• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ฤาเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น คือหนึ่งในพลังสร้างชาติ

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นในสายตาคนไทยคือ เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นทั้งชายและหญิง หลายครั้งที่เครื่องแบบนักเรียนของญี่ปุ่นถูกนำมาประกอบในโฆษณา มิวสิกวิดีโอ เพื่อทำให้คนดูรู้ได้ว่า นี่คือสิ่งที่มีความเป็นญี่ปุ่น แม้แต่มังงะหลายต่อหลายเรื่องก็จะมีเรื่องราวของนักเรียนในเครื่องแบบเป็นส่วนประกอบ และสิ่งนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ทั่วโลกต่างคิดตรงกันว่า มันคือความเป็นญี่ปุ่น

 

 

จุดกำเนิดเครื่องแบบนักเรียนของญี่ปุ่น

ก่อนที่ญี่ปุ่นจะทำการเปิดประเทศในปี 1868 การศึกษาของญี่ปุ่นไม่ได้มีเครื่องแบบอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน จนกระทั่งเข้าสู่ยุคฟื้นฟูเมจิ ยุคที่ญี่ปุ่นเปิดตัวเองต่อโลกภายนอก เป็นยุคที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะสร้างความทันสมัยให้กับประเทศตัวเอง เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นจึงเริ่มเกิดขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและก้าวให้ทันโลกที่โรงเรียนนักเรียนผู้ชายในปี 1879 ณ โรงเรียน Gakushuin อันเป็นโรงเรียนที่ลูกหลานของพระจักรพรรดิเข้าเรียน เครื่องแบบมีการออกแบบโดยนำแนวทางมาจากเครื่องแบบของทหารเรือ สังเกตจากคอปกตั้ง ต่อมามหาวิทยาลัยที่ทรงเกียรติที่สุดของญี่ปุ่นคือ Tokyo Imperial University ก็นำเครื่องแบบของ Gakushuin มาใช้ แต่มีการใช้กระดุมเป็นสีทองเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในปี 1886

 

โรงเรียน Gakushuin

 

Tokyo Imperial University

 

Tokyo Imperial University เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งที่เป็นที่ใฝ่ฝันของโรงเรียนมัธยมทุกโรงเรียนที่อยากจะให้นักเรียนของตนได้เข้าไปเรียน ดังนั้น โรงเรียนมัธยมจึงนำเอาชุดของ Tokyo Imperial University มาเป็นเครื่องแบบของนักเรียนด้วย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความมุมานะเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ได้ ชุดนักเรียนจึงเริ่มแพร่กระจายเข้าสู่โรงเรียนระดับ Middle School

 

 

ชุดนักเรียนหญิง

เครื่องแบบนักเรียนหญิงเกิดหลังจากชุดนักเรียนของผู้ชาย โดยเริ่มต้นจากปี 1909 ด้วยการเป็นชุดที่เรียกว่า Hakama (คล้ายชุดเคนโด้) เพื่อให้เคลื่อนตัวง่ายเพราะมีชายกระโปรงที่กว้าง โดยมีชุดออกกำลังกายเป็นชุดที่นำแรงบันดาลใจมาจากชุดพละศึกษาของชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมา ชุดออกกำลังกายนี้เองได้กลายมาเป็นชุดแบบที่เราเห็นกันจนชินตาคือ Sailor Outfit หรือ ชุดแบบทหารเรือ

 

เครื่องแบบนักเรียนกับความใฝ่ฝันของเด็กๆ

การได้ใส่เครื่องแบบของเด็กญี่ปุ่นในยุคนั้น เป็นความภาคภูมิใจอย่างสูง เพราะเป็นการแสดงว่าตนเป็นผู้มีการศึกษา ทันสมัย มีอนาคต และมีกลุ่มสังคมของตัวเองที่เป็นแบบอย่างของประเทศ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงต่างก็ชื่นชอบการมีเครื่องแบบแบบ Sailor Outfit พวกเธอจะใส่ชุดนี้กันไปทุกแห่ง และเกือบจะตลอดเวลาเพราะมีความภูมิใจในเครื่องแบบมากๆ แม้ที่มาของชุดนักเรียนญี่ปุ่นจะมีแรงผลักดันจากการต้องการเป็นมหาอำนาจทางการทหารของญี่ปุ่น เด็กนักเรียนก็ไม่ได้คิดไปในทิศทางแบบนั้น

 

เครื่องแบบหายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการกลับมาบูมของเครื่องแบบนักเรียน

ต่อมาญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะสงครามที่ยาวนานจนกระทั่งมาแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 อเมริกาที่เข้ามาปกครองญี่ปุ่นก็พยายามจะเปลี่ยนแนวทางการศึกษาเพื่อไม่ให้ความคิดทางการทหารเข้ามาครอบงำเด็กนักเรียนมากเกินไป และ ได้ออกกฏบังคับให้เด็กนักเรียนต้องเรียนในโรงเรียนจากชั้น Primary School ให้ต้องเรียนจนถึงชั้น Middle School ทุกคน

จากเพียง 10% ที่เข้าเรียนระดับ Middle School กลายเป็นว่า เด็กนักเรียนทุกคนของประเทศต้องเข้าสู่การศึกษาระดับ Middle School ทำให้เกิดโรงเรียนขึ้นจำนวนมาก ประกอบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นเป้าหมายสำคัญของทางรัฐบาล ตลาดที่ใหญ่มากคือ เครื่องแบบนักเรียน ดังนั้นเครื่องแบบนักเรียนจึงกลับมาสู่สังคมญี่ปุ่นอีกครั้งนึง ต่อมาเครื่องแบบของนักเรียนญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนไปตามฤดูกาลเพื่อความเหมาะสมของอากาศด้วย

 

เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นตามฤดูกาล
ซ้ายสุด: เครื่องแบบฤดูร้อน
ขวาสุด: เครื่องแบบฤดูหนาว

 

 

การต่อต้านเครื่องแบบนักเรียนแบบญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ยุคปี 1960 เป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว สินค้าใหม่ๆ นวตกรรมใหม่ๆของญี่ปุ่นออกสู่ตลาดโลกตลอดเวลา เครื่องแบบนักเรียนก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของโรงเรียน ชุดนักเรียนกลายเป็นเครื่องมือควบคุมความประพฤติหลังเลิกเรียน ที่โรงเรียนคาดหวังว่าเด็กนักเรียนจะต้องยึดถือกฎของโรงเรียนเป็นสำคัญแม้จะอยู่นอกเวลาเรียนก็ตาม บางโรงเรียนจะมีครูตรวจหน้าโรงเรียนหากแต่งตัวไม่เหมาะสม ก็จะให้กลับบ้านไม่ให้เข้าในโรงเรียน สร้างความอึดอัดให้กับนักเรียนจำนวนมาก

เมื่อเศรษฐกิจบูมเกือบถึงขีดสุด 30-40 ปีหลังการแพ้สงครามโลก ก็เกิดเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มมีความคิดที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน นักเรียนจำนวนนึงในญี่ปุ่นเริ่มแสดงอาการต่อต้านความเข้มงวดของการใส่เครื่องแบบ ด้วยการดัดแปลงเครื่องแบบให้กลายเป็นแบบที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบการเช่น ชายเสื้อที่ยาวถึงหัวเข่าเหมือนเป็นโอเวอร์โค้ท นักเรียนหญิงก็ตัดกระโปรงให้ยาว หรือ สั้น มีการใส่ถุงเท้าหลวมๆ แบบที่เราสามารถเห็นได้จากมังงะในเรื่องราวของเด็กนักเรียนจอมซ่าที่มักก่อปัญหาให้กับเพื่อนๆและโรงเรียน

 

 

การรับมือของโรงเรียนต่อความคิดต่อต้านเครื่องแบบนักเรียน

ต่อมาญี่ปุ่นหาทางรับมือและลดปัญหาการต่อต้านเครื่องแบบนักเรียนลงไปได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการยกเลิกการใส่เครื่องแบบ แต่เป็นการนำแนวคิดแฟชั่นเข้ามาประยุกต์ให้กับเครื่องแบบ ให้มีความหลากหลายและให้นักเรียนได้เลือกใส่ได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด เพราะญี่ปุ่นมองเห็นว่าการใส่เครื่องแบบเป็นการสอนให้เห็นคุณค่าของการมีวินัย ดังที่บทความในหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun วันที่ 17 เมษายน 1978 เขียนไว้ว่า “ We should use uniform to teach the value of disciplines” ทางญี่ปุ่นก็ไม่อ่อนข้อให้กับเป้าหมายทางวินัยแต่ให้ความยืดหยุ่นเพื่อลดแรงกดดัน

มีการจัดให้มีแฟชั่นโชว์ชุดเครื่องแบบนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เห็นว่า การใส่เครื่องแบบก็สามารถมีความหลากหลายและมีสไตล์ที่ทุกคนชื่นชอบได้ ทุกโรงเรียนก็รับแนวทางนี้ไปใช้ และปัญหาการต่อต้านเครื่องแบบนักเรียนก็ลดลงไปจนไม่เป็นความกังวลของระบบการศึกษาอีกต่อไป

 

ปัจจุบัน

เครื่องแบบนักเรียนเริ่มมีความหลากหลาย แต่ละโรงเรียนจะมีแนวทางกำหนดไว้ให้ว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนไปได้มากน้อยแค่ไหนให้นักเรียนเลือก เครื่องแบบนักเรียนหญิงก็มีความเป็นสากลเหมือนโรงเรียนนานาชาติที่มีสีสันต่างๆ มีเนคไท หรือโบว์หลากหลายสี ไม่เป็นแบบ Sailor Outfit อีกต่อไป

 

สรุป

บทสรุปที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของเรื่องราวเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นคือ เมื่อวันจบการศึกษาที่ทุกคนจะต้องไปเข้าการทำ Job Hunting คือ การไปรับข้อมูลในการสมัครเข้าทำงาน ทุกคนกลับเลือกที่จะใส่ชุดแบบเดียวกัน คือ ชุดสีดำ กระเป๋าและรองเท้าสีดำ แบบเดียวกันทุกคนด้วยความสมัครใจ

พวกเค้าคงได้เรียนรู้ถึง คุณค่าของการมีระเบียบวินัยและคุณค่าของความสำเร็จแบบเป็นองค์รวมจากสิ่งใดสิ่งนึงหรือหลายๆสิ่งในระบบการศึกษาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เราไม่อาจสามารถสรุปได้ว่า เกิดจากเครื่องแบบหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ การศึกษาของญี่ปุ่นมองเห็นเครื่องแบบเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยที่นำความก้าวหน้ามาให้ญี่ปุ่นจนถึงวันนี้อย่างแน่นอน

 

………………………….
บทความ : Gen Writer