• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

“มิตรภาพและน้ำใจ” จาก 3 เพื่อนใหม่…บนแผ่นดินจีน

มันคือการเดินทางไปจีนครั้งแรกในชีวิต ที่มีเวลาในการเตรียมตัวไม่ได้มากมายอะไร การแพลนทริปเฉพาะหน้าแบบขอไปทีจึงเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น เริ่มด้วยการจัดเรียงเวลาและสถานที่แบบคร่าวๆ เอารูปสถานที่ที่อยากไปกับพิกัดมาแปะเข้าด้วยกัน การทัวร์ 3 เมืองในเวลา 5 วัน รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง ปลายทางของผมคือเซินเจิ้น แล้วค่อยมูฟไปยังกว่างโจวและฮ่องกง ผมออกเดินทางจากไทยค่ำวันเสาร์ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงโดยประมาณด้วยสายการบินของคนไทย เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้นหรือมีปัญหาใดๆ ก็ยังมีคนคุยภาษาเดียวกับเรารู้เรื่อง

 

การเดินทางเป็นไปอย่างปกติสุขจนถึงบททดสอบเลเวลแรก เมื่อพนักงานบริการบนเครื่องบินส่งเอกสารแผ่นสีเหลืองเล็กๆมาให้กรอก มันเป็นเอกสารจากทางตม.จีน ที่มีภาษาจีนเยอะพอควร แต่โชคดีที่มีภาษาอังกฤษให้อ่านออกอยู่บ้าง แต่อาการเกร็งบวกกับความง่วงในช่วงนั้น ทำเอาเขียนผิดเขียนถูกอยู่ 4 รอบ เลยต้องขอกระดาษมาเขียนใหม่แบบเขินๆ ทำเอาหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างๆแอบยิ้ม ก่อนจะพูดเบาๆ ให้ได้ยินว่า “เขียนได้ไม่ค่ะ ให่ช่วยอาไร๋ไม่”

 

 

ผมหันไปยิ้มอ่อนก่อนขอบคุณ ด้วยสำเนียงที่ได้ยินเธอไม่ใช่คนไทยแน่นอน และนั่นคือการนำทางผมไปสู่การบันทึกเรื่องราวของผู้คนต่างถิ่น เพื่อนใหม่ของผมคนนี้ชื่อ “โจโจ” เธอเป็นสาวจีนวัย 20 ปลายๆ อาศัยอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่แวะมาลงเซินเจิ้นเมืองเดียวกับผมเพราะเธออยากมาเยี่ยมเพื่อนก่อนกลับ ผมถามเธอไปสั้นๆว่า คุณมาธุระที่เมืองไทยรึ ? เป็นภาษาอังกฤษ แบบไม่ได้แม่นแกรมม่า งูๆปลาๆ หวังว่าเธอน่าจะเข้าใจ โจโจพูดพลางหัวเราะ แล้วบอกผมว่า “เรามาพูดไทยกันนะ ฉันพูดได้นิดหน่อย แต่ฉันรู้ภาษาอังกฤษดีแล้ว แต่อยากรู้ภาษาไทย ฉันชอบเมืองไทยมากๆ” ผมคิดในใจ “เข้าทางสิแบบนี้” จัดแจงพับแกรมม่าภาษาอังกฤษที่พอมียัดใส่สมองคืนทันที

 

เท่าที่ได้คุยเพื่อนใหม่คนนี้ เธอไม่ได้ชอบเมืองไทยแค่อยากเอาใจเพื่อนร่วมทางอย่างผม เพราะดีเทลเรื่องอาหารการกินหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เธอพยายามชวนคุย มันแสดงให้เห็นว่าเธอรู้จริงและรู้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะผัดไทยตรงไหนอร่อย ก๋วยเตี๋ยวตรงไหนสุดยอด ตลาดไหนขายของถูก แม้แต่ห้างสรรพสินค้าแถวไหนเรียกรถแท็กซี่ยาก เอากับเขาสิ!!! นอกจากนั้นโจโจยังชอบเกทับเรื่องร้านอาหารเจ๋งๆในไทย แถมยังออกอาการสะใจ พร้อมรอยยิ้มสุดกวนเมื่อผมทำหน้าเหวอแล้วบอกเธอว่า “ขนาดอยู่ไทยฉันยังไม่เคยไปลองเลยนะนั่น ฮ่าๆๆ”

 

การสนทนาของเราทำให้แต่ละชม. ในการเดินทางผ่านไปไวเหมือนโกหก เธอแนะนำสถานที่ในเซินเจิ้นและในจีนให้ผมฟัง พร้อมทั้งชวนผมว่าให้หาเวลามาใหม่ครั้งหน้าและขอให้มานานๆ เพราะ 5 วันมันไม่พอกับเมืองอย่างจีน และหากผมมีเวลาว่างพอในทริปนี้ เธอขอชวนมาซึมซับบรรยากาศไนท์ไลฟ์ในเมืองโดยเธอจะเป็นไกด์ให้เอง โจโจ ให้อีเมลและข้อมูลติดต่อเธอไว้ พร้อมกำชับกับผมว่า หากเกิดอะไรขึ้นหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรขณะอยู่จีน ให้รีบโทรหาเธอ ก่อนจากกันผมบอกเพื่อนใหม่ของผมว่า ครั้งหน้าหากเธอมาไทยเราต้องได้เจอกันนะ เราต่างแลกเปลี่ยนรอยยิ้มและแยกย้ายกันไปเมื่อเครื่องลงแตะพื้นสนามบินเป่าอัน เมืองเซินเจิ้น

 

 

คืนแรกหลังเก็บของเข้าที่พักย่าน Shen Nan Road ผมใช้เวลาที่มีให้เต็มที่ไปกับการเดินสำรวจร้านอาหารและแหล่งของกินรอบๆ บริเวณนั้น จนพบว่าตึกที่พักนี้รายล้อมไปด้วยดงสตรีทฟู้ด ทั้งซอยเล็ก ซอยน้อย รวมทั้งรถเข็นข้างทาง สารพัดของปิ้ง ย่าง ทอด ที่แต่ละร้านจะเอาสูตรสารพัดหม่าล่างัดมาปรุงแข่งกัน โดยอาหารคำแรกบนแผ่นดินแดนมังกรที่เอาเข้าปากจำได้ว่าคือ ลูกชิ้นและไส้กรอกทอดฉาบด้วยผงหม่าล่าแบบเต็มสูตร จากร้านรถเข็นของป้าแก่ๆข้างทาง ทั้งเผ็ดร้อนแต่ไม่คุ้นลิ้นอย่างในบ้านเรา

 

 

บทสนทนาเรื่องการจ่ายเงินจึงเริ่มขึ้นและเป็นไปอย่างงงงวย สุดท้ายก็ต้องพึ่งมือไม้และโทรศัพท์ในการเป็นล่าม แต่ที่รู้สึกอึ้งไม่น้อยคือทุกร้าน ไม่ว่าจะเล็ก ใหญ่ ใหม่ เก่า คนที่นี่แทบไม่ใช้เงินสดกันแล้ว เพราะมนุษย์เซินเจิ้นส่วนใหญ่กว่า 80 – 90 % จ่ายทุกอย่างผ่านการสแกน QR code ไม่เว้นแม้แต่รถเข็นป้าขายของทอดหรือลุงขายเกี๊ยวนึ่งคันข้างๆ ด้วยเช่นกัน คงเหลือแต่พวกนักท่องเที่ยวอย่างเรากระมัง ที่ยังทำธุรกรรมผ่านเงินสดด้วยความคุ้นมือ

 

 

เช้าแรกที่เซินเจิ้นกับอุณหภูมิ 18 องศา ในเมืองที่คนต่างนิยามว่าเป็นดินแดนแหล่งของก็อปกันสนุกปาก เอาจริงแล้วเท่าที่เห็นถ้าเราตัดความรู้สึกในมุมนั้นออกไป นี่คือเมืองแห่งความทันสมัย สะดวกสบาย สะอาดปลอดภัย เท่าที่รู้มาปัญหาอาชญากรรมที่นี่มีน้อยมาก เสน่ห์ของเมืองนี้คือการที่เทคโนโลยีเดินจูงมือกับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบเก่าได้อย่างไม่เคอะเขิน คนส่วนใหญ่ที่นี่ทั้งเด็กไปจนแก่ ต้องปรับตัวให้ทันกับอารยธรรมความเจริญที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในฐานะเมืองใหญ่แห่งใหม่ของประเทศ

 

 

หากจะถามถึงพื้นที่สีเขียวในเมืองที่เปี่ยมด้วยความทันสมัยเช่นนี้ ก็คงต้องบอกว่ามีอยู่มากมายแทบทุกย่าน ทุกตรอก และทุกถนน ส่วนรถยนต์ของที่นี่นิยมเป็น อีโคคาร์ใช้พลังงานไฟฟ้าเสียส่วนใหญ่ เราแทบจะไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์เลยแม้แต่คันเดียว เพราะคนที่นี่นิยมปั่นจักรยาน อย่างมากก็ใช้จักรยานไฟฟ้า อย่าแปลกใจถ้าคุณเดินเล่นแล้วจะพบว่า แทบทุกถนนหนทางจะมีจักรยานจอดเรียงรายกันเป็นพรวน เพราะนี่คือบริการอย่างหนึ่งที่รัฐจัดให้ประชาชนของเขา เพียงแค่คุณสแกนไอดีโค้ดจากบัตรประชาชนของคุณไปที่จักรยานคันใดก็ตามที่จอดอยู่ คุณก็สามารถใช้มันปั่นไปตามที่ต่างๆที่อยากไป จักรยานทุกคันจะมีระบบ GPS คอยติดตาม ไม่ต้องกลัวสูญหายหรือโดนขโมย ใครใคร่ปั่นปั่นเถิดตามใจเบื่อแล้วจอดไว้ตรงนั้นเป็นพอ

 

 

อาจเพราะคนนิยมปั่นจักรยานด้วยกระมัง อาชีพหลักของคนที่นี่จึงหนีไม่พ้นรับจ้างขี่จักรยานซื้อของ ที่ให้บริการกัน 24 ชม.ไม่หลับไม่นอน ชนิดส่งตรงถึงประตูห้อง นึกภาพ Line Man หรือ Grab Food บ้านเรานั่นแหละ ที่เห็นกันเยอะก็เจ้าที่มีโลโก้จิงโจ้สีเหลือง อ้อ!! ลืมเล่าว่า…ปัญหาเดียวในการเดินตามถนนของนักท่องเที่ยวพวกชอบหยุดถ่ายรูปเซลฟี่ในเมืองนี้ก็คือ คุณต้องมีสติตลอดเวลา ตาต้องดูหูต้องฟังเสียงแตรให้ดีๆ เพราะรถจักรยานส่งของเหล่านี้เขาไม่ค่อยหลบคุณหรอกนะ เท่าที่รู้อาตี๋สิงห์นักปั่นเขาได้ค่าจ้าง 2 – 4 หยวน ตีเป็นเงินไทยก็ไม่น่าจะเกิน 20 บาทต่อครั้ง ทำให้ต้องรีบทำรอบกันจ้าละหวั่น

 

 

ส่วนแพลนเดินทางไปกว่างโจวในวันที่ 3 ของผมมันเกิดขึ้นเพราะไอ้เจ้ารถไฟหัวกระสุนตัวใหม่ของพี่จีนเขานี่แหละที่เป็นเหมือนแรงดึงดูดสำหรับผม ว่ากันว่าความเร็วของมันไม่เป็นสองรองใคร โชคดีที่มันมีเส้นทางวิ่งจากเซินเจิ้นไปกว่างโจวเสียด้วย ใจคิดไว้ว่าไม่น่ายากอะไรด้วยความที่เป็นนักท่องเที่ยวอ่อนประสบการณ์ ก่อนไปผมแค่หาวิธีการเดินทางไปสถานีนั้น กับดูแค่ราคาและตารางเดินรถไว้คร่าวๆ เอาแค่ไปกี่โมง กลับกี่โมงเท่านั้นพอ ที่เหลือค่อยไปว่ากันหน้างาน แต่ผลที่ตามมาจากการไม่เตรียมตัวให้ดี มันคือฝันร้ายชัดๆ

 

 

ที่สถานีรถไฟ Shenzhen North Railway Station ณ จุดขายตั๋วรถไฟที่ขายทั้งตั๋วรถไฟหัวกระสุนและรถไฟขบวนอื่นๆ ในวันที่ประชาชนคนใช้รถไฟเยอะเกินคาดคิด ส่งผลให้การบริการเกิดภาวะชะงักงัน เนื่องจากปัญหาของระบบการซื้อ-ขายตั๋ว นาทีนั้นเริ่มเกิดการจราจลย่อยๆในเลนช่องทางการขายตั๋วกว่าสิบช่อง ความง่ายที่คิดเอาไว้ก่อนมาของผมกลายเป็นศูนย์ทันที “นี่มันอะไรกันวะ” ผมได้แต่ร้องแหกปากคนเดียวในใจ ภาวะริบหรี่ๆของนักท่องเที่ยวคิดน้อยค่อยๆเข้ามาปกคลุม มันแทบหมดสิ้นแสงสว่างปลายอุโมงค์ในทันที ที่สำคัญผมแบกความหวังของผู้ติดตามอีก 4 ชีวิตไว้บนบ่า แม้เคยหัวเราะกับประโยคที่ว่า ท้อมีไว้ให้ลิงถือ แต่นาทีนั้นผมยอมรับว่าเริ่มท้อ ท้อและท้อ

 

 

ผมยืนตาลอยอยู่ท่ามกลางฝูงชนชาวจีนนับพัน ซึ่งนาทีนั้นไม่มีใครคุยกับผมรู้เรื่องแน่ พยายามมีสติมองหาใครสักคน ขอเพียงสักคนที่น่าจะพูดภาษาอังกฤษและเข้าใจแกรมม่างูๆปลาๆ ของผมได้บ้าง ผู้คนแปลกหน้าเดินผ่านไปเป็นว่าเล่น เสียงพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดดังสลับกับเสียงประกาศของทางสถานีที่ผมไม่มีทางเข้าใจ ฉับพลันสายตาผมไปหยุดกับชายหนุ่มอายุราว 20 ต้นๆ แต่งตัวดี เดินมาพร้อมกระเป๋าล้อลาก ซึ่งมันทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า พวกเด็กนักเรียนหรือเด็กมหาลัยที่นี่ จะมีเป้และกระเป๋าแบบนี้ติดตัวไปด้วยเสมอ ผมเคยเห็นตอนสวนกันขณะขึ้นรถใต้ดินในเมืองเมื่อวันก่อน

 

 

ตัดสินใจรวบรวมความกล้าที่มี เดินเข้าไปทักทายเพื่อขอความช่วยเหลือ หวังว่านี่อาจเป็นขอนไม้สุดท้ายที่ลอยมากลางทะเลและผมต้องคว้าให้ได้หากอยากรอดชีวิต ชายหนุ่มคนนั้นพูดภาษาอังกฤษได้ดีและดีกว่าผมมาก สัญชาติญาณการเอาตัวรอดบอกผมให้ลืมความเหนียมอายจากการใช้ภาษาอังกฤษ ผิดๆถูกๆ ผมเหวี่ยงหมัดเหมือนนักมวยวัด ต่อยไม่เป็นสเต็ป สาดคำศัพท์ทุกคำที่เชื่อว่าเขาพอจะเข้าใจ

โชคดีที่สุดของผมคือ…เราคุยกันรู้เรื่อง ชายหนุ่มคนนั้นเข้าใจในความต้องการของผม ผมบอกเขาว่านี่เป็นการมาจีนครั้งแรกในชีวิต ผมอยากขึ้นรถไฟหัวกระสุน ผมอยากไปดูตึกสูงๆที่ ชื่อ Canton Tower และที่สำคัญผมไม่มีตั๋วรถไฟเลยต้องมาต่อคิวซื้อ และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการขายตั๋วตอนนี้ เพื่อนใหม่พยายามพาผมไปซื้อตั๋วโดยสารอัตโนมัติ บริเวณด้านนอกห้องขายตั๋วที่ผมยืนอยู่ ความหวังริบหรี่เริ่มกลับมาเห็นแสงรำไรอีกครั้ง

 

 

แต่น่าเสียดายที่พาสปอร์ตนักท่องเที่ยวใช้สแกนซื้อตั๋วอัตโนมัติเหมือนไอดีการ์ดของคนจีนทั่วไปไม่ได้ เขารีบแสดงความเสียใจและขอโทษผมทันที แล้วพากลับมายังเลนเดิมที่ขายตั๋ว จากชั่วโมงแรกที่ยืนจนนาทีนี้ คนยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ความเครียดจากความวิตกกังวลเริ่มมีมากขึ้น มันแสดงออกผ่านสีหน้าแววตาของผมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะยังมีอีก 4 ชีวิต ที่ไม่รู้สถานการณ์ใดๆและทำได้แต่นั่งรอท่ามกลางอากาศหนาวข้างนอกอาคาร

 

 

เสียงจากเพื่อนใหม่พูดคำๆหนึ่งกับผม มันเป็นคำที่เบาๆ นิ่งๆ แต่มันทำให้หัวใจคลายความหนาวลงทันที “ใจเย็นนะ ผมจะยืนเป็นเพื่อนคุณตรงนี้และจะช่วยซื้อตั๋วให้คุณ ผมจะทำให้คุณได้ไปในที่ๆคุณอยากไปพร้อมครอบครัว” สำหรับผมคงไม่มีคำสวยหรู รูปประโยคที่ดีใดๆ มาแปลให้มันฟังเพราะกว่านี้ นี่คือสกิลภาษาอังกฤษเท่าที่มีและฟังออก ผมจับมือเขา ได้แต่บอกว่าขอบคุณ จำไม่ได้จริงๆว่าพูดคำนี้ไปกี่สิบกี่ร้อยครั้ง ในเวลาที่ผ่านไปเกือบ 3 ชม.กว่า เพื่อนใหม่ชวนผมคุยเรื่องสัพเพเหระ ถามถึงทริปของผมในครั้งนี้ ถามถึงประเทศไทยของผมที่เขาอยากมาแต่ยังไม่เคยมีโอกาส รู้สึกตัวอีกทีผมพาตัวเองไปอยู่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วจนได้

 

ขณะเพื่อนใหม่ของผม ทำการจองตั๋วรถไฟไป-กลับให้ ด้านหลังมีเสียงชายชาวจีนโวยวายเสียงดังท่าทางโมโห แน่นอนผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่เสียงนั้นมันทำให้เพื่อนใหม่ของผมต้องหันกลับไปพูดอะไรบางอย่างกับคนๆนั้นจนเขาต้องเงียบลง เมื่อจัดการเรื่องตั๋วเสร็จ เลยอดไม่ได้ที่จะถามไปว่า เมื่อกี้ผมโดนชายด้านหลังว่าอะไรรึ? เพื่อนใหม่ยิ้มแล้วบอกว่า “อย่าสนใจเลย เขาโวยวายว่าทำไมช้าจัง ทำคนอื่นเสียเวลา ฉันเลยหันไปบอกเขาว่า นี่คือนักท่องเที่ยวที่มาประเทศเราครั้งแรก เขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไร ถ้านายไปที่อื่นครั้งแรก แล้วทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน อยู่ดีๆมีคนมาด่านาย นายจะรู้สึกอย่างไร” คราวนี้ผมได้แต่ยืนนิ่งอีกรอบกับคำตอบที่ได้ยิน

 

 

เพื่อนใหม่เดินมาส่งผมด้านนอก เขาบอกผมว่า เขาต้องขอตัวรีบไปเปลี่ยนตั๋วรถไฟของเขา เพราะเขาเองก็ต้องกลับบ้านที่กว่างโจวเหมือนกัน และไม่รู้ว่าตั๋วที่มียังใช้ได้อยู่มั้ย ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าความจริงเขาไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลายืนอยู่ตรงนี้กับผมเลยด้วยซ้ำ เขาไม่สนใจตั้งแต่แรกเลยก็ได้ ปล่อยนักท่องเที่ยวอย่างผมตาลอยต่อไป เพราะชาตินี้คงไม่ได้เจอกันอีกแน่ๆ แต่เขาก็ไม่เลือกทำแบบนั้น

ผมใช้เวลาที่เหลือตรงนั้นก่อนแยกจากกันไปกับการแลกเปลี่ยนอีเมลและโหลด We Chat เพราะเพื่อนใหม่ของผมบอกว่ามันจำเป็นเมื่อคุณอยู่ที่จีน ผมไม่ลืมที่จะถามชื่อเขาทั้งๆที่ก่อนหน้านี้คุยกันมาตั้งนาน เพื่อนใหม่ยิ้มแล้วบอกผมเบาๆ ให้เรียกเขาว่า “Tofu” ผมเดินไปกอดเขาแน่นๆ กอดแบบไม่สนใจว่าเราทั้งคู่คือผู้ชายด้วยกัน Tofu ยิ้มแล้วบอกผมว่า “ขอแค่อย่าลืมเขาและถ้าเขามาเมืองไทย พาเขาไปเที่ยวบ้างนะ” นาทีนั้นผมไม่อายถ้าใครเห็นว่าผมน้ำตาซึม ขอบคุณมาก Tofu ขอบคุณจากใจจริงๆ

 

 

สุดท้ายผมได้เดินทางไปยัง Canton Tower อย่างที่แพลนเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ขึ้นไปดูวิวบนยอดตึกอย่างที่ตั้งใจ เลยได้แค่ถ่ายรูปตึกจากด้านล่าง เพราะช่วงเวลาในกว่างโจวของผมมีแค่เพียง 3 ชม. ซึ่งน้อยเหลือเกิน เพราะมัวเสียเวลากับการต่อแถวรอซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟ ยังดีที่รถไฟหัวกระสุนวิ่งด้วยความเร็วกว่า 300 กิโลเมตร/ชม. สมใจกับที่ผมอยากเห็น

 

 

เกือบลืมเล่าเรื่องคุณป้าขับแท็กซี่ ที่เราเหมาจากสถานีรถไฟ Guangzhounan เพื่อให้เขาช่วยพาเราไปยังสถานที่แพลนไว้ในเวลาที่จำกัด การสื่อสารครั้งนี้ของผมกับป้าเป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะ We Chat ตามที่ Tofu แนะนำให้โหลด เพราะมันมีโปรแกรมแปลภาษาอัตโนมัติ ป้าแกน่ารักใจดีตามเราไปทุกที่แถมยังช่วยถ่ายรูปให้ แกคอยช่วยเตือนเราเรื่องเวลาเพราะกลัวเราเพลิน เพราะรถไฟขากลับของเราคือเที่ยว 17:56 นาที

 

 

แล้วก็เป็นป้าอีกนั่นแหละที่ช่วยซิ่งรถ แหวกการจราจรที่ติดขัดยามเย็นในกว่างโจว ชนิดที่ทั้งลุ้นทั้งเกร็งกันทั้งคันรถ ก่อนจะถึงสถานีแบบเฉียดฉิวก่อนเวลาเพียง 10 นาที ผมรีบลงจากรถแต่ไม่ลืมหันไปยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ ป้ายิ้มแล้วยืนโบกมือลา ระหว่างที่ผมนั่งอยู่บนรถไฟหัวกระสุนระหว่างทางกลับ notification ของ We Chat เด้งเตือนขึ้นมา ผมรีบกดอ่านข้อความทันที มันคือข้อความของป้าคนขับแท็กซี่ที่ส่งมาว่า “ฉันหวังว่าคุณคงมีความสุขกับการท่องเที่ยววันนี้ และขอให้พวกคุณเดินทางโดยปลอดภัย” ผมได้แต่ยิ้มแล้วส่งข้อความตอบขอบคุณ

 

 

บางคนอาจมีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนจีนหรือจากการกระทำของทัวร์จีนที่เคยเห็นในเมืองไทย
มันก็คงไม่ต่างอะไรกับคนไทยบางกลุ่ม ที่คงเคยทำตัวไม่ค่อยดีเมื่อไปเที่ยวยังบ้านเมืองของคนอื่น
มันอาจเป็นแค่เพียงคนส่วนหนึ่งจากหลายล้านคน คนทุกเชื้อชาติย่อมต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนจีนก็เช่นกัน เราจะไปเหมารวมว่าคนจีนไม่น่าคบไปเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ อย่างเช่นน้ำใจของเพื่อนใหม่ชาวจีน 3 คนนั้นที่ผมได้พบเจอ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
แต่มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่า ความแตกต่างเรื่องชาติพันธุ์
ไม่ได้ทำให้น้ำใจของเพื่อนมนุษย์นั้นลดน้อยลงไป และมันยังมีอยู่ทุกที่บนโลก หากวันหนึ่งคุณมีโอกาสได้เจอนักท่องเที่ยวหรือใครที่ต้องการความช่วยเหลือ จงอย่าเพิกเฉยละเลยที่จะช่วยพวกเขา เพราะคุณไม่มีวันรู้เลยว่าความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยนี่แหละ มันอาจมีค่ากับพวกเขาอย่างมหาศาล

กลับก่อนนะประเทศจีน ประเทศที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ขอบคุณทุกความทรงจำที่ดี สัญญาว่าถ้ามีโอกาส ผมจะกลับไปอีกครั้งแบบพร้อมกว่านี้แน่นอน

บทความ : [email protected]!!!
Illstrator: Aonnta Boonnam