• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

โรงเรียนบ้านนอก ชื่อไกลกังวล

ปกติเป็นคน “หวงวิชา” มาก สารภาพเลย เคยมีแผนจะเขียนหนังสือตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 จัดว่ายาวพอตัวทีเดียว ผ่านไป 9 ปีแล้ว ยังไม่คลอด ที่ได้มาเขียนที่นี่ ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่พอเขียนไป ทุกอย่างก็ไหลออกมาเอง ยิ่งเขียนก็เหมือนได้กลับไปในบรรยากาศของรัชสมัยอีกครั้ง

กลิ่นไอการพูดคุยกับชาวบ้านที่เคยเข้าเฝ้าฯ การสัมภาษณ์ผู้ทำงานถวายโดยใกล้ชิดทั้งหน้ากล้องและนอกรอบ หนังสือหลายร้อยเล่มที่เคยอ่าน หนทางหลายพันกิโลที่เคยเดินทางเพื่อตามรอยเสด็จฯ

จริงๆ แล้วตั้งแต่เรียนจบ ผ่านงานสารคดีมาหลากหลายแขนง ทั้งประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม อาชญากรรม และการเมือง ไม่นึกว่าความรู้จากการทำงานเหล่านี้จะกลายเป็นฐานในการ “ทำความเข้าใจแนวพระราชดำริ” ได้กระจ่างขึ้น

เริ่มทำสารคดีเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ราวปี 2530 ชื่อรายการ “ตามรอยพระยุคลบาท” สมัยนั้นรายการแบบนี้เป็นเรื่อง “เชย” สำหรับคนทำสื่อด้วยกัน หน้าจอโทรทัศน์มีเท่าที่จำได้คือรายการของบริษัท แปซิฟิค

ผู้เขียน เริ่มจากงูๆ ปลาๆ เน้นสไตล์ข่าว ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (who what when where why how) กับ เรื่องราวน่าประทับใจ น้ำตาท่วมจอ (emotional) สะเปะสะปะอยู่หลายปีเหมือนกัน เคยเขียนบทตามข้อมูล “กระดาษ” หมายถึงตามหนังสือ เอกสารที่บันทึกต่อๆ กันมาว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงทำกับข้าวเก่ง…แจ๊คพอต พระองค์ท่านคงจะทรงผ่านสายพระเนตรหรือยังไงไม่ทราบ หน่วยงานที่สนับสนุนรายการแจ้งมาว่า ทรงติงผ่านลงมาว่าพระองค์ไม่ได้เก่งขนาดนั้น ตั้งแต่นั้นมา “กระดาษ” เป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้น ต้องตรวจสอบจากคนที่รู้จริง และพื้นที่จริงเสมอ

วิธีการทำงานมาพลิกจริงๆ ก็คือหลังจากได้ผลิตสารคดีพระราชนิพนธ์พระมหาชนก งานนั้น ถึงขั้นแกะเทปทุกคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์เอง เพื่อจะเขียนบท ตัดต่อเลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยประณีตขนาดนี้

……………..

ต้องขอโม้นิสนึง ผลของความเพียรครั้งนั้นก็คือ รัชกาลที่ 9 มีรับสั่งผ่านคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังสมัยนั้นลงมาว่า สารคดีนี้มีทั้งหมดกี่ตอน “ขอสำเนา(copy)ให้ได้มั้ย” (คำนี้จริงๆ ไม่ได้ทรงสั่งว่า ให้ทำสำเนาขึ้นถวาย) หลังจากทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป ได้ทราบว่าทอดพระเนตรทั้งหมด รับสั่งผ่านลงมาว่า “ทำได้ดี ขอบใจทีมงานทุกคน”

ตอนหลังคณะทำงานสารคดีชุดนี้ได้รับเข็มพระราชทานมาคนละ 1 เข็ม คือผู้เขียนในฐานะเขียนบท-กำกับ-ตัดต่อ, ช่างภาพ, ประสานงาน ยันคนขับรถตู้ก็ได้รับเช่นกัน คนหลังนี่น้ำตาคลอเลย บอกไม่นึกไม่ฝันว่าชีวิตจะมีโอกาสได้รับเข็มพระราชทาน

สารคดีชุดนี้ ได้ฉายที่สถานีโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียม วังไกลกังวล วนฉายทุกวันอยู่ราวครึ่งปี วันหนึ่งไปถ่ายทำที่นั่น เห็นโทรทัศน์ดาวเทียมในห้องเรียนกำลังออกอากาศอยู่ แต่เด็กไม่ดู เล่น คุยกัน… เจ็บจี๊ดดดดด ปลอบใจตัวเองว่าเด็กๆ คงดูมาหลายรอบแล้ว
…………..

 

โรงเรียนวังไกลกังวล เดิมเป็นโรงเรียนประถม สูงสุดคือมัธยม รับลูกหลานข้าราชบริพาร (ที่เขาแชร์ๆ กันว่าถ้าใครถามว่าจบจากไหน รับสั่งให้บอกว่าจบจากโรงเรียนบ้านนอกชื่อไกลกังวลน่ะ) เดี๋ยวนี้ขยายเป็นวิทยาลัยการอาชีพ อาชีวะ และสารพัดช่าง ถ่ายทอดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมไปตามกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนอื่นๆ ในต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง

ตอนหลังๆ เมื่อเปิดกว้างรับนักเรียนทั่วไป มีเด็กที่ถูกไล่ออกจากที่อื่น เด็กเกเรว่างั้น มาสมัครเรียนด้วยอาจารย์ที่อยู่มาเก่าแก่ท่านนึงบอกว่า เคยรับสั่งว่า “เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย” ก็ให้รับไว้ ราวๆ สิบกว่าปีก่อนเคยเจอว่า มีบางคนที่เหลือขอขนาดทุบทำลายข้าวของในโรงยิมเสียหาย แต่ก็ยังไม่โดนไล่ออก ร้อนถึงผู้บริหารต้องขอ “ครูทหาร” มาเป็นครูพละ ถึงจะเอาอยู่
………….

 

ที่มา https://www.posttoday.com/social/local/469683

ความที่การเรียนการสอนถ่ายทอดผ่านดาวเทียมเป็นข้อมูลเปิด ใครเปิดโทรทัศน์เป็นก็หาดูได้ คนที่รักดี ใฝ่รู้จะได้ประโยชน์มาก มีวินจักรยานยนต์กับแม่ค้าบางคน เปิดดูเพื่อใช้ฝึกภาษาจีนก็มี อังกฤษก็มี จากวันนั้นจนวันนี้คงพูดกันคล่องต้อนรับ AEC กันแล้วมั้ง แม่บ้านบางคนหัดทำซาลาเปา ขนมเปี๊ยะจากทีวีดาวเทียม ขายเป็นอาชีพเสริม มีรายได้เป็นพอควร คล้ายๆ กับยุคนี้ที่ยูทูบกับอากู๋เป็นแก้วสารพัดนึกให้คนใฝ่รู้ขวนขวายศึกษานอกระบบได้แทบทุกเรื่อง

ที่รู้ ก็เพราะเห็นจดหมายของคนเหล่านั้นเขียนมาขอบคุณวิทยาลัยการอาชีพ (ไกลกังวล) หลายร้อยฉบับ ตัวเองเคยเปิดเรียนภาษาเหมือนกัน แต่สงสัยสะสมแต้มอายุเยอะเกินไป ความรู้ไม่เข้าหัวเลย

มีรับสั่งผ่านคุณขวัญแก้ว ให้ทำคู่มือการออกอากาศแจกจ่ายไปตามโรงเรียนที่รับสัญญาณดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล เพื่อโรงเรียนปลายทางจะได้รู้ล่วงหน้าด้วย

 

ที่มา http://dltv.ac.th/home

…………….

โรงเรียนวังไกลกังวล อยู่ที่อำเภอหัวหิน รัชกาลที่ 8 มีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2481 จัดเป็นโรงเรียนราษฎร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงอุปการะค่าใช้จ่ายจากเงินพระราชกุศลเป็นรายปี ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 9 ที่นี่มีเกร็ดคำสอนและแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้หลายเรื่อง

หลายวันก่อนเห็นมีการแชร์คลิปเด็กญี่ปุ่นทำความสะอาดโรงเรียน ที่โรงเรียนวังไกลกังวลทำมาตั้งนานแล้ว เป็นพระบรมราโชบายของพระองค์ให้เด็กฝึก เช่น เรื่องระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การเสียสละ ถ้าจำไม่ผิดโรงเรียนวังไกลกังวล และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จะไม่มีนักการภารโรง ให้ครูนักเรียนช่วยกัน

ก่อนเข้าห้องเรียน โดยเฉพาะการเรียนที่ต้องใช้อุปกรณ์ส่วนรวม เช่น คอมพิวเตอร์ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราโชบายให้เด็กล้างมือก่อนเข้าห้องเรียน เหตุผลก็คือ เรื่องของสุขอนามัย และความสะอาดของเครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกัน อีกอย่าง หัวหินใกล้ทะเล ไอเกลือ อะไรต่างๆ จะทำให้ของเสียเร็ว

ที่โรงเรียนมีการสอนดนตรี มีวงโยธวาทิต ครูผู้สอนท่านนึงเล่าว่า ทรงแนะนำผ่านลงมาให้เด็กๆ ทำความสะอาดเครื่องดนตรีทุกครั้งเมื่อเล่นดนตรีเสร็จ และที่สำคัญคือ “ให้ทำด้วยตัวเอง” ผู้ที่เคยร่วมทรงดนตรีเล่าว่า พระองค์ก็ทรงทำความสะอาดเครื่องดนตรีด้วยพระองค์เองเช่นกัน

และอย่างที่เคยเล่า โปรดเกล้าฯ ให้ทำรายการ “ศึกษาทัศน์” พาเด็กไปหาประสบการณ์นอกห้องเรียน สันนิษฐานว่าอาจมาจากพระราชประสบการณ์เมื่อทรงพระเยาว์ และได้ผลเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้นก็เป็นได้

 

………………
หนึ่งในเคล็ดลับการเรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คือ เมื่อยังทรงพระเยาว์ ก่อนที่ครูพิเศษจะถวายอักษร (ก่อนจะเรียนพิเศษ) ทรงชอบให้ครูเล่านิทานถวายก่อนสัก 15 นาที แล้วค่อยเข้าบทเรียน หลายปีให้หลังมีรับสั่งกับ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ ว่า การมีความรู้นั้น ต้องมีจินตนาการด้วย เพราะการเรียนแบบท่องจำ หรือแค่เข้าใจในสิ่งที่เรียนก็ยังไม่พอ ผู้เรียนควรมีจินตนาการเพื่อสามารถสร้างสรรค์ ต่อยอดองค์ความรู้เหล่านั้นได้ด้วย (ส่วนหนึ่งของความพอเพียงทางการศึกษา)

ในเมืองนอกเราจะเห็นว่าเขาให้เด็กวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรม หรือประวัติศาสตร์ เป็นการบริหารกึ๋นของเด็กทางหนึ่งเหมือนกัน

หลายเรื่อง ที่รัชกาลที่ 9 ทรงต่อยอดจากความรู้และการเล่นเมื่อทรงพระเยาว์ เช่น ทรงเล่นขุดทรายริมทะเล เป็นทางน้ำเข้าไปในแอ่งทรายที่ทรงขุดไว้เป็นอ่างเก็บน้ำ, ทรงสังเกตพี่เลี้ยงที่ขุดดินทำทางน้ำให้ทรงเล่นน้ำ, ทรงขุดดินกับรัชกาลที่ 8 ทำทางน้ำ แอ่งน้ำ แล้วเอากิ่งไม้มาปัก เป็นต้น

รับสั่งว่าทรงปรับมาใช้กับงานชลประทาน เช่น การใช้ระบบ gravity (แรงโน้มถ่วงโลก) ช่วยส่งน้ำตามคลองชลประทานได้ไกลขึ้น ลดการใช้พลังงานจากเครื่องสูบน้ำ, การปลูกไม้ขอบสระทฤษฎีใหม่ ลดการระเหย เป็นต้น

แม้แต่การเรียนพื้นฐานเมื่อทรงอยู่ประถม 3 เรื่องการชะล้างหน้าดินบนเขา คือ ถ้าตัดป่าจนเขาเตียนโล่ง ไม่มีรากยึดหน้าดิน เมื่อฝนตกก็ชะหน้าดินลงมาทำให้แม่น้ำ ลำคลอง หรือเขื่อน อ่างเก็บน้ำตื้นเขิน

………….

โครงการแก้มลิง ที่เคยรับสั่งว่ามาจากการสังเกตลิงที่ทรงเลี้ยง เวลากินกล้วย ลิงจะเก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อน แล้วค่อยๆ ปล่อยลงกระเพาะ หลักการนี้ ทำให้โครงการแก้มลิงต่างจากสระเก็บน้ำ คือถ้าขุดสระธรรมดา เต็มแล้วล้น แต่แก้มลิง เก็บน้ำไว้ก่อน และต้องมีช่องทางระบายออกได้ด้วย

 

ที่มา http://www.weloveroyalty.com/main/th/project/detail/แก้มลิง/4.html

 

อย่างเขื่อนป่าสัก เป็นแก้มลิงของแม่น้ำป่าสัก เอาน้ำตอนฝนมากมาเก็บไว้ก่อน (กล้วยในกระพุ้งแก้มลิง) แล้วก็มาบริหารจัดการน้ำนั้น (ลิงค่อยๆ กลืนลงกระเพาะ) ส่วนหนึ่งใช้ในการเกษตรพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนหนึ่งไล่น้ำเน่าให้กรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งดักน้ำไม่ให้ทะลักทลายท่วมพื้นที่ด้านล่าง ทำให้ต้องมีการคำนวณ คาดการณ์ปริมาณน้ำฝน ปริมาณการใช้งาน ดินฟ้าอากาศอะไรต่างๆ ด้วย ถ้าเล็งว่าปีนั้นหรือปีต่อไปจะมีน้ำมาก ก็ค่อยๆ ระบายแต่เนิ่นๆ ก่อนฝนจะมา ไม่ให้พื้นที่ด้านล่างเดือดร้อน ถ้าดูทรงจะแล้งแน่ ก็ต้องตุนไว้ ใช้ประหยัดๆ หน่อย

ระบบแก้มลิงสำหรับปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร รับสั่งว่า หลักๆ คือพยายามดึงน้ำลงมา ผ่านคลองต่างๆ ที่ทรงวางระบบไว้ เอามาเก็บไว้แถวปากอ่าว (เหมือนลิงเก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้ม) มีประตูปิดเปิดเพื่อระบายลงทะเลก่อนฝนตกหรือน้ำทะเลหนุน (ค่อยๆ กลืนกล้วยลงกระเพาะ) ถ้าสังเกตกันจะเห็นว่าคลองในกรุงเทพฯ มีช่วงน้ำมากน้ำน้อย ก็คือระบบพร่องน้ำของแก้มลิง

…………….

แม้แต่เรื่องการใช้ภาษา รัชกาลที่ 9 ทรงใช้ภาษากระชับ ง่าย แฝงอารมณ์ขัน แต่เห็นภาพ เช่น โครงการแกล้งดิน คือ จะแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้ ต้องรู้ว่าเปรี้ยวสุดขนาดไหน แล้วค่อยหาทางแก้ไข ก็ต้องเร่งเวลาให้ดินเปรี้ยวสุดๆ ทรงเรียกวิธีการนี้ว่า “แกล้งดิน”

“ปลูกป่าอย่าปอกเปลือก” ก็คือ ถ้าจะปลูกป่าไม่ต้องขูดไม้เล็กไม้น้อยที่หน้าดินจนเตียนราบ เหมือนเป็นการปอกเปลือกของผิวดิน จะปลูกป่าจึงไม่ต้องไปปอกเปลือก

…………………

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการใช้ความรู้ ความเข้าใจ การสังเกต แต่ไม่หยุดแค่นั้น + จินตนาการเข้าไป ทำให้สามารถปรับใช้ประโยชน์ หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

………………

ก็หลายสิบปีอยู่ที่ได้ตามรอยพื้นที่รัชกาลที่ 9 ทรงเคยเสด็จฯ ไป เหนื่อย ร้อน ตากฝนก็มี แต่ไม่เท่าที่พระองค์เคยเสด็จฯ เพราะตอนเราไป เขาทำถนนแล้ว ตอนพระองค์เสด็จฯ ถนน “ดิสโก้” แทบทั้งนั้น

ร้อยแปดพันเก้าที่ย้อนนึกถึง เป็นโมเม้นต์ของความสุข พอโพสต์ไป มีคนติดตาม มีคนแชร์ ปลื้มมั่ก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือความปีติที่ยังมีคนสนใจ ติดตามอ่านเรื่องราวภาคสนามของพระองค์ท่าน

ที่ผ่านมา ทั้งอ่าน ทั้งฟัง คนโจมตีพระองค์ จงใจตีความประวัติศาสตร์การเมืองตามอคติส่วนตัว จนคนรุ่นหลังบางกลุ่มเหมือนไม้ไม่มีรากแก้ว เปรียบเทียบคน ประเทศ สถาบัน อยากมีอยากเป็นอย่างบ้านเมืองอื่นตลอดเวลา

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แยกไม่ออกระหว่าง ก้าวร้าวกับกล้าแสดงความคิดเห็น, คิดต่างกับคิดไม่เป็น, สัมมาคารวะกับความเท่าเทียม เห็นแล้วเหนื่อย

ขอบคุณที่ติดตาม ดีใจที่สุดที่มีคนอ่านและแชร์เผื่อแผ่ให้ผู้อื่น โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นแนวพระราชดำริ หลักพระราชดำริ (แนวคิด หลักคิด) เพราะยังประโยชน์แก่ชีวิตได้จริง

เคยเห็นเด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งแชร์จากเฟสบุ๊กผู้เขียน เขาเขียนโปรยน่ารักดี แต่เห็นได้ว่าเป็นคนแหลมคมและมีจินตนาการใช้ได้เลยทีเดียว …“แชร์ทฤษฎีใหม่ แต่ตัวเองไม่มีที่ดิน จะเอาหลักไปออกแบบเกมส์”.
…………………………………..
ปัณฑา สิริกุล เขียน – เรียบเรียง
Illustrator: Sunanta Treepon