• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ทฤษฎีใหม่..มาจากไหน

“ทฤษฎีใหม่” ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเมื่อพระชนมายุราว 60 พรรษา หลังจากทรงงานมาราว 20-30ปี จึงอาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริที่ทรงตกผลึก ประมวลผลจากพระราชประสบการณ์ในการทรงงาน (ด้านการเกษตร เน้นเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินน้อย)
……………
เราจะเข้าใจพระราชดำริทฤษฎีใหม่ และการพึ่งตนเองได้ลึกซึ้งขึ้น ถ้ามองย้อนถึงเรื่องราวของเกษตรกรบ้านเรา ผู้ซึ่งแขวนชีวิตไว้กับความผกผันของตลาด ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ+นโยบายรัฐบาล จากรุ่นทวด ทวดของทวดที่เคยปลูกพืชผลแบบบ้านๆ หลายอย่างผสมกัน (พืชผสมผสาน) เหลือถึงจะขาย ก็เปลี่ยนมาปลูกพืชเดี่ยวเต็มพื้นที่ เพื่อขายและส่งออกเป็นหลัก

ยุคหนึ่งถึงกับมีเพลงล้อเลียนคำสั่งจากส่วนกลาง เรื่องผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ใครเกิดไม่ทันลองถามอากู๋ หาเพลงผู้ใหญ่ลี สนุกมาก

สมัยก่อน พืชหลักๆ ที่รัฐส่งเสริมให้ปลูก คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยาง คนอายุเยอะหน่อยจะจำได้ ทุกปีจะมีม็อบเก้าอี้ดนตรีเพราะสินค้าราคาตก เวียนกันมา เดี๋ยวม็อบชาวนา ม็อบสวนยาง ม็อบอ้อย ม็อบมัน

ก่อนปี 2500 ปุ๋ยเคมีเข้ามา ช่วยให้พืชผลสะดวกโต สะดวกเก็บขายกว่าปุ๋ยธรรมชาติ ผลจากพืชเดี่ยว+ปุ๋ยเคมี ก็ตามมาด้วยยาฆ่าแมลงซึ่งยิ่งใช้ยิ่งเปลือง เพราะแมลงมันดื้อยาและกลายพันธุ์ ผลก็คือ หนี้

เมื่อต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณปุ๋ย+ยาฆ่าแมลง ปีไหนราคาตก ขาดทุนทันที และจะจนไปทั้งปี หรือรอบสามเดือน หกเดือนแล้วแต่พืชที่ปลูก เกษตรกรก็ต้องกู้ สมัยก่อนไม่มีคาร์ฟอร์แคช จะกู้ธนาคารก็ไม่ง่ายแบบสมัยนี้ นอกระบบลูกเดียว ชาวนาบางคนอ่านหนังสือไม่ออก แปะโป้งกระดาษเปล่า นายทุนส่วนใหญ่ก็โรงสีนั่นแหละ กรอกตัวเลขเอง กู้ห้าพัน หมื่น แต่เสียนาทั้งผืน บางคนทิ้งที่ดินเก่าไปหักร้างถางพงรุกป่าหาที่ทำกินใหม่ พื้นที่ป่าก็รับเคราะห์ไป บางคนกลายเป็นผู้เช่าที่นาของตนเอง อันนี้เป็นคำตอบส่วนหนึ่ง ทำไมเกษตรกรจน

 

ที่มา http://www.chaoprayanews.com/2012/06/25/แหล่งท่องเที่ยว-ศูนย์ฯเ/

มีพืชพิเศษชนิดหนึ่ง คือ มันสำปะหลัง ยิ่งปลูกดินยิ่งจืดและแข็ง ต้องเพิ่มปุ๋ยเคมี เพิ่มไปเพิ่มมา ดินแข็งจนเป็นดินดาล เมื่อก่อนที่ดินที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ก็คือดินดาลดีๆ นี่เอง เจ้าของถวายให้ทรงสร้างพระตำหนัก รับสั่งติดตลกว่า ดูเขาเอาที่มาถวายชั้น แต่พระองค์ท่านไม่สร้างตำหนัก ท่านใช้ทดลองแก้ปัญหาดินดาลจนสำเร็จ (เทคนิคปลูกถั่วและหญ้าแฝกทะลวงดิน) ควบคู่กันไปคือ เริ่มศึกษาทดลองปุ๋ยอินทรีย์ด้วย เคยไปถ่ายทำกลิ่นอมตะมาก ขอบอก สมัยก่อนไม่มีใครสน เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ถามหาเกษตรอินทรีย์ แถมได้ราคาดีกว่าด้วย
…………….

กลับมาต่อ ยุคส่งแรงงานไปซาอุดีอาระเบียเฟื่องฟู ชาวนาชาวไร่ที่ยังหนุ่มๆ ไปกันเยอะ จนมีเพลงน้ำตาเมียซาอุของพิมพา พรศิริ ออกมา ดังระเบิดระเบ้อ ทีนี้ การจะไปทำงานซาอุก็ต้องผ่านนายหน้า ใช้เงินหลักหมื่น หลักแสนก็ยังมี บางคนให้พ่อแม่ขายไร่ขายนาส่งลูกไปทำงาน ที่ได้เงินมาร่ำรวยก็มี ที่ถูกหลอกหมดเนื้อหมดตัวก็มาก

พอเจอคดีฆ่าคนของซาอุเข้าไป เจ๊งเลย (เน้นว่าคดีนี้ ไม่ใช่คดีเกรียงไกรขโมยเพชรที่เขาตัดความสัมพันธ์) คนที่จ่ายค่านายหน้าไปแล้ว ก็ไม่ได้คืน จบลงด้วยหนี้กับดอกเบี้ย คนที่ไปแล้วยังไม่คืนทุน กลับมาก็หนี้สินกับดอกเบี้ยเช่นกัน
………………

เอาแค่สองเหตุการณ์ใหญ่ๆ นี่ ก็แปรสภาพเกษตรกรพออยู่ได้ ให้เป็นเกษตรกรมีหนี้ไปเรียบร้อย หลังๆ มา เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังยากจน เฉลี่ยแล้วจะเหลือที่ทำกิน 15-25 ไร่เท่านั้น จะทำยังไงให้เขาพอกิน พออยู่ให้ได้ นี่คือโจทย์ของพระองค์

ถ้าลำพังทำแบบเก่าๆ ปลูกพืชเดี่ยวขาย ยังไงๆ ก็ไม่พอกินทั้งครอบครัวและผันผวนมาก ไม่มีภูมิคุ้มกันเลย พระองค์ท่านทรงเก่งวิทย์ ท่านก็คำนวณออกมา โอเค โซนหลักๆ ควรมีอะไร

1.โซนที่เป็นบ้าน ถนน ทางเดิน และเลี้ยงสัตว์ (ที่ควรจะมีมูลสัตว์เพื่อใช้เป็นปุ๋ยหรือเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เช่น วัว ไก่ เป็ด)
2. โซนเกษตร แบ่งเป็นข้าว และพืชอื่นๆ (แต่ต้องมีข้าวไว้กินก่อน)
3. แหล่งน้ำ (อาจเป็นสระ ยกร่องสวนก็ได้ แล้วแต่การใช้งาน)

 

 

สามโซนหลักๆ นี้ ทรงคำนวณเฉลี่ย ครอบครัวนึงมี 5-6 คน ข้าวกี่ไร่ถึงจะพอกินทั้งครอบครัวและทั้งปี ก็ตกราว 5 ไร่ ที่เหลือสัก 5-6 ไร่ ปลูกอย่างอื่น กินด้วยขายด้วย พอเป็นค่าเสื้อผ้าข้าวของจำเป็น ปลูกไม้ที่ตัดมาทำบ้าน ซ่อมแซมบ้าน ทำเครื่องเรือนได้ (ลดรายจ่าย)

สำหรับพืชผล ต้องใช้น้ำ เอาละ บ้านเรามีช่วงแล้งฝน ต้องมีสระ น้ำแค่ไหนถึงจะพอ ท่านคำนวณออกมา ราวพันลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ถ้าปลูกพืช 10-15 ไร่ ก็ราวหมื่นนึงหมื่นเศษ ถ้าขุดบ่อ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร ระเหยราวปีละเท่าไหร่ จะลดการระเหยยังไง ก็ให้ปลูกไม้บังเงารอบสระ อะไรทำนองนี้

วิธีขุดสระ ท่านก็แนะให้ขุดหน้าดินแยกออกมา เอาไปโปะโซนเกษตร เพราะหน้าดินอุดมสมบูรณ์ ดินขุดสระที่ลึกลงไป เอาไปโปะทางเดิน โซนบ้านเรือนให้สูงขึ้น ถ้าออกแบบที่ดิน เป็นแบบร่องสวน ก็เอาไปยกร่องสวน ขอบสระก็ให้ขยักขอบไว้ ไม่ใช่สูงชันแบบขอบสระว่ายน้ำ เพราะถ้าเลี้ยงปลามันจะได้มีที่พักนอนบ้าง

สัดส่วนที่ดินก็ไม่ต้อง 30-30-40 เป๊ะๆ คำนวณตามสภาพ ถ้าที่ไหนน้ำมาก อย่างภาคกลางไม่ต้องถึง 30% ก็ได้ แต่อย่างอีสาน สระน้ำอาจต้องมากหน่อย อาจจะถึง 40-50% ด้วยซ้ำ

สระน้ำนี้มีประโยชน์อีกอย่าง ปกติ เวลาน้ำท่วมแล้วลด สิ่งที่ตามคือแล้ง เพราะน้ำลงทะเลหมดแล้ว รถขนน้ำขายดี เกษตรกรต้องซื้อน้ำมาปลูกพืชรอบใหม่ แต่ถ้าขุดสระไว้ พอน้ำลด ก็ยังเอาน้ำในสระมาใช้ปลูกพืชต่อได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พระองค์ทรงย้ำ 2 อย่าง

1. งานขุดสระเป็นเรื่องใหญ่ รัฐต้องเข้ามาช่วย (หลักขาดทุนคือกำไร our loss is our gain คำนี้ท่านรับสั่งกับตัวแทนเกาหลีใต้ คือรัฐยอมขาดทุน เพื่อให้ราษฎรมีรายได้ รัฐจะได้กลับมาในรูปของภาษี)
2. สภาพดิน ถ้าดินเก็บน้ำไม่ได้ ทำทฤษฎีใหม่จะไม่ได้ผล
3. ไม่ใช่ให้เกษตรกรทั้งประเทศต้องหันมาทำทฤษฎีใหม่ ขีดเส้นใต้สามเส้นเลย
……………………

เรื่องน้ำนี่เรื่องใหญ่ นอกจากสระในไร่นาแล้ว เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาจับ ท่านก็ให้สร้างภูมิคุ้มกันให้ชั้นที่ 2 คือ อ่างเก็บน้ำ ชั้นที่ 3 คือเขื่อน และชั้นที่ 4 คือ ป่า

ยกตัวอย่าง แปลงทดลองทฤษฎีใหม่ผืนแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา มีอ่างเก็บน้ำห้วยหินขาวสำรอง ส่งน้ำไปตามท่อใต้ดินไปยังแปลงเกษตร (ลงใต้ดินเพราะเกษตรกรมีที่ดินน้อย แปลงส่งน้ำปกติกินที่ดินพื้นผิวมากไป) และมีเขื่อนป่าสักอีกชั้นหนึ่ง

 

ที่มา https://siamrath.co.th/n/12172

ส่วนที่กาฬสินธุ์ ถือเป็นแปลงทดลองทฤษฎีใหม่บนที่นาของราษฎรแห่งแรก เดิมอาศัยอ่างเก็บน้ำลำพะยัง แต่เมื่อมีที่ดินทำทฤษฎีใหม่เพิ่มมากขึ้น ลำพะยังเอาไม่อยู่ ทรงออกไอเดียให้เจาะเขา ทำอุโมงค์แบบในหนังฝรั่งเลย ที่เขาเจาะถนนผ่านเขาน่ะ แต่นี่เป็นอุโมงค์ส่งน้ำ ป่ายังอยู่นะ ไม่ได้ถางเตียน เพื่อดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มาช่วยทางกาฬสินธุ์
………………..

สรุปแล้วหลักทฤษฎีใหม่ คือ มีข้าวกิน มีผัก มีโปรตีนกิน พออยู่พอกินก่อน หมายความว่ายังไงๆ ปีนั้นเกี่ยวข้าวแล้ว มีกินแน่นอน ไม่ต้องก่ายหน้าผาก ลุ้นราคาข้าวหลังเก็บเกี่ยว เพื่อจะขายข้าวเปลือกไปซื้อข้าวสาร ทีนี้ข้าวไม่ได้ปลูกรอบเดียว ยังมีนาปรังอีก รอบนั้นละขายเน็ตๆ (หรือแบ่งไว้กิน 2 รอบก็ได้)

ไม่รวมผลพลอยได้อื่น เช่น ปลาในสระ และแปลงพืชอื่นๆ (รายละเอียดยังมีเรื่องยุ้งฉาง ธนาคารข้าวด้วย) ผังปลูกแปลงพืชต่างๆ นี้ by design ออกแบบตามความเหมาะสมของเจ้าของที่ได้เลย

นอกจากพืชผักสวนครัวแล้ว จะปลูกมะลิ ผักหวาน ไม้ยืนต้นสลับ ไม้เก็บรอบอาทิตย์ สลับสามเดือนหกเดือน จะปลูกไม้ใหญ่แซม รอไว้สิบปีข้างหน้าตัดมาสร้างบ้านใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ความสะดวกของครอบครัวเลย
………………….

สเต็ปต่อไป เอาละพออยู่ พอกินแล้ว ก็ควรจะไต่ขึ้นมากินดี อยู่ดี ทรงใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาจับ เรียกว่าทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง เพราะถ้าเกษตรกรต่างคนต่างขาย มักโดนโกงตาชั่ง โดนกดราคาประจำ

อันนี้นอกเรื่องนิดนึง ที่เขาชะโงก ที่ไปฝึก ร.ด.กันนั่นแหละ ก็มีทำโครงการทฤษฎีใหม่ เกษตรกรหัวใส เขาจะไปชั่งข้าวที่โครงการฯ ก่อน เพื่อได้ค่าความชื้นค่าอะไรต่างๆ จะได้มีข้อมูล ไม่ถูกพ่อค้ากดราคา แต่เวลาขายเขาขายพ่อค้า เพราะได้เงินเร็วกว่า ก็ขำๆ ดี
ถ้าชาวนาเอาข้าวมารวมกันเป็นระบบสหกรณ์ ก็จะมีกำลังต่อรอง และไม่ถูกโกง ถูกกดราคา มียุ้งฉางเก็บ รอราคาได้ อะไรประมาณนี้

เมืองสหกรณ์ก็จะมีโรงเรียนเด็กเล็ก มีสถานพยาบาล มีร้านค้าสหกรณ์ มีการรวมกลุ่มทำอาชีพเสริมขายของ เช่น แชมพู อาหาร คล้ายๆ ที่เดี๋ยวนี้รู้จักกันในนามสินค้าโอทอปนั่นแหละ แต่โอทอปทำเดี่ยว ของพระองค์ทำกันเป็นกลุ่มเป็นอาชีพเสริม (สามัคคี)

ที่มา http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=169256&filename=prd

อย่างสหกรณ์โคนมหนองโพ ท่านก็ให้ใช้ระบบสหกรณ์ เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ได้ยินมาว่าทรงดีใจมาก แต่แถวเพชรบุรี (หุบกะพง) ที่เคยทรงงานร่วมกับอิสราเอล หลังๆ ซาๆ ไป ไม่บูมเหมือนหลายสิบปีก่อน เพราะเกษตรกรยุคนั้นเมื่อมีฐานะขึ้นมีเงินส่งลูกเรียนสูงๆ จบมาเป็นไวท์คอลลาร์กันซะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสนการเกษตรแล้ว
……………………

พอรวมกลุ่มกันได้เข้มแข็ง อยู่ตัว ก็ค่อยขยายออกไป มีโรงสีของตัวเอง มีการแปรรูป อย่างเช่น ข้าว เอามาแพ็กถุงติดยี่ห้อ เอางานวิจัยมาจับ ทำขนมจากข้าว แชมพูทำแล้วดันขายดี ปรับสูตรเพิ่มสูตรกันดีมั้ยเป็นต้น หาที่ปรึกษา เช่น มหาวิทยาลัย ศึกษางานวิจัยเรื่องอาหาร การแปรรูป หรือปรึกษาศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ต่างๆ ของพระองค์ก็ได้ มาวางแผนกันดูซิ โซนข้าวต้องคงไว้ โซนเกษตรจะยังไงกันดี จะทำอะไรได้ สินค้าที่แปรรูปลงห้างสรรพสินค้าได้มั้ย หรือเทรนอาหารเกษตรแบบไหนจะดี ผักอินทรีย์ ผักสลัดส่งภัตตาคาร อันนี้สุดแท้แต่การบริหารจัดการเลย

ถ้าจะต้องกู้ คราวนี้ติดต่อธนาคารได้ละ (จะกู้ยังไง ให้มีภูมิคุ้มกันด้วย) step นี้คือ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม ซึ่งสามารถเติบโตต่อไปเป็นการส่งออกได้ (แบบโครงการหลวง) จะสำเร็จแบบมั่งมีศรีสุข หรือมั่งคั่งร่ำรวย ก็แล้วแต่ความสามารถและความสามัคคีของเกษตรกรเอง
……………….

เพราะฉะนั้น ทฤษฎีใหม่ เป็น sub set ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแค่สาขาหนึ่ง ไม่ใช่พอเพียง คือ ต้องมาปลูกผัก หรือใช้แต่โลว์เทค ไฮเทคแบบทำอุโมงค์เจาะเขา เอานวัตกรรมมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นอาหารเสริม อาหารกล่อง ก็ทำได้ แต่ให้มีเหตุมีผล เป็นขั้นเป็นตอน และมีภูมิคุ้มกัน (คือ ถ้าไม่สำเร็จหรือผิดพลาด จะแก้ไขอย่างไร) และก็ต้องมีคุณธรรมสำคัญๆ เช่น สามัคคี ช่วยกันทำ ซื่อสัตย์ (ต่อลูกค้า ผลิตของคุณภาพ) มีสติใช้ปัญญา (ไม่ใช่โลภ) เป็นต้น
…………………..

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะสำเร็จได้ มีพระราชดำรัสไว้ว่า ต้องอดทน ไม่พูดมาก ไม่ทะเลาะกัน
………………………………
บทความ : ปัณฑา สิริกุล
Illustrator: Sunanta Treepon