• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ฉันซิ่งวีลแชร์ไปสิงคโปร์ ตอนที่ 2 : สิงคโปร์ … ศิวิไลซ์สำหรับคนพิการอย่างฉัน -เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ-

กลับมาจากการไปเที่ยวสิงคโปร์ได้สักระยะหนึ่งแล้ว อยากจะเขียนถึงการไปเที่ยวครั้งนี้ เพราะการที่คนพิการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปท่องเที่ยว มันก็มีเรื่องอยากให้คนพิการหลายคนได้รับทราบกัน และอาจจะเป็นแนวทางให้อีกหลายๆ คนที่อยากเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ “กล้า“ ตัดสินใจที่จะออกนอกบ้านและเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดน

1.ฉันเลือกเดินทาง flight เช้า เพราะอยากจะไปถึงสิงคโปร์ประมาณ 11 โมง จะได้มีเวลาในการท่องเที่ยวเพิ่มอีก 1 วัน ฉันจึงต้องเดินทางถึงสนามบินตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง สนามบินสุวรรณภูมิมีที่จอดรถสำหรับคนพิการ … สะดวกสบายมากค่ะ ค่าจอดรถตกประมาณวันละ 250 บาท
ฉันเดินทางถึงสนามบินตามเวลา เช็คอินชิลล์มากเพราะแจ้งมาก่อนแล้วว่านั่งรถเข็นวีลแชร์ อยากบอกว่าถ้านั่งวิลแชร์เช็คอินออนไลน์ไม่ได้นะคะ และถ้านั่งวีลแชร์ไฟฟ้าก็จะต้องเปลี่ยนวีลแชร์ มาใช้วีลแชร์ของสนามบิน มีคนบริการเข็นรถให้ไปจนถึงที่นั่งเลยค่ะ พอไปถึงหน้า gate ก็เปลี่ยนเป็นวีลแชร์ cabin คันเล็ก เจ้าหน้าที่จะเข็นผ่านไปตามทางเดินบนเครื่อง ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ขึ้นเครื่องก่อนและลงจากเครื่องทีหลังสุด ที่สิงคโปร์ก็เหมือนกันค่ะ

2.การหาโรงแรมที่สิงคโปร์สำหรับคนพิการเป็นเรื่องยากมาก เพราะแต่ละห้องมีความเล็กและแคบ พื้นที่ส่วนใหญ่ของห้องระดับ 3-4 ดาว ประมาณ 20 ตรม. ตกราคาประมาณ 3,000 บาทต่อคืน ซึ่งฉันก็ต้องเลือก (ตามปัจจัยที่มี) คือค่าครองชีพที่นี่แพงแทบจะที่สุดในโลกค่ะ พื้นที่ประมาณขนาดนี้หมุนวีลแชร์แทบไม่ได้เลย เข้าไปทรงไหนก็ต้องอยู่ทรงนั้น อันนี้เป็นเรื่องลำบากอย่างแท้ทรูสำหรับฉัน คืนแรกคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาเลย

3.เรื่องอาหารการกินนั้นสบายมาก ฉันรู้สึกว่าถูกปากกับรสชาติอาหารของคนที่นี่ คืออาหารเนี่ยมันไม่มีไม่อร่อยหรอก มีแต่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบ บางทีเราชอบคนอื่นอาจจะไม่ชอบเขาก็บอกว่าไม่อร่อยในขณะที่เราชอบเราก็บอกว่าอร่อย อาหารที่นี่คล้ายอาหารไทย มีร้านอาหารไทยมาขายหลายร้านด้วย น่าเสียดายที่ฉันอดไปกินแถวไชน่าทาวน์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าอาหารอร่อยมาก ข้าวมันไก่ที่เขาว่ากันว่าอร่อยมากก็อยู่แถวไชน่าทาวน์ ยังมีติ่มซำ บะกุ๊ดเต๋ และอื่นๆอีก ปรากฏว่าวันที่ฉันไป ลิฟท์ที่ลงไปบริเวณไชน่าทาวน์เกิดเสียขึ้นมา … เป็นอันว่าจบข่าวสายเข็น …

 

 

อีกอย่างนึงที่คออาหารไม่ควรพลาดคือปูผัดพริก หรือ Chili Crab ร้านจัมโบ้ อันนี้อร่อยจริงๆ แต่ก็โคตรแพงจริงๆ ใครที่อยากไปชิม ควร search หาข้อมูลดูก่อนว่าควรจะสั่งอะไรบ้าง จะได้ไม่เสียเงินเยอะ …

อ้อ … มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารปากีสถานด้วย เฮ้ย … มันอร่อยมาก มีความหอมกลิ่นเครื่องเทศ รสชาติจัดจ้าน แป้งที่เขาเรียกว่านาน (naan) กินเฉยๆ ยังอร่อยเลย รสชาติเค็มมัน แต่ไม่รู้สึกสกปรก ทั้งที่เป็นร้านข้างถนนนี่แหละ แต่เขารักษาความสะอาดและรับประทานอาหารร้อนกันค่ะ

 

 

สิ่งที่จะลืมไม่ได้อีกอย่างสำหรับคออาหาร คือหมูแผ่นสิงคโปร์ ของบ้านเค้าไม่ได้กรอบเหมือนของบ้านเรานะคะ แต่มันนิ่มและมีกลิ่นหอมไหม้ รู้สึกว่าจะมี 5 ร้านที่อร่อย ลองเลือกดูก็ได้ค่ะ สำหรับฉันคิดว่ามันคล้ายๆกันนะ

 

 

4.ขนส่งสาธารณะที่สิงคโปร์ ฉันว่ามันกรี๊ดดดดมากกกก (ก.ไก่ ล้านตัว) สำหรับวีลแชร์ เขามีรถไฟใต้ดินที่คนสวนใหญ่ใช้กันอย่างมีวินัย เขามี ticket ขาย แล้วแต่เราว่าจะซื้อกี่บาท เราก็ใช้ตั๋วนี้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินตลอดการเดินทาง สะดวกมาก รถมาตามเวลา มีแผนที่ให้ดูชัดเจนเข้าใจง่าย บ้านเขาจะแบ่งเป็นสายสีต่างๆเหมือนบ้านเรา เสียอย่างเดียว ลิฟท์ในการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าอยู่ไกลกันไปหน่อย ขึ้นหลายรอบในแต่ละวันตกเย็นแบตรถวิลแชร์ของฉันก็หมดเหมือนกัน เพื่อนร่วมทางต้องมาช่วยกันเข็น … ถือเป็นประสบการณ์ที่ฮาไปอีกแบบ

รถเมล์ของเขาก็สะดวกมาก เรียกว่าเป็น universal design คือมีความเป็นสากล ทุกคนขึ้นได้ วันแรกๆที่ไปฉันก็ไม่กล้าขึ้น เพื่อนอีกคนที่นั่งวิลแชร์เหมือนกันคะยั้นคะยอเพราะนางปลื้มมาก พอลองขึ้นครั้งหนึ่ง … โอ้โห ติดใจ รถเมล์ของเขาขับได้นิ่มมาก พนักงานต้อนรับผู้โดยสารก็ดูแลดีมาก รวมทั้งลิฟที่ใช้ขึ้นสำหรับคนพิการก็ดูแข็งแรงไม่น่ากลัว ถ้าเขาจอดรถรับคนพิการเขาจะจอดเทียบฟุตบาทเลย ไม่แปลกใจที่ผู้สูงอายุของเขายังสามารถเดินทางกันดึกดื่น เพราะเขาขึ้นรถเมล์ได้อย่างสะดวกปลอดภัยนี่เอง

 

 

แต่จริงๆแล้วถึงแม้ขนส่งสาธารณะของเขาจะสะดวกปลอดภัยและมีความเป็นสากลมากๆ คนที่นี่กลับชอบเดิน ทางเท้าของเขาไม่มีขยะ ไม่มีของขาย (ถ้าหิวก็ต้องเข้าศูนย์อาหารหรือไม่ก็เข้าห้าง) ทางลาดตรงทางเท้าก็ลาดในระดับที่พอเหมาะ วีลแชร์สามารถข้ามถนนได้สบายมาก ฉันสามารถนั่งวิลแชร์จากโรงแรมไปช้อปปิ้งที่ห้างมุสตาฟาได้โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเอง ถึงแม้ไม่ได้เดินเพราะนั่งรถวีลแชร์แต่กลับมาถึงเมืองไทยก็รู้สึกเหมือนผอมลง เพราะอยู่ที่นู่นต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา

 

5.ภูมิอากาศของประเทศเขา คงจะสิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุด มันอับชื้นเหมือนอยู่ใกล้ทะเลยังไงไม่รู้ คงเพราะประเทศเขาเป็นเกาะ และคนพิการอย่างฉันซึ่งสูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเกิดอาการเหงื่อออกตลอดเวลา ตอนแรกยังนึกว่าเป็นแผลที่ไหนหรือเปล่า สำรวจทั่วตัว(ด้วยตัวเอง)ก็ไม่มีแผล เลยฉุกใจคิดได้ว่าอาจจะเป็นเพราะอากาศ

 

 

สิ่งที่ฉันชอบที่สุดคือสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหลายของเขา ซึ่งเกิดจากมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา เรียกว่าแทบจะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ มันมีความอลังการ อย่าง garden by the bay ต้นไม้ที่ประดับประดาด้วยไฟหลากสี ประมาณทุ่มกว่าจะมีไฮไลท์ประมาณ 15 นาที ตื่นตาตื่นใจมาก, botanic garden ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพืชพรรณและกล้วยไม้กว่า 60,000 ต้น, universal studio singapore ฉันไม่ได้ไป น้องที่เดินทางไปด้วยกันเขาไปกันมาก็ประทับใจมาก … ฉันไม่ค่อยชอบสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดจากมนุษย์ประดิษฐ์เท่าไหร่นัก แต่ที่สิงคโปร์นี่ต้องยอมเขาเลย ประทับใจจริงๆ

 

 

เรื่องราวการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในรอบ 20 ปีของฉันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ฉัน “มั่นใจมากขึ้น” และอยากลองเดินทางไปประเทศอื่นๆอีก อยากให้ทุกคนได้ไปเที่ยว ได้ไปเห็นความแตกต่างของแต่ละประเทศ มีหลายเรื่องที่บรรยายไม่ได้ ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง

 

 

โลกใบนี้มันแสนกว้างใหญ่ พอได้ไปเที่ยวแล้วรู้สึกว่าเราตัวเล็กนิดเดียว ยังมีอะไรอีกเยอะมากที่รอให้เราได้ไปพบเจอ อย่าให้วีลแชร์คันเดียวมาปิดกั้นประสบการณ์

ซึ่งฉันเรียกว่า *กำไรชีวิต* ของเรานะคะ

 

 

………………
เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ
Illustrator: Aonnta Boonnam