• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ความคืบหน้า สรุปคดีก่อการร้าย ปี 2553

หากต้องพูดถึงความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (กลุ่มคนเสื้อแดง)กับรัฐบาลไทย ปี พ.ศ. 2553 นั้นแท้จริงแล้ว ต้นสายของความขัดแย้งนั้น มีมาก่อนที่จะเกิดความรุนแรง ปี พ.ศ. 2553 อยู่มาก ตั้งแต่การรัฐประหาร ปีพ.ศ.2549 โดยการนำของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะรสช. โค่นรักษาการนายกรัฐมนตรี ดร. ทักษิณ ชินวัตร

ต่อด้วยเหตุการณ์ ที่นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นพ.เหวง โตจิราการ และ นพรุฒ วรชิตวุฒิกุล ได้จัดตั้ง กลุ่ม ม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) นำมวลชน บุกบ้านสี่เสาเทเวศน์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรมเป็นผู้อำนาจอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ปี พ.ศ.2549 และเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง

ซึ่งในภายหลัง แกนนำทั้ง 5 คน ได้ถูกจับดำเนินคดีความ แต่ก็ต้องใช้เวลา เป็น10ปี ในการต่อสู้คดี เนื่องจากในบางจังหวะช่วงเวลา แกนนำบางคนเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ที่ได้รับการเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้คดีดังกล่าวถูกชะลอไว้ ตามเอกสิทธิคุ้มครองผู้แทนราษฎร มาตรา 131 และกลับมาดำเนินคดีต่อหลัง รัฐบาลดังกล่าวหมดอำนาจลง
***

คดีบุกบ้านสี่เสาฯ ยังรอลุ้นการตัดสินสุดท้ายในศาลฎีกา หลังจากที่ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุก แกนนำ คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เมื่อ ปี 2560

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงเวลา สิบกว่าปีที่ผ่านมา แกนนำเสื้อแดงเหล่านี้ก็ยังมีคดีอื่นๆที่กำลังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม อาทิ คดีการบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา เมื่อปี 2552

 

เมื่อม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้พัฒนายกระดับเป็น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช.(กลุ่มคนเสื้อแดง)
ในปี พ.ศ. 2552 ก็มีเหตุการณ์ คนเสื้อแดงบุกการประชุมอาเซียน เข้าไปทำลาย ทรัพย์สินใน โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยอ้างว่าต้องการเรียกร้องให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก

ปฏิบัติการล้มประชุมอาเซียน ครั้งนั้นส่งผลให้เกิด “โศกนาฏกรรมอาเซียน” เพราะการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมากกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความหวังว่าข้อตกลงของผู้นำชาติต่างๆที่จะมาร่วมกันแก้ปัญหา ค่อยๆปลิวหายไปกับเสียงการบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของผู้ชุมนุม ผู้นำแต่ละชาติต้องหนีออกจากโรงแรม อาเซียนต้องหยุดกระบวนการทำงานที่สำคัญที่สุดในรอบ 42 ปี

แกนนำเสื้อแดง 13 คนในเหตุการณ์ครั้งนั้น นำโดย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวรชัย เหมะ, นายวันชนะ เกิดดี, นายพิเชฐ สุขจินดาทอง, นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง
ประจำเรือ, นายสมยศ พรหมมา, นพ.วัลลภ ยังตรง และ นายสิงห์ทอง บัวชุม และศาลอุทธรณ์ ตัดสินจำคุกแกนนำเสื้อแดง 13 คน คนละ 4 ปี เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560 คดี และ คดีบุกประชุมอาเซียน ปี พ.ศ. 2552 ก็ยังต้องรอลุ้น ที่ศาลฎีกา อีกเช่นกัน

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-42369
———————————-

คดีเผาบ้านเผาเมือง – คดีก่อการร้าย – คดี ชายชุดดำ

 

เหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง” นั้น ไม่ใช่ วาทกรรม แต่มันคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ ในปีพ.ศ. 2553

เหตุการณ์ดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ช่วง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. (กลุ่มคนเสื้อแดง) โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร ร่วมปราศรัยด้วยการโฟนอินมาจากต่างประเทศ มีเป้าหมายเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ การชุมนุมดังกล่าวมีความยืดเยื้อหลายวัน จนมีโศกนาฏกรรมมากมายเกิดขึ้น

ก่อนวันที่ 10 เมษายน 2553 เพียง 1 วัน เจ้าหน้าที่ทหาร (คณะ ศอฉ.) เริ่มมีการปฎิบัติการ ขอคืนพื้นที่การชุมนุม เช่น การ”บุกยึด “สถานีไทยคม” เพื่อ ตัดสัญญาณช่องทีวีดาวเทียมพีเพิลชาแนลซึ่งถ่ายทอดสดการชุมนุมของ นปช. แต่ไม่เป็นผล ถูกผู้ชุมนุม คนเสื้อแดง โอบล้อมและปลดยึดอาวุธและกระสุนยางจากทหารเอาไว้ส่วนหนึ่ง

 

 

วันที่ 10 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่ทหารเริ่มกระชับพื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะพื้นที่ชุมนุมบริเวณ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน โดยปราศจากการใช้กระสุนจริง มีเพียงปืนพร้อมกระสุนยางและระเบิดแก๊สน้ำตา แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เนื่องจากมี “ชายชุดดำ” ติดอาวุธสงคราม เข้ามาปะปนในพื้นที่ของการปะทะและเกิดการสังหารโดยไม่ทราบที่มาของกระสุน ส่งผลให้พลเรือน (มีทั้งผู้ชุมนุม – สื่อมวลชน และ ผู้ไม่เกี่ยวข้อง) และเจ้าหน้าที่ทหาร เสียชีวิตช่วงเวลานั้น 29 ศพ จนเกือบเกิดเหตุสงครามกลางเมือง

แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะการชุมนุมยังล่วงเลยต่อมา แกนนำคนสำคัญของ นปช. หลายคน แม้แต่ ทักษิณ ชินวัตร ที่ส่งสัญญาณวีดีโอมาจากต่างประเทศ ก็ได้ร่วมกันปราศรัยปลุกเร้าประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเชิงปะทะกับทหารอยู่ตลอดเวลา

โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญ ได้ปราศรัยในช่วงเวลานั้นว่า
“ถ้าคุณยึดอำนาจ ผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง”

 

 

ส่วนนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง อีกคน ก็ได้ปลุกเร้าว่า

“ถ้ารู้ว่า เขาจะปราบปราม ให้กลุ่มผู้ชุมนุมนำขวดแก้วมาคนละใบ บรรจุน้ำมันให้ได้ 75 ซีซีหรือ 1 ลิตร หากในกรุงเทพมีน้ำมัน 1 ล้านลิตร รับรองกรุงเทพ เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน การต่อสู้คนเสื้อแดงต้องทำให้ได้แบบนี้ อยากให้ทหารรู้ว่า หากเข้ามาทำลายคนเสื้อแดง แม้เลือดออกแม้แต่หยดเดียวหมายความว่า กรุงเทพต้องเป็นทะเลเพลิงทันที ในส่วนต่างจังหวัด หากมีอะไรเกิดขึ้นที่กรุงเทพ ให้ไปรอศาลากลางจังหวัดไม่ต้องรอเงื่อนไข จัดการให้ราบพณาสูญ”

โดย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ยังได้เคยปราศรัยเกี่ยวกับชายชุดดำบนเวทีเสื้อแดงไว้ว่า “เดิมที คนเสื้อแดง มีแค่ พรรคการเมืองและมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้แก้วอีกประการหนึ่ง คือ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย พร้อมสนับสนุน ปกป้องคนเสื้อแดง”

 

 

หลังจากการชุมนุมล่วงเลยไปหลายวัน ทหารได้เข้าสลายการชุมนุม แกนนำเสื้อแดงถูกจับกุมตัว ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ในกรุงเทพมหานครหลายจุด ทั้งที่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน โรงภาพยนตร์สยาม สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ธนาคารต่างๆ ร้านสะดวกซื้อ แม้แต่ ตู้เอทีเอ็ม ฯลฯ และมีการเผาศาลากลาง ที่ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น และมุกดาหารอีกด้วย

 

 

และจากเหตุปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่ยิงต่อสู้กับทหารที่เข้ามาสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งทหาร เจ้าหน้าที่ พลเรือน และผู้ชุมนุม หากนับรวมจากเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ก็มีจำนวนทั้งหมดถึง 94 ศพ

โดยรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดมีดังนี้
วันที่ 10 เมษายน 2553
1. นายเกรียงไกร คำน้อย
2. นายอนันท์ ชินสงคราม (สะพานมัฆวานรังสรรค์)
3. นายมนต์ชัย แซ่จอง (ถนนราชดำเนิน)

สี่แยกคอกวัว
4. นายธวัฒนะชัย กลัดสุข
5. นายไพรศล ทิพย์ลม
6. นายอำพน ตติยรัตน์
7. นายอนันต์ สิริกุลวาณิชย์
8. นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์
9. นายสวาท วางาม
10. นายบุญธรรม ทองผุย
11. นายสมิง แตงเพชร
12. นายสมศักดิ์ แก้วสาร
13. นายนภพล เผ่าพนัส

ถนนดินสอ
14. นายบุญจันทร์ ไหมประเสริฐ
15. นายยุทธนา ทองเจริญพูลพร
16. นายวสันต์ ภู่ทอง
17. นายสยาม วัฒนนุกุล
18. นายจรูญ ฉายแม้น
19. นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ (Mr. Hiroyuki Muramoto)
20. นายทศชัย เมฆงามฟ้า
21. นายคนึง ฉัตรเท
22. พลทหาร ภูริวัฒน์ ประพันธ์
23. พลทหาร อนุพงษ์ เมืองรำพัน
24. พ.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม
25. พลทหาร สิงหา อ่อนทรง
26. พลทหาร อนุพงศ์ หอมมาลี

สวนสัตว์เขาดิน
27. นายมานะ อาจราญ
28. นางธันยนันท์ แถบทอง (ถนนสีลม)

วันที่ 28 เมษายน 2553
29. ร้อยตรีณรงค์ฤทธิ์ สาละ (อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง)

———
วันที่ 7 พฤษภาคม 2553
30. ส.ต.อ. กานต์ณุพัฒน์ เลิศจันทร์เพ็ญ (ถนนสีลม)

วันที่ 8 พฤษภาคม 2553
31. จ.ส.ต.วิทยา พรมสารี (พระราม 4 ประตูสวนลุมพินี)

วันที่ 13 พฤษภาคม 2553
ถนนพระราม 4
32. พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล
33. นายชาติชาย ชาเหลา

วันที่ 14 พฤษภาคม 2553
34. นางสาวละอองดาว กลมกล่อม

ถนนพระราม 4
35. นายเสน่ห์ นิลเหลือง
36. นายอินแปลง เทศวงศ์
37. นายบุญมี เริ่มสุข
38. นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง
39. นายประจวบ ศิลาพันธ์
40. นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์
41. นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์

ถนนราชปรารภ
42. นายทิพเนตร เจียมพล
43. นายกิติพันธ์ ขันทอง
44. นายชัยยันต์ วรรณจักร
45. นายธันวา วงศ์ศิริ
46. นายบุญทิ้ง ปานศิลา
47. นายสรไกร ศรีเมืองปุน
48. นายเหิน อ่อนสา
49. น.ส.สัญธะนา สรรพศรี
50. นายมนูญ ท่าลาด
51. นายพัน คำกอง
52. ด.ช. คุณากร ศรีสุวรรณ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2553
ถนนพระราม 4
53. นายวารินทร์ วงศ์สนิท
54. นายพรสวรรค์ นาคะไชย
55. นายมานะ แสนประเสริฐศรี
56. นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง
57. นายวงศกร แปลงศรี

ถนนราชปรารภ
58. นายสมาพันธ์ ศรีเทพ
59. นายสุภชีพ จุลทัศน์
60. นายอำพล ชื่นสี
61. นายชาญณรงค์ พลศรีลา
62. นายธนากร ปิยะผลดิเรก
63. นายอุทัย อรอินทร์

วันที่ 16 พฤษภาคม 53
ถนนพระราม 4
64. นายสมชาย พระสุพรรณ
65. นายสุพรรณ์ ทุมทอง
66. นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์
67. นายวุฒิชัย วราคัม
68. นายประจวบ ประจวบสุข
69. นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล
70. นายสมัย ทัดแก้ว
71. นายสุพจน์ ยะทิมา
17 พฤษภาคม 2553
72. จ.ส.อ.พงศ์ชลิต ทิพยานนทกาญจน์
73. นายสมพาน หลวงชม (ถนนราชปรารภ)
74. นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ (ถนนราชปรารภ)
18 พฤษภาคม 2553
75. นายมูฮัมหมัด อารี (ออง ละวิน ชาวพม่า) (ถนนราชปรารภ)
19 พฤษภาคม 2553

ถนนราชปรารภ
76. นางประจวบ เจริญทิม
77. นายปรัชญา แซ่โค้ว
78. น.ส.วาสินี เทพปาน (ซอยพหลโยธิน 2/1)

ถนนราชดำริ
79. นายถวิล คำมูล
80. นายธนโชติ ชุ่มเย็น
81. นายนรินทร์ ศรีชมภู
82. ส.อ. อนุสิทธิ์ จันทร์แสนตอ
83. ชายไม่ทราบชื่อ
84. นายฟาบิโอ โปเลงกี (Mr. Fabio Polenghi)

วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
85. นายมงคล เข็มทอง
86. นายสุวัน ศรีรักษา
87. น.ส. กมนเกด อัดฮาด
88. นายอัครเดช ขันแก้ว
89. นายอัฐชัย ชุมจันทร์
90. นายรพ สุขสถิตย์

สถานที่อื่นๆ
91. นายกิตติพงษ์ สมสุข (ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์)
92. นายทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว (จังหวัดขอนแก่น)
93. นายเพิน วงศ์มา (จังหวัดอุดรธานี)
94. นายอภิชาติ ระชีวะ (จังหวัดอุดรธานี)
นอกจากนี้ยังมี นาย ประชา ศรีคูณ ผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย.53 และเป็นอัมพาตกว่า 3 ปี ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น มีการจับกุมผู้กระทำผิดหลายในหลายๆเหตุการณ์
จึงมีคดีมากมายที่ต้องพิจารณา เช่น

คดี เผาศาลากลาง
ในคดี เผาศาลากลาง อุบลราชธานี ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิต แต่ยังปราณีลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต “ดีเจต้อย” แกนนำเสื้อแดงกลุ่มชักธงรบอุบลราชธานี เผาศาลากลางอุบลราชธานี ปี 2553 พร้อมตัดสินจำเลยร่วมอีก 12 คน มีตั้งแต่ จำคุก2ปี ถึง จำคุกตลอดชีวิต

– คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี กลุ่มคนเสื้อแดงบุกทุบกระจก เผาเครื่องคอมเพรสเซอร์แอร์ และเผาอาคารสำนักงานเทศบาลนครอุดรธานี ความเสียหายรวม 203 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้มีคำพิพากษาข้อหาวางเพลิงสถานที่ราชการ จำเลยมี 5 คน จำคุกมีตั้งแต่ 11 ปี 3 เดือน ถึง 22 ปี 6 เดือน และพิพากษาให้ จำเลย3 คนแรก ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 142 ล้านบาทและ อีกสองคน ชดใช้ค่าเสียหาย 57.7 ล้านบาท

– สำหรับคดีเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น-สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ขอนแก่น มูลค่าความเสียหายของศาลากลางขอนแก่นหลังเก่าและหลังใหม่ ประมาณ 135 ล้านบาท คดีนี้ออกหมายจับกว่า 300 คน จับกุมได้แล้ว 3 คนและยื่นฟ้องศาลไปแล้ว เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 39 คน อยู่ระหว่างติดตามตัว ทำให้คดีเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่นค่อนข้างช้า เพราะไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ (ข้อมูลปี 2556)

 

– คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ศาลจังหวัดมุกดาหารตัดสินจำคุกจำเลย 13 คนจำนวน 20 ปี ข้อหาเผาศาลากลางจังหวัด มูลค่าความเสียหาย 85 ล้านบาท ซึ่งศาลพิพากษาให้หนึ่งในจำเลยที่ถูกจำคุก คือ นายทวีศักดิ์ แข็งแรง ชดใช้เงินค่าเสียหาย ส่วนอีก 16 คนศาลยกฟ้อง ทั้งนี้ ศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้ยื่นฟ้องกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 29 คน ตัดสินจำคุก 20 ปีจำนวน 13 คน อีก 16 คน ศาลยกฟ้อง ส่วน “นิสิต สินธุไพร” ส.ส.พรรคเพื่อไทย ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ยื่นประกันตัวจำเลยทั้ง 13 คนที่ถูกตัดสินให้จำคุก ด้วยจำนวนเงินคนละ 5 แสนบาท และจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี

ต่อมา 30 ก.ย. 2558 ศาลอุทธรณ์มุกดาหาร ได้มีการตัดสินคดีกลุ่มคนเสื้อแดงเผาศาลากลางเมื่อราวกลางเดือนพฤษภาคม 2553 ลดโทษ 3 เสื้อแดงเผาศาลากลาง เหลือ 15 ปี ทนายความเตรียมยื่นสู้ในชั้นฎีกาต่อ ด้านพ่อผู้ต้องหาอยากให้ลูกชายยอมรับคำตัดสินของศาล

อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/content/212684
https://hilight.kapook.com/view/62145
https://mgronline.com/local/detail/9580000110127
http://www.komchadluek.net/news/scoop/153772

 

คดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง 2 เสื้อแดง นปช เผาเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้พยานหลักฐานไม่พอ …
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเวลา 1 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักไม่เพียงพอ ที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นด้วยพิพากษายืนยกฟ้อง

 

คดีเผาห้างเซ็นเตอร์วัน

ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ( 2556) ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเผา “เซ็นเตอร์วัน” ในเหตุการณ์สลายม็อบเมื่อปี พ.ศ.2553 ไม่ใช่จลาจลแต่เข้าข่ายก่อการร้าย …เรื่องนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีความแพ่ง ให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้ห้างเซ็นเตอร์วันกว่า 122,790,000 บาท ตามคำพิพากษาชั้นต้น จากเหตุการณ์ นปช.บุกขโมยทรัพย์สินและวางเพลิงเผาทรัพย์ แต่แก้อุทธรณ์จากพฤติการณ์ของ นปช.แค่จลาจล ถือเป็น “การก่อการร้าย”

 

คดี “ชายชุดดำ” แยกคอกวัว ปี 53

จับได้ 5 คน โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 ให้จำคุกคนละ 8 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี อีก 3 จำเลย ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 3-5 ได้ยื่นประกันตัวไปคนละ 200,000 บาท คดีนี้ ยังต้องลุ้นในชั้นอุทธรณ์ เพราะมีการขอเลื่อนอุทธรณ์ไปเมื่อ กุมภาพันธ์ 2562 นี้เอง

 

คดีก่อการร้าย ปี 2553
น่าจะเป็นคดีสำคัญที่สุดของเหตุการณ์ เพราะนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ในเหตุการณ์ ปี 2553 โดยจำเลยเป็นระดับแกนนำของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (กลุ่มคนเสื้อแดง) เช่น นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กับพวกซึ่งเป็นแกนนำ นปช.รวม24คน

คดีดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอน สืบพยาน ซึ่งการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นไปแล้ว เหลือแต่การสืบพยานจำเลย โดยวันนี้ศาลกำหนดให้สืบพยานจำเลยจำนวน 10 นัด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป และนัดสืบครั้งแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งศาลจะดำเนินการสืบพยานจำเลยให้เสร็จสิ้น เพื่อจะพิพากษาภายในเดือนกันยายน 2562

 

ส่วน ทักษิณ ชินวัตร ในคดีก่อการร้าย?

เมื่อปี 2556 จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ระบุเหตุไม่สั่งฟ้องทักกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.เมื่อปี 2553 จนเกิดการประท้วงรุนแรงจนนำไปสู่การเผาสถานที่สำคัญๆ หลายแห่งว่า เรื่องดังกล่าวก็เป็นอำนาจดุลยพินิจของพนักงาน ซึ่งก็สามารถมีความเห็นสั่งฟ้องหรือจะไม่สั่งฟ้องก็ได้ ส่วนในคดีนี้ผู้กระทำความผิดอยู่ต่างประเทศ อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงได้ว่าพันตำรวจโททักษิณกระทำผิดจริง แต่ทั้งนี้ตามความจริงแล้วอำนาจอัยการสูงสุดก็สั่งฟ้องคนที่กระทำความผิดอยู่ที่ต่างประเทศได้อยู่แล้ว แต่เรื่องนี้เป็นความเห็นของพนักงานอัยการที่ทำคดีนี้

สำหรับคดีที่พันตำรวจโททักษิณถูกดำเนินคดีร่วมกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงอีก 26 คน ในความผิดร่วมกันก่อการร้าย หรือให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศไทยจากภายนอกประเทศ ซึ่งอัยการได้แยกสำนวนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณออกเพราะเป็นการกระทำความผิดนอกประเทศ
แม้ว่า เมื่อ พ.ย. 2560 นายวันชาติ สันติกุญชร โฆษกอัยการสูงสุด และคณะรองโฆษกอีก 3 คน ร่วมแถลงมติรื้อคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการรื้อคดี เพื่อ พิจารณาลับหลัง สองคดี คือคดีหมายเลขดำ อม.9/2551 ที่กล่าวหาทุจริตออกกฎหมายแปลงสัมปทานโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต และคดี อม. 3/2555 ที่กล่าวหาร่วมทุจริตการปล่อยกู้ ของธนาคารกรุงไทยฯ ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งทั้งสองคดีศาลได้สั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนี ซึ่งต่อมา ( มิ.ย. 2561) ศาลพิจารณาให้ออกหมายจับในคดีทั้งสองแล้ว แต่ก็ยังไม่มีกระแสข่าวใดๆ เกี่ยวกับการ รื้อสำนวนคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับการการร้าย

อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/content/375541
https://mgronline.com/politics/detail/9570000106685
https://www.posttoday.com/politic/news/543285
https://voicetv.co.th/read/ryjUiovWQ
—————————————————————–

ภรรยา ร่มเกล้า โพสรำลึก เหตุการณ์ปี 53 ชวนคิด ทุกคนมีสิทธิทางการเมือง แต่ไม่มีสิทธิทำผิดกฎหมายและทำผิดศีลธรรม

22 มีนาคม 2562- นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ได้โพสต์ข้อความเตือนใจ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Nicha Hiranburana Thuvatham ระบุว่า

“พี่ร่มเกล้าให้มาเตือน อีกไม่กี่วันจะถึงวันที่พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตครบ 9 ปี 10 เมษายน 2553 เขาตายจากเหตุการณ์ที่เรียกว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและตายภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตย

อีกไม่กี่วันจะถึงวันกำหนดอนาคตประเทศไทย อนาคตคืออะไร … โลกแห่งความฝันหรือโลกแห่งความจริงที่เรายังต้องการความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและลูกหลานของเรา ตราบใดยังมีลมหายใจ อยากฝันอะไรก็ย่อมได้ คนเราผงไม่เข้าตาไม่รู้หรอก มัวไขว่คว้าหาโลกสวยในอุดมคติ แต่ชีวิตจริงถ้าต้องอยู่ในประเทศมิคสัญญีเหมือนเหตุการณ์ปี 53 รู้ได้อย่างไรว่าคนโชคร้ายจะไม่ใช่คุณ (ขออภัยไม่ได้แช่ง)

อาจเป็นลูกสุดที่รักของคุณที่โดนระเบิดขณะขึ้น BTS กลับบ้าน อาจเป็นพ่อแม่ของคุณที่โดนผู้ร้ายบุกทำร้ายถึงเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล และอาจเป็นคุณที่โดนระเบิดขณะเดินอยู่กลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือที่ไหนๆ ในแผ่นดินนี้ คุณจะร้องไห้เท่าดิฉันไหวหรือ อย่าต้องมาทิ้งความสุขทั้งชีวิต และอดทนจมทุกข์อย่างชีวิตดิฉันเลย

ทุกคนมีสิทธิต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองอันสวยงามตามฝันของตน แต่ไม่มีสิทธิทำผิดกฎหมายและทำผิดศีลธรรม ใครสนับสนุนคนทำผิดศีลธรรมก็แสดงว่าเป็นพวกไม่มีศีลธรรมเฉกเช่นกัน วันนี้เรากำลังต่อสู้กับอะไร? ขออย่าให้ใครต้องเป็นอย่างเราเลย
ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อทุกคน พลเอก ร่มเกล้า – นิชา ธุวธรรม 21 มีนาคม 2562”

นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ ปี 2553

อ้างอิง
https://www.facebook.com/nicha.thuvatham/posts/2292804027437436

 


ปี 2562 คดีที่รอตัดสิน

ในวันที่ 4 เมษายน ที่จะถึงนี้ ศาลได้นัดสืบพยานจำเลยนัดแรก คดีก่อการร้ายหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี แกนนำและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และข้อหาอื่นๆ กรณีกลุ่ม นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. 2553 ถึงวันที่ 20 พ.ค. 2553 เวลากลางวัน และกลางคืน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดกับพวกอีกหลายคนซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ประธานกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง กับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่ม (นปช.) ได้ยุยง ปลุกปั่นประชาชนทั่วราชอาณาจักรไทยให้เข้าร่วมชุมนุมและทำกิจกรรม โดยมีความมุ่งหมายที่จะต่อต้านรัฐบาล, จำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุม,จำเลยกับพวกได้สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง, จำเลยกับพวกฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานที่ต่างๆ และยิงระเบิดใส่สถานที่ต่างๆ, ปิดถนนตั้งด่านสกัดตรวจค้นยานพาหนะ ก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง เหตุเกิดที่กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย มาตรา 135/1, 135/2

โศกนาฏกรรมปี 2553 ที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี จะถูกตัดสินในปีนี้ เราจะได้รู้กันเสียทีว่า ไอ้คำว่า “เผาบ้านเผาเมือง” นั้น มันเป็น “วาทกรรม” หรือ “อาชญากรรม” กันแน่?

…………………..
บทความ: Daily Rorschard