื่องสั้นเรื่อง Runaround

กฎข้อที่ 1. หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษย์ หรือนิ่งเฉย ปล่อยให้มนุษย์มีอันตราย
         กฏข้อที่ 2. หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ ยกเว้นเมื่อคำสั่งนั้นขัดแย้งกับกฎข้อที่ 1
         กฎข้อที่ 3. หุ่นยนต์ต้องป้องกันตนเองตราบเท่าที่การป้องกันนั้นไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่ 1 และกฎข้อที่ 2

กฎสามข้อนี้ถูกนำมาใช้ในทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวของซีรีส์หุ่นยนต์ ว่ากันว่าการออกแบบหุ่นยนต์ในปัจจุบันก็คำนึงถึงกฎสามข้อนี้เช่นกัน
(ลองนึกดีๆ กฎสามข้อนี้ ก็คือสิ่งที่มนุษย์ควรปฏิบัติกับมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง)

 

ที่มา http://www.worldswithoutend.com/novel.asp?id=2045

 

จากเรื่องสั้น อสิมอฟสร้างซีรีส์นิยายสืบสวนสอบสวนในโลกอนาคตที่มีตัวเอกคืออีไลจาห์ เบลีย์ นักสืบชาวโลกกับ ห.ดานีล โอลิวาว์ (ห. ย่อมาจากหุ่นยนต์) คู่หูหุ่นยนต์ในร่างมนุษย์ ชุดนี้ทีแรกเป็นไตรภาค 3 เล่มเช่นกันคือ The Caves of Steel, The Naked Sun และ The Robots of Dawn ออกระหว่าง 1953-1956

จนในปี 1982 อสิมอฟจับซีรีส์สถาบันสถาปนามาปัดฝุ่นใหม่ในภาคต่อ Foundation’s Edge และห.ดานีล โอลิวาว์กลับมามีบทบาทสำคัญกว่าเดิมในปี 1985 กับ Robot and Empire

ครับ อสิมอฟจับสองซีรีส์สุดฮิตของตัวเองมารวมกันเป็นซีรีส์เดียว เป็นมหากาพย์ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติในอนาคตที่มีหุ่นยนต์เป็นผู้ชี้ทาง เพราะหลังจากนั้นใน Foundation and Earth ที่เป็นภาคต่อ และทั้ง Prelude to Foundation กับ Forward the Foundation ที่ย้อนกลับไปในสมัยฮาริ เซลดอนยังหนุ่ม ห.ดานีล โอลิวาว์มีบทบาทสำคัญที่สุดในซีรีส์ที่เดียว

ไม่รู้ว่าอสิมอฟคิดอย่างไร ที่ให้หุ่นยนต์ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น สุดท้ายแล้วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคอยพิทักษ์รักษาให้มวลมนุษยชาติอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยเป็นเวลายาวนาน?

หรืออสิมอฟคิดว่าถ้าปล่อยให้โลกนี้อยู่ในมือมนุษย์เพียงลำพัง มนุษย์นี่แหละจะเป็นผู้ทำลายโลกนี้ลงเสียเองกับมือ

(3)
อสิมอฟจบย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือฉบับสุดท้ายของเขาไว้อย่างนี้

“ผมเกรงว่าชีวิตผมใกล้จะมาถึงจุดจบแล้ว และผมไม่ได้คาดว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานสักเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม รักเราจะยังคงอยู่ และผมไม่มีคำต่อว่าอะไรทั้งสิ้น

ชั่วชีวิตผม ผมมีแจเน็ต (ภรรยา) มีลูกสาว โรบิน มีลูกชาย เดวิด มีเพื่อนฝูงมากมาย มีงานเขียน มีลาภยศชื่อเสียง และไม่ว่าอะไรจะเกิดกับผมในตอนนี้ มันช่างเป็นชีวิตที่แสนงาม และผมก็พอใจกับมัน

เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงผมหรือรู้สึกไม่ดี ในทางกลับกัน ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณหัวเราะได้ไม่มากก็น้อย”

ชายผู้กลัวการขึ้นเครื่องบินแต่กลับเขียนถึงการเดินทางระหว่างดวงดาว ชายผู้ชอบอยู่ในที่แคบๆแต่กลับเขียนถึงจักรวาลและห้วงอวกาศอันไพศาล

เขาจากเราไปโดยไม่เพียงไม่ให้เราร้องไห้แต่กลับบอกว่าให้เราหัวเราะเสียด้วยซ้ำ

 

ที่มา https://www.amazon.in/Robots-Empire-4-Isaac-Asimov/dp/0345328949

 

(4)
ไม่รู้ว่าอสิมอฟจะมีอิทธิพลกับคนอื่นอย่างไร แต่ซีรีส์สถาบันสถาปนาจุดประกายให้ผมชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ และนิยายภาษาอังกฤษที่ผมซื้อมาอ่านเล่มแรกก็คือ Robots and Empire เพราะอยากอ่านแต่ไม่มีใครแปลเป็นภาษาไทยมาขาย เลยกัดฟันซื้อภาษาอังกฤษมาอ่าน ตอนนั้นประมาณจบมาทำงานแล้วซัก 3 ปี กว่าจะอ่านผ่านไปแต่ละหน้าเลือดตาแทบกระเด็น เปิดดิกตลอด บางศัพท์ไม่มีก็เดามันไปก่อน เพราะมันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ ศัพท์แสงบางคำไม่มีในดิก (สมัยนั้นกูเกิ้ลยังไม่เป็นกระทั่งวุ้น อินเทอร์เน็ตเพิ่งตั้งไข่)

แต่ผมก็ผ่านมันมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเลิกอ่านนิยายฝรั่งฉบับแปล อ่านแต่ต้นฉบับมาจนทุกวันนี้ ตอนเรียนที่อเมริกาถ้าว่างก็หานิยายวิทยาศาสตร์มาอ่าน หลังๆก็แตกแขนงไปเป็นนิยายประเภทอื่นๆ และยังอ่านมาจนถึงทุกวันนี้

เวลาออกทริปต่างประเทศ ไม่เคยมีทริปไหนที่ผมไม่ติดนิยายไปอ่านบนเครื่องบิน มีแต่ติดไปมากเล่มน้อยเล่มตามระยะทาง

 

ที่มา
https://medium.com/personal-growth/isaac-asimov-how-to-learn-like-nobody-else-bf8a173fa8ca

 

ขอบคุณไอแซค อสิมอฟ ที่จุดประกายให้ผมได้อ่านหนังสือนิยายภาษาอังกฤษดีๆมากมายตลอดเวลาที่ผ่านมา

ลองรัก ลองชอบที่จะทำอะไรแล้ว เหนื่อยยากแค่ไหนก็ทำได้ และมันจะติดตัวเราไปโดยตลอด

………………………………
บทความ: โชนแสง(นามแฝง)
Illustrator: Sunanta Treepon