• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ลมหนาว คนพเนจร -มุมมองจากห้องมุม-

(1)
ลมหนาวเสียดแทงผ่านเสื้อสูททะลุเสื้อเชิ้ตเยียบเย็นเข้าถึงเนื้อใน
คงเป็นเพราะหนาวกายและหนาวใจโดยไร้คนเคียงข้างประคอง

ชีวิตคนพเนจร รอนแรมไปตามหน้าที่อันถูกกำหนดโดยใครคนอื่นที่มิใช่ตัวเรา บางครั้ง กระทั่งความสำเร็จความล้มเหลวของตนเองและของคนรอบข้าง ล้วนถูกขีดมาโดยน้ำมือผู้อื่น
ความสำเร็จของตนภายใต้ซากความล้มเหลวของคนรอบข้าง สมควรนับเป็นความสำเร็จ?
ชีวิตคนต่างจิตต่างใจ ความรู้สึกเช่นนี้ บ้างรู้สึกคล้ายโศกนาฏกรรมมหาศาล บ้างรู้สึกคล้ายสัจธรรม
ขึ้นกับว่าโลกทัศน์ของใครเป็นเช่นไร
แน่นอนที่สุด โลกนี้ไม่มีความยุติธรรมอันนิยามเสมอภาคสำหรับทุกผู้คน

 

 

ลมหนาวเสียดแทงมาอีกครา เฝ้าแต่ถามตัวว่าใยมาเดินเดียวดายเยี่ยงนี้
จากลำพังริมทางน้อยมาจนวิเวกหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เสมือนว่าเก้าอี้สูงเหล่านี้เป็นแหล่งพำนักถาวร เนื่องเพราะไม่ว่าไปที่ใด สถานที่ส่วนตัวหนีไม่พ้นเก้าอี้น้อยเฉกเช่นนี้ แม้แต่ละที่จะต่างบรรยากาศโดยสิ้นเชิง
แม้ต่างบรรยากาศ หากแววตาสารพัดชนบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ช่างเสมือนละม้าย คล้ายทุกผู้คนล้วนเป็นญาติสนิท

 

 

แววตาของคนพเนจรรอนแรมหาแหล่งพำนักใจ
แววตาของคนหลงทางรางเลือนไร้จุดหมาย
ไม่ว่าจะเป็นแววตาเช่นใด หลายชีวิตไม่กล้ากระทั่งจะมองแววตาตนเองในกระจกเงาเหตุเพราะเกรงพบเงาสองประเภทนั้นจ้องมองกลับมาอย่างไร้แววปราณี
หรือนี่เป็นวิถีชีวิตคนพเนจร
คนพเนจรที่อาศัยน้ำอมฤตสีอำพันเป็นสหายคอยประโลมใจในยามเดียวดาย
สหายที่คอยบั่นทอนเวลาที่เหลืออยู่ทุกชั่วนาที สมควรนับเป็นสหาย?
แล้วการต่อสู้โดยสัตย์ซื่อถือศักดิ์ศรีทรงค่ากว่าชีวิต สิ่งเหล่านี้หายไปจากอดีตเด็กน้อยเหล่านี้จนสิ้นแล้วหรือ
หากเป็นเช่นนั้น โลกใบนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร

 

 

หน้าเคาน์เตอร์บาร์ ลมหนาวไม่มีโอกาสกรายมาเสียดแทง ไฉนในใจกายยังเยียบเย็น
ค่ำคืนยาวนาน ผ่านพ้นเพียงเหม่อมองสาวงามในชุดแดงเพลิงครวญเพลงไพเราะล้ำ เสียดายไม่อาจเข้าใจความหมาย
ใบหน้าเธอคล้ายเปี่ยมสุข หากในใจใช่พกพาความขื่นขมไว้หรือไม่
เธอใช่เพียงร้องเพลงปลอบประโลมคนพเนจร หรือเป็นคนพเนจรด้วยคนหนึ่ง
สาวงามอีกหลายนางย่างเยื้องพ้นผ่านให้คนพเนจรกลุ่มใหญ่เลือกสรร ผลลัพธ์มีทั้งผู้เสียใจและดีใจ ผู้ดีใจเดินลับหายไปทางหนึ่ง ผู้เสียใจเดินย้อนกลับมา รอเวลาแปรสถานะเป็นผู้ดีใจหากโอกาสมีมา
คนพเนจรหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ไม่สรรหาความดีใจหรือเสียใจ ขอนั่งเดียวดายโดยลำพัง

บางครั้ง นั่งลำพังเดียวดายโดยไร้ความรู้สึก กลับดีเสียยิ่งกว่าไขว่คว้าความรู้สึกอันมิอาจทราบจะจบลงเยี่ยงไรมาใส่ตัว
ท้ายที่สุด คนพเนจรหนีไม่พ้นเป็นคนพเนจร พเนจรไปโดยไร้จุดหมายปลายทางของตนเอง
ฝันเพียงสักวันปักหลักฝังราก เคียงข้างคนรู้ใจไม่เหินห่าง

 

 

คืนนี้ไร้ลมหนาว หากแต่สายฝนโปรยปรายไม่รู้ตัว
หลายชีวิตหน้าเคาน์เตอร์บาร์ทยอยลับหาย คนพเนจรคนหนึ่งยังเดียวดาย
ช่างนานเกินไปแล้วกับชีวิตคนพเนจรเช่นนี้
เสียดาย หน้าที่นี้ถูกกำหนดโดยใครคนอื่นที่มิใช่ตัวเรา

แท้จริง สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมหรือสัจธรรม
ใครบ้างมีคำตอบ?

หน้าเคาน์เตอร์บาร์ต่างสถาน นั่งไว้ด้วยคนพเนจรคนเดิม
คนพเนจรยังนั่งตามลำพังไม่แตกต่าง
ราตรีไร้ลมหนาว ไร้สายฝน หากกลับปกคลุมด้วยหมอกหนา หมอกภายหนอกหนาทึบยังมิเท่าหมอกภายในใจ

ใบเมเปิ้ลผลัดสีจากเขียวชอุ่มเป็นส้มหม่นรอปลิดใบ บ่งถึงวสันตฤดูที่คืบคลานเข้าใกล้ อาคารใหญ่ทรงทันสมัยบดบังทิวทัศน์เก๋งจีนโบราณไว้แทบมิดตา สองฝั่งฝากถนนปะปนด้วยอาคารสองยุคสองลักษณะราวจะแสดงความสับสนแห่งวิถีชีวิตของหมู่ชนที่ดำรงอยู่กับมัน ความพยายามจะอนุรักษ์กระแสวัฒนธรรมและขนบคิดดั้งเดิมของบรรพชนกับความต้องการจะเปิดรับกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ยากเหลือเกินที่จะประสานกลมกลืนเป็นเนื้อเนียน
โรงเตี๊ยมสูงเสียดฟ้าทันสมัย ในที่สุดต่างอันใดกับโรงเตี๊ยมน้อยในชนบท คนพเนจรจากต่างแดนแสวงหาแหล่งพำนักกายในค่ำคืนและแหล่งพำนักใจเพียงชั่วครู่ยาม

 

 

มิใช่เป็นเพราะลมหนาว มิใช่เป็นเพราะสายฝน มิใช่เป็นเพราะสายหมอก
หากคงเป็นเพราะความเปลี่ยวเหงาในห้วงใจ และความเหน็บหนาวในเรือนกาย

เวลาล่วงเลย ราตรีล่วงลับ
หน้าเคาน์เตอร์บาร์ต่างสถาน ยังนั่งไว้ด้วยคนพเนจรคนเดิม
เบื้องหน้าคนพเนจรคือน้ำอมฤตสีอำพันจอกใหญ่ รอบกายไร้ผู้คน มีเพียงนารีน้อยหลบกายอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์คอยบริการยามเรียกหา
เวลาผ่านไปนานเท่าไร น้ำอมฤตสีอำพันหมดไปกี่จอกใหญ่ คนพเนจรไม่หมายจดจำ
ความเหน็บหนาวในเรือนกายคลี่คลายลงแล้ว แต่ความเปลี่ยวเหงาเดียวดายในห้วงใจใครเล่าจะเป็นผู้ปลอบประโลม?

 

 

ภายนอก ใบเมเปิ้ลยังคงสีส้มหม่น บรรยากาศสงัดนิ่ง ไร้ลมหนาว ไร้สายฝน มีเพียงสายหมอกปกคลุมทึบหนา นานจิง-ทักษิณามหาธานีแห่งจงกั๋ว-มัชฌิมาจักรวรรดินี้ดำรงคงคู่ประวัติศาสตร์มายาวนาน เคยกระทั่งเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งหลากหลายราชวงศ์ก่อนสูญความเป็นใหญ่ให้แก่เป่ยจิง-อุดรมหาธานีอันเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจแห่งปัจจุบันสมัย

ประวัติศาสตร์ของความยิ่งใหญ่ สงคราม การแก่งแย่งชิงดียาวนานนับชั่วคน สุดท้ายหลงเหลือสิ่งใดให้จดจำ?

ประวัติศาสตร์ของสิ่งเล็กน้อย ประวัติศาสตร์แห่งปัจเจกชนคนพเนจร แม้กระชั้นสั้นเพียงชั่วครู่ ไม่แน่ว่าน่าจดจำยิ่งกว่า?
………………………………………

บทความ : โชนแสง(นามแฝง)
Illustrator : Rawin Jarureangsri