• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

6 สิ่งที่ควรเข้าใจ ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การเผชิญหน้ากันในอ่าวเปอร์เซีย ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นสถานการณ์ตึงเครียดที่คนทั่วโลกหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะถึงแม้อิหร่านจะไม่ใช่มหาอำนาจด้านการทหารอย่างสหรัฐฯ แต่หน่วยงานกลาโหมของอิหร่าน มีความพร้อมมากพอที่จะป้องกัน และตอบโต้การรุกรานจากกองทัพสหรัฐฯ

ซึ่งตรงนี้มีการวิเคราะห์กันว่า กรณีของอิหร่านไม่เหมือนกับกรณีของอิรักเมื่อปี 2546 และอาจเป็นชนวนของการเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ แล้วมีประเด็นใดบ้างที่เราควรเรียนรู้เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้?
.……….

 

1.สหรัฐฯ และซาอุฯ กล่าวหาอิหร่าน
โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันญี่ปุ่น และนอร์เวย์
เจ้าของเรือไม่เชื่อว่าเป็นอิหร่าน

 

ความตึงเครียดได้เริ่มขึ้นวันที่ 13 มิ.ย. 2562 เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งเรือบรรทุกน้ำมันเป็นของบริษัทเอกชนจากญี่ปุ่น และนอร์เวย์ โดยที่เหตุการณ์โจมตีเรือในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีเรือต่างชาติทั้ง 2 ลำ

รัฐบาลสหรัฐฯอ้างอิงหลักฐานจากฝ่ายข่าวกรองด้านการทหาร ซึ่งเป็นหลักฐานภาพถ่ายเจ้าหน้าที่ทหารอิหร่าน ขับเรือยางไปที่บริเวณลำตัวด้านข้างเรือของญี่ปุ่น แล้วแกะวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดออก

โดยหลักฐานคลิปภาพดังกล่าว เป็นหลักฐานที่ทำให้สื่อบางสำนักเกิดความสงสัย และตั้งคำถามว่า คลิปภาพนี้เป็นหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุจริงหรือไม่? ทั้งๆ ที่อิหร่านส่งเรือกู้ภัยเข้าช่วยเหลือลูกเรือ 44 คน ออกมาจากเรือทั้ง 2 ลำที่ถูกโจมตี ส่วนฝ่ายซาอุฯนั้น ได้ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่าน โดยที่ตัวของซาอุฯ ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับอิหร่าน แต่เรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้กำลังทหารจัดการอิหร่านแทน

ทางด้านเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันทั้งญี่ปุ่น และนอร์เวย์ ไม่เชื่อว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเรือของพวกเขา ซึ่งท่าทีของอิหร่านไม่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ เพราะอิหร่านส่งเรือกู้ภัยเข้าช่วยเหลือลูกเรือ 44 คนจากเรือทั้ง 2 ลำที่ถูกโจมตี นอกจากนั้นแล้ว สำนักข่าวด้านโลจิสติกส์ TradeWinds รายงานว่า เรือของนอร์เวย์ถูกโจมตีด้วยระเบิดตอร์ปิโด โดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นตอร์ปิโดของกองกำลังฝ่ายใด

ที่มา :

https://www.cbsnews.com/news/tanker-attack-iran-military-tried-pick-up-ships-crews-us-intelligence-2019-06-14/ 

https://www.cbsnews.com/news/oil-tanker-attacks-gulf-of-oman-tanker-owner-seems-to-dispute-us-account-of-gulf-of-oman-attack-today-2019-06-14/ 

https://www.reuters.com/article/us-mideast-attacks-crown-prince-idUKKCN1TG0NS 

https://theantimedia.com/japanese-ship-owner-contradicts-us-officials-tanker-attack/ 

https://news.antiwar.com/2019/06/24/poll-shows-strong-majority-of-americans-oppose-attacking-iran/ 

https://www.rt.com/news/461745-oil-tanker-torpedo-uae/ 

https://www.tradewindsnews.com/safety/frontline-and-schulte-tankers-attacked-off-fujairah/2-1-620293 

……….

 

2.อาเบะ นายกฯญี่ปุ่นคนแรกใน 40 ปีที่เยือนอิหร่าน
แกนนำฝ่ายค้าน US และ UK คัดค้านสงคราม
กระทรวงต่างประเทศเยอรมนีตั้งข้อสงสัย

 

นายชินโซ อาเบะ (Shinzō Abe) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคณะ ได้เดินทางไปเยือนกรุงเตหะราน ตามกำหนดการวันที่ 12-13 มิ.ย. เพื่อเข้าพบและพูดคุยหารือในประเด็นต่างๆ กับนายฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rouhani) ประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งถือเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกในรอบ 40 ปีที่เดินไปเยือนประเทศอิหร่าน

แต่ก็เป็นประเด็นที่น่าแปลกใจ เพราะเรือบรรทุกน้ำมันของญี่ปุ่น ถูกโจมตีในช่วงเดียวกัน กับที่ผู้นำญี่ปุ่นมาเยือนอิหร่าน ดังนั้นการที่อิหร่านจะโจมตีเรือน้ำมันญี่ปุ่นแล้วสร้างความไม่พอใจให้กับนายกฯญี่ปุ่นที่มาเยือนอิหร่าน จึงดูไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก

ในขณะที่กองทัพสหราชอาณาจักร แอบส่งหน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินกว่าร้อยนาย เข้าสนับสนุนกองเรือรบของสหรัฐฯ แต่ทางด้านแกนนำฝ่ายค้านรัฐสภาอังกฤษอย่างนาย เจเรมี คอร์บิน (Jeremy Corbyn) กลับออกแถลงการณ์คัดค้าน ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลกรุงลอนดอนจะสนับสนุนให้สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน โดยไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าอิหร่านเป็นผู้เริ่มก่อสงคราม

เช่นเดียวกับ นายเบอร์นีย์ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) แกนนำฝ่ายค้านของสหรัฐฯ ก็คัดค้านการทำสงครามกับอิหร่านโดยไม่มีหลักฐาน และนายแซนเดอร์สยังเสนอให้สมาชิกส.ส. และส.ว.ทุกคนในสภาคองเกรสร่วมกันลงมติโหวตเสียง ก่อนที่จะตัดสินว่าจะทำสงครามกับอิหร่านหรือไม่

ทางด้านของ นาย ไฮโค มาส (Heiko Maas) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ออกแถลงการณ์ต่อกรณีเรือบรรทุกน้ำมันของญี่ปุ่น และนอร์เวย์ถูกโจมตีว่า คำกล่าวหาอิหร่าน และหลักฐานภาพถ่ายจากฝ่ายข่าวกรองสหรัฐฯ มีน้ำหนักไม่เพียงพอ โดยควรจะมีการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินกระทำการใดๆ

ที่มา :

https://japantoday.com/category/national/2-tankers-with-Japan-related-cargo-attacked-in-Strait-of-Hormuz-as-Abe-visits-Iran

https://www.theguardian.com/commentisfree/2019/jun/21/us-iran-bernie-sanders-airstrikes-drone-attack-war

https://theantimedia.com/british-royal-marines-gulf-of-oman/

https://www.telesurenglish.net/news/Jeremy-Corbyn-Warns-UK-Govt-Against-Blaming-Iran-Without-Credible-Evidence-20190616-0003.html

https://www.newsweek.com/iran-gulf-oman-germany-trump-administration-1444112
……….

 

3.อิหร่านสอยเครื่องบินไร้คนขับ UAV
กองทัพสหรัฐฯเตรียมฉากโจมตี
ทรัมป์สั่ง ABORT MISSION ขัดใจ จอห์น โบลตัน

 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา กองทัพอิหร่านยิงทำลายเครื่องบินไร้คนขับ (UAV; Unmanned Aerial Vehicle) ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสหรัฐฯเป็นอย่างมาก โดยที่กองทัพสหรัฐฯอ้างว่า เครื่องบินไร้คนขับของสหรัฐฯ ถูกยิงอยู่ในน่านน้ำสากล ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านโต้แย้งว่า เครื่องบินไร้คนขับของสหรัฐฯ รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายการสงครามของนายจอห์น โบลตัน (John Bolton) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจโจมตีจุดยุทธศาสตร์ทางทหารของอิหร่านเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. แต่ 10 นาทีก่อนที่จะเริ่มภารกิจโจมตี นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่ง “ABORT MISSION” ไปยังกองทัพสหรัฐฯ ให้ยกเลิกปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านยิงเครื่องบินไร้คนขับของสหรัฐฯ การโจมตีอิหร่านที่จะทำให้มีผู้เสียชีวิต 150 คนจึงดูเป็นการโต้ตอบที่มากเกินไป

จึงทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบัน ไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งใหญ่ แต่ว่าคำสั่ง “ABORT MISSION” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขัดขวางกองทัพสหรัฐฯให้ยุติภารกิจโจมตีอิหร่านใน 10 นาทีสุดท้ายนั้น ได้สร้างความผิดหวังให้กับนายจอห์น โบลตัน และบรรดาฝ่ายบริหารในรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหัวคิดแบบ “นีโอคอน” (Neocon) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีหัวคิดฝักใฝ่สงครามอย่างรุนแรง และต้องการโค่นล้มรัฐบาลกรุงเตหะรานให้จงได้

แต่ทั้งนี้ สื่อทางเลือกอย่าง Global Research ได้วิเคราะห์และประเมินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมองหาวิธีการที่จะปลดนาย จอห์น โบลตัน ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ, เวเนซุเอลา, และอิหร่าน ล้วนแล้วเป็นนโยบายของนาย จอห์น โบลตัน ทั้งสิ้น หากยังปล่อยให้นายโบลตันบริหารงานด้านนี้ต่อไป ทั้งโลกจะเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ตัวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มิได้มีท่าทีที่เป็นมิตรกับรัฐบาลอิหร่าน ถึงแม้จะไม่เอาด้วย กับนโยบายด้านการทหารของนายโบลตัน แต่ทรัมป์ก็มีวิธีการทำร้ายอิหร่านด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป นั่นก็คือการลงนามคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ “Executive Order” ซึ่งทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เพื่อเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือแซงก์ชั่น (Sanction) ไม่ให้รัฐบาลอิหร่านสามารถเข้าถึงเส้นทางด้านแหล่งเงินทุนในประเทศต่างๆ
.
ที่มา :

https://www.reuters.com/article/us-mideast-iran-usa-factbox-idUSKCN1TL29K

https://www.theguardian.com/world/2019/jun/21/donald-trump-retaliatory-iran-airstrike-cancelled-10-minutes-before

https://www.globalresearch.ca/trump-considering-replacing-john-bolton-report/5677649

https://news.antiwar.com/2019/06/24/trump-rejected-attacking-iran-we-dont-need-any-more-wars/

https://theantimedia.com/trump-sanctions-iran/
……….

 

 

4.WMD อาวุธทำลายล้างสูง
ที่นำไปสู่สงครามอิรัก
หาเจอแล้วหรือยัง?

 

หลายคนยังคงจำภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ได้ เป็นภาพเหตุการณ์ที่ พล.อ.โคลิน โพเวลล์ (Gen.Colin Powell) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในขณะนั้น แถลงการณ์ในห้องประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2546

ซึ่งในภาพนี้ พล.อ.โพเวลล์ แถลงว่า รัฐบาลอิรัก ที่นำโดยนายซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein;) ผลิต และครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง หรือ WMD (Weapons of Mass Destruction) ซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพร้ายแรงที่ถูกเรียกว่า “แอนแทร็กซ์” (Anthrax) โดยที่ปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่ากับหลอดขนาดเล็กที่เขาถืออยู่ในมือ ก็มีอานุภาพร้ายแรงที่สามารถใช้สำหรับการก่อการร้ายได้ และรัฐบาลของนายซัดดัม ฮุสเซนก็มีครอบครองในปริมาณที่มากถึง 8,500 ลิตร

ในข้อเท็จจริงตรงที่ว่า รัฐบาลอิรักมีอาวุธชีวภาพ “แอนแทร็กซ์” หรือไม่นั้น หากเรียบเรียงจากรายงานและหลักฐานที่ปรากฎในแต่ละช่วงเวลาก็จะพบว่า รัฐบาลอิรักเคยมีอาวุธชีวภาพชนิดนี้อยู่ในครอบครองจริง ซึ่งถูกใช้ในการสู้รบกับอิหร่าน และใช้ในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน

แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารด้านการข่าวของอังกฤษที่เผยแพร่ในปี 2545 ระบุว่า หลังจากที่อิรักพ่ายแพ้ให้กับสหรัฐฯ และพันธมิตรในสงครามอิรักครั้งที่ 1 รัฐบาลอิรักได้ทำลายอาวุธชีวภาพที่มีอยู่ในครอบครองทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาทำลายตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปี 2535

นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะนั้น และพล.อ.โคลิน โพเวลล์ รับรู้ข้อมูลตามที่เอกสารของอังกฤษเผยแพร่เมื่อปี 2545 ว่าอิรักทำลายอาวุธชีวภาพทั้งหมดไปแล้ว แต่ในฐานะ “นักการเมือง” พวกเขาทั้ง 2 ก็ยังคงผลักดันให้สาธารณชนทั่วโลกเชื่อในชุดข้อมูลที่บิดเบือนว่า รัฐบาลซัดดัมมีอาวุธทำลายล้างสูงหรือ WMD ไว้ในครอบครอง

และในที่สุด ข้อมูลที่บิดเบือนนี้ก็นำไปสู่สงครามอิรักครั้งที่ 2 โดยที่ทีมสืบสวนของกองทัพสหรัฐก็ไม่สามารถพิสูจน์ และไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า WMD ของซัดดัมอยู่ที่ไหน?

แต่สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ก็คือข้อมูลที่บิดเบือนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากสงครามไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน และทำให้ประเทศอิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว อันนำไปสู่การถือกำเนิดของกลุ่มหัวรุนแรงติดอาวุธนับไม่ถ้วนในอิรัก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือกลุ่ม IS (Islamic State)

ในเมื่อชุดข้อมูลที่บิดเบือน กลายเป็นคำถามที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ และเป็นชนวนที่นำไปสู่สงครามอิรักครั้งที่ 2 และยังเป็นผลพวงที่ทำให้ลัทธิการก่อการร้ายเกิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ หลักฐานข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่พยายามผลักดันไปสู่สงครามกับอิหร่าน มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด?

ซึ่งคำถามประเด็นนี้ ไม่ค่อยถูกเอ่ยถึงในสื่อกระแสหลัก ทั้งในไทย และในต่างประเทศ มีผู้สื่อข่าวเพียงคนเดียวของ Fox News นายทักเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) และสื่อทางเลือกในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป ที่ตั้งคำถามในประเด็นนี้

ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจ ที่สื่อกระแสหลักที่เป็นฝั่ง “อนุรักษ์นิยม” อย่าง Fox News อนุญาตให้นายคาร์ลสันตั้งคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ว่าหลักฐานและข้อมูลในแต่ละประเด็นเกี่ยวกับสหรัฐฯ และอิหร่าน ว่ามีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยที่ Fox News เปิดให้สื่อมวลชนรายนี้สามารถตั้งประเด็นข้อสงสัยได้เต็มที่ โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ ในขณะที่สื่อ “เสรีนิยม” และสื่อกระแสหลักทั้งหลาย กลับนำเสนอข่าวไปในเชิงที่ชี้นำไปแล้วว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุ โดยที่ไม่มีการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น

ที่มา :

https://www.commondreams.org/news/2019/06/13/deja-vu-iraq-war-lies-mike-pompeo-blames-iran-tanker-attack-without-single-shred

https://www.foreignpolicyjournal.com/2012/09/08/the-lies-that-led-to-the-iraq-war-and-the-persistent-myth-of-intelligence-failure/

https://www.youtube.com/watch?v=-c0jMsspE7Y

……….

5.สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
ไทยควรวางตัวเช่นไร?

 

ไม่ว่าจะประเทศไทยหรือประเทศไหนๆ ก็ย่อมไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พยายามจะทำสงครามกับอิหร่าน แม้แต่ตัวของนายโดนัลด์ ทรัมป์เอง ก็พยายามยับยั้งนโยบายสงคราม ของนายโบลตัน และนีโอคอนคนอื่นๆ ภายในทำเนียบขาว ที่กระหายสงคราม แล้วใช้มาตรการแซงก์ชั่นอิหร่านแทน แต่ประเทศไทยในฐานะที่เป็นมิตรเก่าแก่กับสหรัฐฯ และเป็นเพื่อนกับอิหร่านมาช้านาน แล้วแบบนี้ประเทศไทย ควรวางตัวเช่นไร?

เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่า กองทัพไทยและกองทัพสหรัฐฯ มีการซ้อมรบร่วมกันเป็นประจำทุกปี ซึ่งการซ้อมรบที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากนั่นก็คือ การฝึกคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) ซึ่งเป็นการซ้อมรบอย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ไทย และสหรัฐฯ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในทุกๆปี โดยมีชาติพันธมิตรต่างๆเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์

และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่กองทัพบกไทย ได้ส่งทหารระดับกองร้อย จากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จำนวนกว่า 130 นาย เดินทางไปฝึกในแผ่นดินของสหรัฐฯ โดยเข้ารับการฝึกกับกองพลทหารราบที่ 25 กองทัพบกสหรัฐฯ ในเกาะฮาวาย

นอกจากนั้นแล้ว กองทัพไทยได้อนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง M1126 STRYKER จากอัตราสำรองคลังของกองทัพสหรัฐฯ จำนวน 37 คัน คันละประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อบรรจุในกองพลทหารราบที่ 11 และหน่วยอื่นๆ ของกองทัพบก เพื่อเพิ่มศักยภาพของหน่วยทหารราบ

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทย ได้ยกระดับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านการทหารของทั้ง 2 ประเทศ ถึงแม้จะมีการวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯกำลังแข่งกับจีน ในการสร้างสัมพันธไมตรีกับไทย โดยหวังผลในการขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีไทยเป็นจุดศูนย์กลาง

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อิหร่าน ถึงแม้จะไม่ได้มีการติดต่อสัมพันธไมตรีที่โดดเด่น เหมือนไทย-สหรัฐฯ แต่ไทยกับอิหร่านนั้น มีประวัติการติดต่อสัมพันธไมตรีที่ยาวนานกว่า 400 ปี โดยที่อาณาจักรเปอร์เซียมีความสัมพันธ์กับสยามประเทศ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (2133 – 2148) ไม่ว่าจะในด้านการค้าขายหรือด้านกิจการศาสนา

และในเวลาต่อมาความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยกับอิหร่าน ก็ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2498 ซึ่งถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ฉะนั้นงานด้านการทูตของรัฐบาลไทย จึงให้ความสำคัญกับทั้ง 2 ประเทศ และมีความเป็นกลางในประเด็นนี้ ไม่เอ็นเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และด้วยยุทธศาสตร์ด้านการทูตแบบ “Siamese Talk” รัฐบาลไทยจึงสามารถประสานงานด้านการทูต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกๆฝ่าย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพ ทำให้ราชอาณาจักรไทยดำรงอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา :

https://mgronline.com/politics/detail/9620000018702

https://www.voathai.com/a/thai-us-military-lightning-forge-exercise-2019-/4940066.html

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/835001

http://www.siammanussati.com/7787-2/
……….

 

 

6.เล่นสนุก ต้องมีสติ
CALL OF DUTY: MODERN WARFARE
โฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบวิดีโอเกม

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากใครที่ติดตามข่าวจากสื่อทางเลือกในต่างประเทศ ที่มีการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับข่าวสงครามซีเรียมาเป็นอย่างดี ก็จะพบว่า กลุ่มหน่วยกู้ภัยในซีเรียที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มหมวกกันน็อกขาว” หรือ “White Helmets” ที่อ้างว่าตนเองว่าเป็นกลาง และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเครือข่ายเดียวกัน กับกลุ่มก่อการร้ายอย่างกลุ่มไอเอส และกลุ่มอัลกออิดะฮ์ (Al-Qaeda)

ซึ่งเกม CALL OF DUTY: MODERN WARFARE (2019) ที่พูดถึงนี้ เป็นเกม COD ภาคใหม่ล่าสุด ที่นำเอา CALL OF DUTY 4 : MODERN WARFARE (2007) มาปรับปรุงใหม่ในรูปแบบ reboot ให้มีเนื้อเรื่องและรูปแบบการเล่นแบบใหม่

ในอดีตนั้น ตัวละครและเนื้อเรื่องของเกม MODERN WARFARE ซีรีส์ในปี 2007, 2009, และ 2011 ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องสมมุติที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น แต่จากตัวอย่าง Trailer ที่เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น มีอยู่ฉากหนึ่ง (ตามรูปภาพ) ที่เห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มตัวละครในเกมแต่งตัวแบบเดียวกันกับกลุ่มหมวกกันน็อกขาว “White Helmets”

และตรงนี้ก็เป็นจุดที่บ่งชี้ได้ว่า ทีมงานบริษัท ACTIVISION พยายามสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปในเกม เพื่อให้ผู้เล่นเข้าใจว่า กลุ่มหมวกกันน็อกขาว เป็นฝ่ายเดียวกันกับพระเอก ทั้งๆที่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น กลุ่มหมวกกันน็อกขาว คือเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายที่ปลอมตัวเป็นหน่วยกู้ภัย และยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า จะมีการสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เข้าไปในตัวละครและเนื้อหาต่างๆภายในเกม ซึ่งหากผู้เล่นท่านใดไม่มีวิจารณญาณเพียงพอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อที่สอดแทรกอยู่ในเกมได้

แต่ถ้าหากเกมเมอร์มีวิจารณญาณเพียงพอ เกมเมอร์ก็สามารถซื้อเกม MODERN WARFARE (2019) มาเล่นเพื่อความบันเทิงได้ โดยที่ตระหนักว่า “มันเป็นแค่เกมเท่านั้น” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา ให้เราเล่นสนุกได้อย่างมีสติ และถึงแม้ภาคนี้จะไม่เห็นตัวละครจากภาคก่อนๆอย่าง โซป (Soap), โกสต์ (Ghost), หรือ แซนด์แมน (Sandman) แต่อย่างน้อยผู้เล่นก็ยังมีร้อยเอกไพรซ์ (Cpt.Price) เป็นผู้ดำเนินเรื่องราวในภาคนี้ ซึ่งตัวเกมจะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 25 ตุลาคมที่จะถึงนี้

ที่มา :

https://theantimedia.com/white-helmets-call-of-duty/

https://www.youtube.com/watch?v=bH1lHCirCGI

……….
บทความ: เสือน้อยในเมืองกรุง