• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ละครสัตว์ที่ไม่มีสัตว์ – มุมมองจากห้องมุม

(1)
“ไปดูละครสัตว์กันมั้ย” หญิงสาวชวนชายหนุ่ม
“ไปสิ! ดีเลย อยากดูตัวตลก, นักกายกรรม, คนไต่เชือก, นักห้อยโหน, นักโยนของ, นักขี่จักรยานล้อเดียว และที่สำคัญ อยากดูการแสดงของสัตว์อยู่พอดี ว่าแต่คณะนี้ชื่ออะไร มีสัตว์อะไรบ้าง มีช้าง ม้า เสือ ลิง สิงโตหรือเปล่า และมีสัตว์แปลกๆอื่นๆมั้ย?” ชายหนุ่มนึกในใจว่าของโปรดอยู่ละ
“ที่ว่ามามีหมดแหละ ไม่มีอยู่อย่างเดียว…สัตว์” คือคำตอบของเธอ
“พูดเป็นเล่นน่า ละครสัตว์บ้าอะไรไม่มีสัตว์” หนุ่มเริ่มจะงง
“พูดจริง ไม่มีสัตว์ซักตัว แต่ดังก้องโลกเชียวนะ” เธอย้ำ “ละครสัตว์ที่ไม่มีสัตว์นี่ชื่อ Cirque du Soleil-เซิร์ค ดู โซเลย์ หรือ ละครสัตว์สุริยาจากแคนาดาน่ะ”

 

 

บทสนทนาข้างบนสามารถเกิดได้ทั่วโลกที่ละครสัตว์คณะนี้ออกตระเวนแสดง เพราะตั้งแต่ปี 1980 ที่ก่อตั้งขึ้นมาในนามของ Les Echassiers โดยสองหนุ่มนักแสดงบนท้องถนนคือนาย Guy Laliberte กับนาย Gilles Ste-Croix และล้มลุกคลุกคลานมาหลายปีจนมาเปลี่ยนชื่อคณะเป็นชื่อปัจจุบันในปี 1984 ในวันนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามข้ามประเทศ

จากโชว์เดียวที่แคนาดาในวันวาน วันนี้มีกว่า 30 โชว์ที่เคยออกทัวร์ในกว่า 270 ประเทศทั่วโลกในทุกทวีปยกเว้นขั้วโลกใต้ ไม่รวมถึงหลายโชว์ถาวรในหลายโรงแรมที่ลาส เวกัสที่มีผู้ชมกว่า 9,000 คนต่อคืน ทั้งทีมงานและนักแสดงว่า 5,000 คนจากกว่า 50 ประเทศ รายได้ปีละ 810 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

 

ว่ากันว่าถึงนาทีนี้ กว่า 90 ล้านคนทั่วโลกเคยสัมผัสการแสดงของละครสัตว์ที่ใม่มีสัตว์คณะนี้มาแล้ว รวมถึงคนไทยเราเองด้วย

เซิร์ค ดู โซเลย์-คณะละครสัตว์สุริยาโรงนี้มีดีอะไร ที่เพียงใน 20 ปีทำรายได้ซึ่งคณะละครสัตว์ที่โด่งดังทั่วโลกมาในอดีตอย่าง Ringling Bros. and Barnum & Baily ที่ตั้งมาตั้งแต่ 1907 ใช้เวลากว่าหนึ่งศตวรรษจึงจะขึ้นไปแตะถึง?

ถ้าจะวิเคราะห์ จะเจาะลึกด้วยทฤษฏีนู่นนี่นั่นคงหาอ่านได้ไม่ยาก เพราะเซิร์ค (ขอเรียกสั้นๆแบบนี้ละกันนะ) เป็นหนึ่งในตัวอย่างในหนังสือ Blue Ocean Strategy ที่ว่า จะแข่งกันในน่านน้ำสีเลือดให้ตายกันไปข้างหนึ่ง (หรือทุกข้าง) ไปทำเจ้าอะไร ไปหาน่านน้ำสีครามเป็นเจ้าของครอบครองแต่ผู้เดียวไม่ดีกว่ารึ (ปัญหาคือสีมันครามอยู่แป๊บเดียวก็เปื้อนเลือดแล้วน่ะสิ เพราะทุกคนอ่านตำราเล่มเดียวกันหมด) แถมยังเป็นหนึ่งกรณีศึกษาที่ผมได้เรียนตอนไปเรียน AMP ที่ฮาร์วาร์ดเมื่อ 8 ปีก่อนด้วย

แต่แบบนั้นคงจืดชืดชวนนอน ขอเล่าแบบบ้านๆตามคอมมอนเซนส์จากประวัติที่อ่านมากับประสบการณ์ที่ได้ดูโชว์ของพวกเขามาสองชุดก็แล้วกัน

เพราะผมเดาว่าตอนที่สองสหายนาย Guy กับนาย Gilles รวมหัวกันตั้งคณะขึ้นมา แกไม่ได้คิดจะไปว่ายน้ำในน่านน้ำสีไหนทั้งสิ้น น่าจะแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเอง”เชื่อ”เท่านั้น

และชื่อละครสัตว์สุริยา ก็มาจากที่ Guy บอกไว้ว่า “พระอาทิตย์” นั้นสื่อถึง พลังและวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นความหมายของละครสัตว์ในสายตาของเขา

 

Gilles Ste-Croix (ซ้าย) และ Guy Laliberte (ขวา)

 

(2)
โบราณท่านว่าไว้ว่าละครสัตว์ตามนิยามที่เรารู้เกิดขึ้นในโลกตั้งแต่สมัยโรมัน ชื่อ Circus เองก็คือ Circle (วงกลม) ตามหน้าตาเวที สมัยนู่นก็มีโชว์ขี่ม้า แข่งรถม้า ทาสแกลดิเอเตอร์สู้กันเองบ้าง สู้กับสัตว์บ้าง ออกแนวโหดมันฮา โรงละครสัตว์แบบถาวรที่กรุงโรมโรงแรกชื่อ Circus Maximus จุคนได้ 250,000 คน แสดงเป็นนัยว่าคงเป็นที่นิยมน่าดู

 

ภาพจำลองของ Circus Maximus

 

แต่”บิดา”ของละครสัตว์สมัยเราจริงๆ คือ นายทหารม้าชาวอังกฤษนาม Philip Astley ที่เปิดโรงละครสัตว์ขึ้นในลอนดอนเมื่อเดือนเมษายน 1768 นายฟิลิปไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดการแสดงขี่ม้าผาดโผน ไม่ได้คิดค้นการห้อยโหนโจนทะยาน แต่เป็นคนแรกที่เปิดเวทีให้การแสดงต่างๆที่สุดท้ายกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของละครสัตว์ได้มีโอกาสนำเสนอสู่สายตาประชาชน จากนั้นละครสัตว์ก็ขยายไปในฝรั่งเศส และข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงอเมริกา นาย P.T.Barnum กับนาย William Cameron Coup ผู้ก่อตั้งคณะ P.T.Barnum เริ่มเอาคนพิการแปลกๆที่ฝรั่งเรียกว่าฟรี้ค มาแสดงในละครสัตว์เป็นคณะแรก และเป็นเจ้าแรกที่เดินทางไปแสดงในเมืองต่างๆทางรถไฟ ที่ยังใช้กันมาจนถึงวันนี้ ตามที่เราเคยดูในหนัง The Greatest Showman นำแสดงโดยพี่วูลฟเวอรีน Hugh Jackman ที่มีแรงบันดาลใจจากชีวิตของนาย Barnum นั่นเอง

 

Philip Astley

 

P.T.Barnum

 

รวมถึงสไตล์การแสดงละครสัตว์แบบอเมริกันที่กลายมาเป็นบรรทัดฐานของโลก

จนเซิร์คถือกำเนิดขึ้นมา

เซิร์คมีการแสดงทุกอย่างที่ละครสัตว์มี อยากดูตลกก็มีให้ดู อยากดูกายกรรมผาดโผนห้อยโหนโจนทะยานก็ไม่พลาด อยากดู Juggler โยนของหมุนของก็ได้ชม สารพัดสารพันไม่มีขาด—ขาดอย่างเดียวก็คือสัตว์

แต่ถึงไม่มีสัตว์ แต่เซิร์คเสริมเสน่ห์ให้การแสดงที่ละครสัตว์มาตรฐานไม่มี นั่นก็คือการแสดงที่เป็นเนื้อเรื่อง มีธีมที่ชัดเจน การแสดงแต่ละชุดเรียงร้อยต่อเนื่อง แถมด้วยแสงสีเสียงดนตรีสดและเวทีที่ลงทุนมหาศาลตระการตาเหมือนได้มาดูละครสัตว์ บวกละครเวที บวกคอนเสิร์ต เรียกว่าดูโชว์เดียวได้ครบหมด

เพราะงั้น ถึงจะไม่มีสัตว์แต่คนดูก็ไม่สน เพราะเดี๋ยวนี้จริงๆ การใช้สัตว์มาแสดงกลับถูกต่อต้านด้วยซ้ำว่าดูแลสัตว์ดีไหม เป็นการทารุณสัตว์หรือเปล่า

การขยายวงการแสดงออกมาแบบนี้ แทบจะไม่สมควรเรียกเซิร์คว่าเป็นคณะละครสัตว์ เพราะเซิร์คทำให้ละครสัตว์ทั่วไปกลายเป็น”เด็กๆ”ไปเลย เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือเด็กจริงๆ ผู้ใหญ่หรือหนุ่มสาวสมัยนี้น้อยคนที่จะยากดู จะดูก็คือลูกหลานรบเร้าต้องจนอาจต้องพามาดูอย่างเสียไม่ได้ แต่กับโชว์อย่างของเซิร์ค ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกว้างมาก ลูกเล็กเด็กแดงหนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ดูได้หมด แถมยอมจ่ายค่าบัตรแพงๆเพื่อเข้าชมเสียอีก

เรียกว่าขยายวงลูกค้าไปได้อย่างมหาศาล

 

 

สองโชว์ที่ผมดูมีทั้งความเหมือนและความต่าง โชว์แรกคือ KA ที่ดูที่เวกัส เนื้อหาคือการชิงบัลลังก์ มีแบบเจ้าชายเจ้าหญิง เสนาบดีตัวร้ายที่ลูกชายดันไปรักนางเอก คนป่าที่คอยช่วยพระเอกอะไรประมาณนั้น (นี่ละครสัตว์ของเซิร์คจริงๆนะครับ ไม่ใช่หนังจักรๆวงศ์ๆช่อง 7 เช้าวันหยุด) แสดงถาวรในโรงละครของโรงแรม MGM Grand ฉากเลยจัดได้หรูเลิศอลังการพิสดารพันลึกเป็นอย่างมาก เรียกว่าประทับใจตั้งแต่ฉากแรก

 

 

ส่วน Quidam โชว์หลังที่เคยมาแสดงที่ Impact Arena ในไทย เป็นความฝันในจินตนาการของสาวน้อยที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่น่าเบื่อ พ่อเอาแต่อ่านหนังสือพิมพ์ แม่ไม่ทำอะไร สาวน้อยเลยจินตนาการถึงตัวละครชื่อ Quidam ที่สวมเสื้อโอเวอร์โค้ต กางร่ม และถือหมวก ที่ต้องถือหมวกเพราะนาย Quidam ไม่มีหัว (ตอนผมดูก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่ามันต้องการเล่าเรื่องอะไร นึกว่าละครผี มาหาอ่านเอาตอนดูจบแล้ว) เนื่องจากเป็นโชว์ที่ตระเวนแสดงไปทั่วโลก ฉากอาจไม่แจ่มเท่าเรื่องแรก แต่ฝีมือนักแสดงไม่ต่างกัน

 

 

ต้องยอมรับว่านักแสดงของเซิร์คเก่งจริงๆ เก่งกันทุกคน เก่งเป็นทีม ไม่มีซุป’ตาร์เปล่งแสง แสดงด้วยความรักในอาชีพ

และที่มีอยู่เต็มเปี่ยมคือ “Sense of Wonder-ความรู้สึกถึงความอัศจรรย์” ที่ผมถือว่าเป็นหัวใจของละครสัตว์ไม่ว่ายุคใดสมัยใด

รูปแบบภายนอกอาจเปลี่ยนไปแต่แก่นแท้ภายในไม่เปลี่ยนแปลง

นั่นทำให้ละครสัตว์สุริยาเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

 

(3)
วันที่นาย Guy อดีตนักเล่นหีบเพลงชัก นักแสดงต่อขา นักแสดงพ่นไฟ จนมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเซิร์ค ดู โซเลย์ ซึ่งวันนี้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมตัวแม่ของแคนาดา ตั้งคณะละครสัตว์นี้ขึ้นมา เขาคงไม่คิดว่าสิ่งที่เขากับเพื่อนร่วมกันสร้างจะเติบโตเป็นธุรกิจที่ทำรายได้กว่าสองหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน

และชื่อของเขาจะถูกจารึกว่าเป็น”บิดา”แห่งละครสัตว์สมัยใหม่

วันเริ่มต้นวันนั้น วันที่ Cirque du Soleil บอกกับโลกว่า “We Reinvent the Circus-เราสร้างละครสัตว์ขึ้นมาใหม่” วันนั้นคงไม่มีใครเชื่อ

วันนี้ วันที่มีคนชวนไปดูละครสัตว์ที่ไม่มีสัตว์ ไม่มีใครปฏิเสธ

วันนี้ เราสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาหรือยัง?

 

……………
บทความ: โชนแสง(นามแฝง)