• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ผู้นำกำมะลอ : มุมมองจากห้องมุม

(1)
ยังมีใครใช้ Yahoo! เป็น Search Engine อยู่อีกหรือเปล่าครับ?

เข้าใจว่าคงไม่มีแล้วนะ หรือบางคนอาจจะไม่รู้จัก Yahoo! ว่าเป็น search engine เสียด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าภายในเวลาไม่กี่ปี Yahoo! จะตกต่ำลงได้ถึงเพียงนี้ เพราะตอนที่เมืองไทยเริ่มมีอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ หลายๆคนเข้าใจผิดคิดว่าเจ้า Yahoo! นี่แหละคือตัวอินเทอร์เน็ต แทบทุกรายใช้มันเป็นหน้า Home เลยทีเดียว

ใครจะไปคิดว่าวันนี้ Google จะตี Yahoo! ตกขอบเวทีไปอย่างหมดรูป

 

 

หลายปีก่อน Yahoo! พยายามแก้เกม หาบริการใหม่ๆ มาใส่เว็บ เปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงมาหลายคน เมื่อเดือนมกราคม 2009 ตั้ง Carol Bartz อดีตประธาน Autodesk บริษัทซอฟต์แวร์ที่ดังมาจาก Autocad มาเป็น CEO แต่อยู่ได้ไม่ครบ 2 ปี ก็โดนอัญเชิญออก พอมาต้นปี 2555 ได้นายใหม่ชื่อ Scott Thompson อดีต president ของ PayPal บริษัทที่บุกเบิกเรื่องการจ่ายเงินซื้อสินค้าผ่านเน็ต และวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของ eBay มากุมบังเหียน

 

 

Thompson หนุ่มใหญ่วัย 54 ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาโดยตลอด เป็นความหวังใหม่ของ Yahoo! ในเดือนเมษายน 2555 ก็ประกาศจะเลย์ออฟพนักงานจาก 14,000 คนให้เหลือ 2,000 คน

Thompson คงคิดไม่ถึง ว่าหนึ่งในสองพันคนนั้น จะรวมตัวเขาเองด้วย เพราะในวันที่ 13 พฤษภาคมปีเดียวกัน Yahoo! ประกาศว่า Thompson ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทอีกต่อไปแล้ว

ทำไม Thompson มาไวไปไวขนาดนี้?

เรื่องทั้งหลายทั้งปวง คือมีคนจับได้ว่าแกโกหก!

แกไม่ได้โกหกโดยการคดโกงบริษัทหรือหลอกตบทรัพย์ชาวบ้าน แต่ตั้งแต่สมัยอยู่ PayPal ในประวัติการศึกษาของ Thompson จะระบุว่าจบปริญญาตรีสาขาบัญชี และคอมพิวเตอร์จาก Stonehill College มหาวิทยาลัยเล็กๆนอกเมือง Boston ทั้งในประวัติ และในรายงานประจำปีของ Yahoo! ที่ส่งให้ SEC สำนักงานกลต.ของอเมริกาก็ระบุอย่างนั้นเช่นกัน บังเอิญมีนักลงทุนชื่อ Dan Loeb ไปสืบทราบมาว่าอีตา Thompson จบแค่สาขาบัญชี ไม่ได้จบสองสาขาอย่างที่เขียนเอาไว้ สอบถามไปที่ Stonehill College ก็ยืนยันตามนั้น Loeb ถือว่านี้เป็นการโกหกหลอกลวงผู้ถือหุ้นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นความผิดมหันต์

จนในที่สุด Thompson ก็ตกงาน

คำถามก็คืออีตา Thompson ไปโกหกเรื่องวุฒิการศึกษาของตัวเองทำไม ถึงจบจากมหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่โด่งดังแต่ก็ทำงานเป็นทำงานเก่งจนได้เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร หรือจบบัญชีอย่างเดียวดูไม่เท่สำหรับบริษัท IT ต้องมีดีกรีคอมพิวเตอร์พ่วงเข้าไปด้วย? ฝรั่งขี้สงสัยชื่อนาย Adam Hanft ซึ่งเป็นผู้รู้ทางด้านวัฒนธรรมผู้บริโภค และที่ปรึกษาเรื่อง Branding ชาวนิวยอร์กมีคำตอบ

Hanft และผู้รู้อื่นๆในวงการนี้บอกว่าสาเหตุหลักๆมาจาก 4 ปัจจัย

ปัจจัยแรกคือ ความรู้สึกไม่มั่นคง

คนเราจะชอบโกหกเวลาที่ความจริงมันเจ็บปวด น่าขายหน้า หรือบางทีก็แค่ว่ามันน้อยไปไม่เพียงพอ เคสนี้คือ Thompson ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างฮาวาร์ด หรือแสตนฟอร์ด เลยน่าที่จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มั่นคง ไม่เพียงพออยู่บ้าง ถึงแม้ตัวเองจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากก็ตาม แต่ก็ยังมีความกลัวว่าคนอื่นจะรู้ประวัติการศึกษา คนภายนอกอาจจะมองว่า Thompson เป็นซุปตาร์ที่ Yahoo! อัญเชิญมาจาก PayPal เพื่อมากอบกู้วิกฤตขององค์กร แต่ Thompson อาจจะรู้สึกไปอีกแบบ เพราะการที่คนเราโกหกนั้น เป็นผลมาจากความเชื่อที่ฝังใจ ว่าตัวตนภายในนั้นดีไม่พอ ต้องปรุงแต่งเปลือกนอกให้หรูหรารุ่งโรจน์ ถ้าให้ใครจับได้ว่าตัวตนที่แท้นั้นเป็นอย่างไรแล้ว ทุกอย่างจะพังทลายลงหมด

สำหรับ Thompson ที่สุดแล้วความจริงก็ประจักษ์ และทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลงหมดอยู่ดี

 

 

ปัจจัยที่สองคือ ความสิ้นคิด

เวลาตลาดแรงงานเริ่มหดตัว งานเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ หลายๆคนสิ้นคิดถึงขนาดโกหก หรือปลอมวุฒิการศึกษาของตัวเอง Thompson ไม่ใช่คนแรก และคงไม่ใช่คนสุดท้ายที่ทำแบบนี้ มีคนสำรวจว่าครึ่งหนึ่งของ resume ที่เขียนๆกันมีข้อผิดพลาด จะตั้งใจหรือเปล่านั้นตอบไม่ได้ Thompson คงคิดไปว่า ดีกรีจากมหาวิทยาลัยเล็กๆ แถมเป็นสาขาบัญชี ดูดีไม่พอสำหรับบริษัท IT ในซิลิคอนแวลลีย์ เพื่อนฝูงลูกน้องอาจจะดูถูกเอาได้เลยทำแบบนี้

ทั้งๆที่ฝีมือตัวเองออกดี แทนที่จะสู้ด้วยผลงาน ภูมิใจในผลงาน กลับมาหลอกลวงชาวบ้านอย่างไม่น่าทำ

 

ปัจจัยที่สามคือ การหลอกตัวเอง

คนเราลองเริ่มโกหกแล้วปล่อยมันไว้เป็นเวลานานโดยไม่ยอมแก้ไข อยู่ไปๆ จะเชื่อจนได้ว่าสิ่งที่ตัวเองโกหกไว้เป็นเรื่องจริง ถ้าลองศึกษาดู จะพบว่าไอ้ที่โกหกชาวบ้านไว้นานๆ จนตัวเองเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จะเกิดตั้งแต่คนพูดยังไม่มีตำแหน่งไม่มีอำนาจวาสนาอะไรมากนัก ตอนนั้นอาจจะขาดความมั่นใจในตัวเอง จะพูดอะไรต้องโกหกให้มันเว่อร์ๆเข้าไว้ พอต่อมาตำแหน่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ มีอำนาจวาสนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีใครจับได้ ก็เริ่มจะคิดว่ายังไงๆ ก็ไม่มีใครจะจับได้ แถมตำแหน่งยิ่งใหญ่ ลูกน้องจำพวก ”ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” ก็จะมารายล้อมเลยยิ่งไปกันใหญ่ กู่ไม่กลับห่างไกลจากความจริงขึ้นทุกวัน กลายเป็นคนที่คิดไปว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย หรือทำอะไรก็ไม่มีทางผิด

ถ้าผู้บริหารไม่มีลูกน้องเป็นกระจกเงาที่ดีคอยส่องความจริงให้เห็น คอยแย้งนายด้วยเหตุด้วยผล โอกาสจะเสียคนมันสูงมาก

 

 

ปัจจัยสุดท้ายคือ เป็นธรรมชาติของมนุษย์

คนเรามักจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เวลาตัดสินใจเรื่องอะไรที่มันอยู่คาบเส้นในเชิงจริยธรรม หรือศีลธรรม หรือบางคนเห็นคาบเส้น เลยขยายเส้นจนกลายเป็นการโกหกไปเลย คนเราส่วนใหญ่จะอธิบายการกระทำของตัวเอง ให้เป็นภาพเดียวกับตัวตนที่เราแสดงออก อย่างเวลาเราประกาศกับชาวบ้านว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนดีมีศีลธรรม ทุกการกระทำของเราก็จะเข้าข้างตัวเองว่าทำถูกต้อง ไม่ผิดไม่บาป ไม่ว่าชาวบ้านจะมองเห็นเป็นตรงกันข้ามยังไงก็ตาม เหมือนสมองเราจะคอยเต้นตามเพลงที่ร้อง ว่าเราจะกอบโกยให้มากขึ้นได้อย่างไรกับภาพลักษณ์ที่เราคิดว่าตัวเราเองเป็น

เต้นไปเต้นมาจนออกนอกลู่นอกทางและพังไม่เป็นท่าในที่สุด

 

(2)
Hanft บอกว่าที่น่ากลัวที่สุดเวลาเรารับรู้เรื่องคนเด่นคนดังในสังคมถูกจับได้คาหนังคาเขา และถูกประจานด้วยสื่อ ก็คือแทนที่คนที่กำลังทำผิดอยู่จะกลับเนื้อกลับตัว กลับจะยิ่งหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง คนบางจำพวกจะชอบข่าวพวกนี้ และบอกตัวเองว่าตัวเองทำถูกแล้ว ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงหลอกตัวเองอยู่ในโลกแห่งการโกหกต่อไป

แต่ต้องอย่าลืมว่าจากการเริ่มโกหกเล็กๆน้อยๆ จะปูทางให้กับการกระทำผิดพลาดอันใหญ่หลวงยิ่งๆขึ้นไป มันทำให้เราคิดเข้าข้างตัวเอง และเริ่มเพิ่มพูนความไม่ซื่อสัตย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ห้ามเริ่ม ห้ามโกหก เป็นทางออกทางเดียว

ไม่งั้น จะพบชะตากรรมผู้นำกำมะลอในโลกโซเชียลสีส้มเน่าในประเทศไทยทุกวันนี้ เอ๊ย! ไม่ใช่ จะพบชะตากรรมเหมือนนาย Thompson นะ!

……………………….
บทความ: โชนแสง(นามแฝง)