• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

แรกเริ่มเดิมชา เป็นมาอย่างไร in Thailand

 

วัฒนธรรมการดื่มชาแทรกซึมเข้ามาสู่สังคมไทยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

หากได้ลองสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว คุณจะต้องอึ้งที่ได้พบว่าแท้จริงแล้ว รอบๆตัวเรานั้นเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชามากมายไม่ว่าจะเป็นชาบรรจุขวดพร้อมดื่มหลากหลายยี่ห้อ ที่ขายดิบขายดีครองใจหนุ่มสาววัยรุ่นยุคใหม่สมัยนี้ หรือร้านน้ำชาแบบโบราณ แหล่งรวมตัวของคนไทยสายเลือดจีน และยังมีร้านน้ำชารูปแบบใหม่ที่ดูทันสมัย เอาใจสายติสท์ ซึ่งถ้าเรียกว่า คาเฟ่ชา ดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่า รวมไปถึงร้านขายน้ำแบบรถเข็น ชาเย็น ชานม ชามะมาว ชาดำเย็น ต่างขึ้นแท่นเป็นเมนูยอดฮิตอย่างไม่ต้องสงสัย ยังไม่นับรวมไปถึงชาแบบซองพร้อมชง ที่ไม่ว่า งานบุญ งานบวช งานศพ งานประชุม หรือตามบ้านก็ต้องมีกันทั้งนั้น สินค้าเหล่านี้มีขายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เรียกว่าไม่มีพื้นที่ใดของไทยที่ไม่มีชา เอาง่ายๆ ถ้าสุ่มคนไทยมาสัก 100 คน เชื่อได้เลยว่าคงหาได้ยาก ที่จะมีคนไม่เคยลิ้มรสชามาก่อน

 

ประเทศจีนถูกยกให้เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการดื่มชา ผลิตชา และทำไร่ชา มากว่า 4,000 ปีแล้ว จีนมีวัฒนธรรมการต้อนรับแขกที่มาเยือนถึงบ้าน ด้วยชาร้อน 1 ถ้วย เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน

การดื่มชาของจีนจะเน้นไปที่รสชาติเป็นหลัก ดังนั้นชาของจีนจึงใส่ใจด้านการเพาะปลูก และมีความพิถีพิถันในกรรมวิธีทำชาอย่างมาก ด้วยเชื่อว่าชาสมุนไพรมีสรรพคุณบำรุง และรักษาโรคได้เป็นอย่างดี

 

พิธีชงชามีชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ชาโนยุ” ชนชั้นสูงจะทำเมื่อมีแขกคนสำคัญมาบ้าน คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความสุนทรี และการเข้าถึงธรรมชาติผ่านการดื่มชามากกว่ารสชาติ

ประเทศหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เมื่อพูดถึงชาก็คือ ผู้ดีอังกฤษนั่นเอง

คำว่า Afternoon tea ที่เรารู้จัก เกิดขึ้นจาก สมัยก่อนคนอังกฤษรับประทานอาหารเพียง 2 มื้อเท่านั้น คือเช้าและเย็น จึงทำให้ช่วงกลางวันนั้นท้องพากันร้องโครกคราก จนต้องระงับอาการด้วยการดื่มชาคู่กับขนมหวานชิ้นเล็กๆ เรียกว่าสโคน

ส่วนอินเดียนั้นได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิด Tea Latte ชาใส่นมผสมน้ำตาล ซึ่งก็เหมือนชาเย็นสีส้มๆ ที่คนไทยกินกันทุกวันนี้ จนบางคนถึงกับเรียกว่าชาไทยนั่นเอง

 

ประวัติศาสตร์การดื่มชาในประเทศไทย มีสมมติฐานที่หลากหลาย จากบันทึกทั้งของฝรั่ง จีน และไทย แต่ที่แน่นอนก็คือได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน  ผ่านทางการทูต และการค้าขาย เนื่องจากไทยและจีนมีการเจริญสัมพันธไมตรีแนบแน่นกันมาอย่างช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อมาถึงสมัยอยุธยาตอนต้น พระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงส่งพระราชโอรสไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ประเทศจีน จึงเชื่อได้ว่าการดื่มชาถูกนำมาเผยแพร่สู่ราชสำนักสยามในช่วงนี้

ต่อมาในสมัยพระรามราชาธิราช ประเทศจีนได้แต่งคณะทูตเดินทางมายังไทย นำโดยเจิ้งเหอ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เจ้าพ่อซำปอกง” ชายผู้นี้เป็นหัวหน้าขันทีของจีนที่มีบทบาทสำคัญมากในไทย ทั้งเรื่องการทูต การค้า และการเผยแพร่วัฒนธรรม จนเป็นที่เคารพนับถือของคนไทยเชื้อสายจีนมาจนทุกวันนี้

 

หลักฐานที่ยืนยันชัดเจนเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสบันทึกไว้บางตอนว่า “ชาวสยามดื่มน้ำชาสำหรับสบายใจและสนทนาเพลิน…คนสยามในกรุง (ศรีอยุธยา) มีประเพณีส่งน้ำชาให้แก่ (แขก) บรรดาผู้ที่มาเยี่ยมเยือน” ภายในจดหมายเหตุนั้นกล่าวถึงเรื่องชาเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ข้อ
1.ชา
2.ชาสามชนิด
3.ชาเป็นเครื่องขับเหงื่อ
4.วิธีชงชา
5.จำเป็นต้องใช้น้ำดีในการชงชา
6.จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องดื่มน้ำชาแต่เมื่อมันยังร้อน ๆ

 

มีความบางตอนที่น่าสนใจ
“เขายังมีป้านทำด้วยดินแดงซึ่งไม่ออกรสชาติ แม้มิได้เคลือบไว้แต่ประการใด เขาใช้น้ำร้อนรินรดป้านนั้นเสียก่อน เพื่อให้การ้อนตัว แล้วใส่ชาลงไปหยิบมือหนึ่ง แล้วจึงรินน้ำเดือดเติมลงไป เมื่อได้ปิดฝากาแล้วยังใช้น้ำร้อนรินรดข้างนอกอีก”
จากบทความนี้เอง นักวิเคราะห์ได้ตีความว่าเป็นการชงชาแบบกงฟูซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากมณฑลกวางตุ้ง ของแต้จิ๋ว ทำให้อนุมานได้ว่าวัฒนธรรมการดื่มชาจากจีนสู่สยามสมัยนั้นมาจากทางจีนตอนใต้

 

ข้อสันนิษฐานหนักแน่นอีกข้อในการเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มชาที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว นั่นคือผ่านทางการค้า มีการขุดค้นพบเจอวัตถุโบราณเป็นถ้วยชามสมัยราชวงศ์ฮั่น ถัง และหมิง ซึ่งประมาณได้กับสมัยทวารวดีของไทยเป็นจำนวนมาก โดยพบมากที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ราชบุรี อยุธยา ลพบุรี สุโขทัย จากหลักฐานนี้สามารถยืนยันได้ถึงการค้าขายกับชาวจีนที่เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยโบราณ และเมื่อมีการเดินทางติดต่อข้ามแผ่นดิน ย่อมเกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน การตั้งรกราก เกิดเป็นชุมชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้เกิดการเผยแพร่วัฒนธรรม

มีบันทึกเอาไว้ว่า ในสมัยอยุธยานั้นมีคนจีนอาศัยอยู่ในแผ่นดินสยามถึง 10,000 คน

 

ปี พ.ศ. 2416 ปรากฏคำอธิบายศัพท์ ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ว่า
“ชา เป็นชื่อใบไม้มาแต่เมืองจีน” และ “ชาดี คือใบชาอย่างดีที่มีมาแต่เมืองจีน สำหรับใส่ในน้ำร้อนกินให้สบายใจนั้น”
ซึ่งสมัยนั้นชาวกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังคงดื่มชาเพื่อความสบายใจดังเช่นสมัยอยุธยาไม่มีผิด แถมยังแพร่หลายไปในหมู่พระภิกษุ ดังปรากฏในตอนหนึ่งของกลอนที่สุนทรภู่แต่ง ในรำพันพิลาป สมัยรัชกาลที่ 3 ว่า

“เห็นต้นชาหน้ากระไดใจเสียดาย           เคยแก้อายหลายครั้งประทังจน

ได้เก็บฉันวันละน้อยอร่อยรส                  ด้วยยามอดอัตคัดแสนขัดสน

จะซื้อหาชาจีนทรัพย์สินจน

จะจากต้นชาให้อาลัยแฮ…”

 

ปัจจุบันด้วยกาลเวลาที่ผ่านมา และวิถีชีวิตที่เร่งรีบของชุมชนชาวเมือง วิธีการชงชา หรือความรู้เรื่องชา ไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนัก หากแต่ยังมีสถานที่ให้ได้เรียนรู้อยู่มากมาย เช่น ดอยแม่สลอง และไร่ชาฉุยฟง จ.เชียงราย ซึ่งการปลูกชาในไทยเกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงฟื้นคืนผืนแผ่นดินจากการปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอย ทรงแนะนำชาวเขาให้ปลูกพืชไม้เมืองเหนือ ชา และกาแฟ ทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านการผลิตชามาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การประกวดในระดับนานาชาติและคว้ารางวัลมาได้มากมาย

 

 

https://www.theindiantea.co.th/blogs/news/masala-chai

https://sites.google.com/site/chonthicha47035/wathnthrrm-kar-dum-cha-khxng-yipun

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%AD

http://steventearoom.blogspot.com/2015/01/blog-post.html

http://www.vcharkarn.com/varticle/44131

https://www.doctor.or.th/article/detail/3314

 

เขียน : Darin K.
ภาพ :  Vapor ize