• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

“ทำไมประชาธิปัตย์ถึงแพ้ตลอดเวลา” จับเข่าถาม GEN ใหม่ประชาธิปัตย์กับประเด็นระคายหู

เมื่อฉันมีเพื่อนเป็นนักการเมือง บทสนทนาในค่ำคืนหนึ่ง

เรานัดกันในเวลาแดดร่มลมตกของวันที่หาคิวยากยิ่ง คือวันที่ประชาธิปัตย์ที่ฉันรู้จักทั้งสี่คน มีเวลาว่างมาล้อมวงคุยแบบจับเข่าฉันเพื่อน ฉะนั้น อย่าคิดว่านี่คือการสัมภาษณ์แบบวางตัวเป็นกลางตามจรรยาบรรณสื่อที่ดี เพราะมันเต็มไปด้วยความคันหัวใจ ถามตอบเรื่องคาใจที่เหล่าผู้ที่เคยออกเสียงให้กับประชาธิปัตย์ ต่างคันปากอยากจะถามเสียจริง

และคำถามแรกนี้ เราให้แยกตอบทีละคน

ถาม:    ขอให้ตอบภายในประโยคเดียวเท่านั้น ขอถามว่า เพราะอะไรประชาธิปัตย์ถึงได้แพ้การเลือกตั้งตลอดเวลา?

รายที่ 1 กรณ์ จาติกวณิช  “เพราะเราทำไม่ถูกจริตคน”

รายที่ 2 ขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์  “เพราะเราทำไม่ถูกใจคน”

รายที่ 3 ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ  “เพราะคนไม่เข้าใจว่าเราพยายามจะสื่อสารอะไร”

รายที่ 4 จั๊ด ธีมะ กาญจนไพริน

จั๊ดจะลีลากว่าทุกคน

จั๊ด:        …กระแอม…”โห ยากมาก…อืมม์….ยากมาก”

“แวบแรกเลยนะครับ การสื่อสารนโยบายทางการเมืองที่ยากเกินความเข้าใจ เป็นเหตุที่นำมาซึ่งการแพ้การเลือกตั้ง”

เอ๊ะ ทุกคนก็รู้นี่นา สามารถตอบเหมือนกันหมดโดยไม่ได้เตี๊ยม

ถาม:     ทุกคนก็ทราบว่าเพราะอะไร แล้วตอบเหมือนกันด้วย จึงขอถามต่อว่า แล้วทำไมไม่แก้

ขิง:        “จริงๆ มันต้องเริ่มจากความต้องการที่จะชนะก่อน ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดอย่างไร ต้องยอมรับก่อน วันนี้เท่าที่ฟังกัน ทุกคนรู้หมดว่าเราทำไม่ถูกใจเขา เราสื่อสารไม่เป็น ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มโดยมีความต้องการที่จะเข้าใจก่อน…”

ถาม:     อ้าว ป่านนี้ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?

ขิง:        “ความรู้สึกและความคิดคนเปลี่ยนไปได้ เราต้องมีความต้องการที่จะเข้าใจเขาก่อน เข้าไปสัมผัส ต้องรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร และหลังจากนั้นถึงจะมีคำตอบได้ว่า เราจะสื่อสารอย่างไรให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ”

ถาม:    สรุป หนึ่ง ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร และสอง ต้องพูดกับเขาให้รู้เรื่อง แล้วอย่างไอติม เพิ่งมา จะรู้ไหม?

ไอติม:      “ก็ต้องเริ่มสักครั้ง”

ถาม:    จะลงสมัครเลือกตั้งเลยไหม

ไอติม:      “ถ้าเกิดสมาชิกอยากให้ลง ผมก็ลง…ขอต่อเรื่องการสื่อสารนิดนึง จากการที่ทำงานในภาคเอกชนมานะครับ ผมเรียนรู้ว่าการสื่อสารที่ดี ต้องสื่อสารข้อความเดิมๆ ซ้ำๆ ให้คนเข้าใจเลยว่า นี่คือข้อความที่จะสื่อสาร”

ถาม:   ก็ตอนนี้มันสื่อสารออกมาแค่ว่า ไม่เอาเผด็จการ

ไอติม:      “ถ้าอย่างนั้นชัดเจน ผมก็ โอ.เค. แล้วนะ อย่างน้อยก็เป็นขั้นตอนที่ดีนะครับ”

แหม น้องก็สวมหัวใจสิงห์จริงๆ เลย

ถาม:    ทหารเข้ามาโดยใช้อำนาจเผด็จการ แล้วถ้าเขามีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศจริงๆ แต่เขาไม่ใช่มืออาชีพ ก็อาจจะทำอะไรแบบไม่ถูกใจเราหลายอย่าง มองเห็นบ้างไหมว่าเขาก็มีข้อดีเหมือนกัน

ไอติม:      “คือผมเป็นนักประชาธิปไตยฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าเขามีเจตนาที่ดี และนโยบายที่ดี แล้วเขาเป็นคนบริหารประเทศได้ดี ทำไมประชาชนจะไม่เลือกเขา นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ”

กรณ์:     “เราก็มีเจตนาที่ดี ความตั้งใจที่ดี และแถมเราเชื่อในสิ่งที่เราคิดอีกต่างหาก แต่ว่าปัญหาก็คือ ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เลือกเรา”

ถาม:    ก็พวกคุณพูดไม่รู้เรื่อง พวกคุณไม่พูดภาษาเขา คุณพูดจาฟังยากเกินไป

กรณ์:  “นี่คือสาเหตุที่ทั้งสี่คนตอบไปในแนวทางใกล้เคียงกัน ว่าปัญหาส่วนหนึ่งคือเรื่องของการสื่อสาร แต่ ถ้าได้ตอบมากกว่าหนึ่งประโยค ก็คงจะมีประเด็นมากกว่านั้น คือมันเป็นเรื่องของการได้ใจประชาชน ซึ่งจากที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่ามีคนเชียร์เราเยอะ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง พรรคเราก็จะได้คะแนนเสียงอย่างสม่ำเสมอ จริงๆ ต่อเนื่องยาวนานกว่าทุกๆพรรค”

ถาม:    คุณเชื่อเหรอ ว่างวดนี้จะได้เท่าเดิม 12 ล้านเสียง

กรณ์:     “เอาว่าเป้าหมายและความตั้งใจของเรามากกว่า ที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้ง อย่างที่ขิงพูด อันดับแรกเราต้องการที่จะชนะก่อน ในยุคนี้ แน่นอนที่สุดคือเราต้องการที่จะชนะ ต้องถามว่า เราต้องการที่จะชนะเพื่ออะไร”

ขิง:      “อืมมมม์ ใช่”

กรณ์:    “สาเหตุก็คือว่า เราวิเคราะห์ถึงปัญหาของประเทศชาติ และปัญหาของประชาชน เราเชื่อว่าเรามีคำตอบ เราเชื่อว่าเรามีนโยบายที่เมื่อมีโอกาส เมื่อเข้าไปแล้ว สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ เราสามารถที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องชนะให้ได้”

ถาม:     ขอพูดตรงๆว่า ตอนนี้มันก็มีความเบื่อประชาธิปัตย์กันเยอะเหลือเกิน คุณคิดว่าจริงไหม?

ขิง:      “คือบังเอิญเมื่อกี้ คำถามมันถูกเฟรมว่าเป็นเรื่องการเลือกตั้งแล้วมันแพ้ แล้วจะทำยังไงให้ชนะ แต่ขิงเชื่อว่า จริงๆ ถ้าถามนักการเมืองที่อยู่ในพรรคหลายๆคนเนี่ย ต้องถามถึงเป้าหมายที่เขาเข้ามา จริงๆการเลือกตั้งคือสเต็ปหนึ่งไปสู่สิ่งที่เขาต้องการทำ ผมเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์คือทุกคนเข้ามา ไม่ใช่อยากจะเพื่อกอบโกย มาโกง มาเอาตังค์ เอาอะไรก็แล้วแต่ หรือสร้างสเตตัสตัวเองให้ดีขึ้น แต่ทุกคนมีเป้าหมายที่อยากจะทำประโยชน์ให้กับประเทศ ทุกคนรักประเทศนี้”

ทีมสัมภาษณ์ก็อยากจะเชื่อเหลือเกิน แต่เรายังไม่ลืมประวัติศาสตร์เสียทั้งหมดนี่นะ

ถาม:    แต่มีข้อสงสัย ขอถามไอติมตรงๆ ได้ไหมว่าตอนที่อยู่แม็คเคนซี่ได้เงินเดือนตั้งสามแสน ออกมาแล้วคราวนี้จะเอาอะไรกิน

ไอติม:      “คือเราอย่ามองแต่รายได้ครับ เราต้องมองรายจ่ายซึ่งผมก็เป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขได้ ถ้าผมดำเนินชีวิตด้วยความต้องการที่จะมีรายได้สูง คงไม่มีทางทำงานทางการเมือง”

ถาม:    โอ้โห หล่อว่ะ

บางทีคนถามก็อดอุทานอย่างเสียมารยาทไม่ได้จริงๆ

กรณ์:   “น้อยกว่าผม ผมยังไม่มีรายได้เลย”

ขิง:      “แต่ความต้องการของแต่ละคนต่างกัน ถ้าคุณอยากได้ตังค์ ไอติมก็ไปทำงานต่อ อีกสิบปียี่สิบปีอาจจะได้เงินมากกว่านี้ ไม่ผิดอะไรฮะ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ แต่ว่าถ้าเลือกทางนี้ มันคือเส้นทางชีวิตอีกแบบหนึ่ง”

ถาม:     นั่นสิ มันเป็นหนทางที่ลำบากเนอะ

ความจริงอันนี้เป็นการถามกึ่งประชดนะขิง

ขิง:      “แต่มันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราอยากทำ ใช่ไหมฮะ”

เฮ้อ

จั๊ด:      “ผมเองผมยอมรับนะฮะ ว่าตอนที่เข้ามาแรกๆ เราก็มีอุดมคติอย่างหนึ่ง แต่พอเข้ามาปั๊บเราก็ได้สัมผัสกับความเป็นจริงในการเมือง อย่างผมเนี่ย บางทีมันเป็นอะไรที่ลำบากใจตัวเองเหมือนกัน เข้าใจแหละว่า รัฐบาลประยุทธ์ก็มีสิ่งที่ดีที่เขาทำ แต่พอมาถึงตรงนี้ผมรู้สึกว่า ระบบที่เป็นอยู่นี้ เป็นระบบที่ไม่สามารถไปต่อได้ ยังไงก็ไปต่อไม่ได้ มันต้องกลับเข้ามาสู่ระบบปกติ แต่จุดยืนของผมตรงนี้นะครับ มันเกิดการซัดกันไป ซัดกันมาระหว่างประชาธิปัตย์ กับทหาร

…แต่ผมกลับมาคิดถึงจุดยืนของผมแล้วก็ตกตะกอน ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรจะเป็นคือ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์คิดน่ะ ถูกต้องแล้วคือ มันจะต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นนโยบายที่ดีต่อประเทศจริงๆ ต้องผ่านการเลือกตั้งเข้ามา

ถาม:    มันก็ต้องย้อนกลับไปดูเหมือนกันว่านั่นคือผลงานของนักการเมือง ผลงานของประชาธิปไตยทั้งนั้น

(เสียงอือออจากแมงล้อม ดังรอบวง)

ไอติม:      “ผมไม่เห็นด้วย คนบางกลุ่มที่ดีใจที่รัฐประหารเกิดขึ้น ดีใจเพราะความสงบ ไม่ได้ดีใจเพราะบ้านเมืองเปลี่ยนจากประชาธิปไตยมาเป็นเผด็จการ”

กรณ์:    “ท่านประยุทธ์ก็เคยพูดไว้แต่เดิม ว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้คือนำประชาธิปไตยที่ดีจริงมาให้กับประชาชน”

ถาม:     แล้วมันจะได้ไหม?

กรณ์:   “นั่นคือความตั้งใจ ความพยายาม”

ขิงพยายามหาช่องพูด

ไอติม:     “ผมว่ามันสามขั้นตอน ขั้นตอนแรกที่ได้มาก็คือการเลือกตั้ง ต้องมีการคืนอำนาจ คืนสิทธิ์คืนเสียงให้กับประชาชน แต่เท่านั้นยังไม่พอ สเต็ปที่สองเนี่ย ได้การเลือกตั้งมาแล้วก็ยังไม่ได้ ปชต ที่สมบูรณ์แบบ”

ถาม:    เราไม่ได้วางรากฐานให้คนคิดเป็น?

ไอติม:     “ผมไม่เชื่อตรงนี้ครับ ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าบางคนอาจไม่มีการศึกษาระดับสูงหรือว่าระดับเท่ากับคนที่มีฐานะ สามารถส่งลูกไปโรงเรียนที่ดีได้ ไม่ได้หมายความว่าเขารู้น้อยกว่า ว่าชีวิตเขาควรถูกกำหนดไปในทิศทางไหน แต่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ก็คือว่าทำยังไงให้ข้อมูลถูกสื่อสารโดยสื่อที่เสรีและไม่โดนแทรกแซง”

ถาม:    ก็นี่ไง ก็เราไม่มี

ที่มี ก็นับนิ้วได้

กรณ์:    “แต่เอาเข้าจริงคือความต้องการของประชาชนมันหลากหลาย คนที่พี่คิดว่ามีข้อมูลมากกว่า เขาก็มีข้อมูลน้อยกว่าในบางเรื่องที่อาจมีความสำคัญกับประชาชนบางกลุ่ม เพราะฉะนั้น มันวัดอย่างนั้นไม่ได้ ประเด็นคือการที่เราให้สิทธิ์กับประชาชนทุกคน มันทำให้นักการเมืองหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องฟังแนวความคิดและความต้องการของประชาชนทุกคนซึ่งมีความแตกต่าง ปัญหาที่ผ่านมาก็อย่างที่ว่า ถ้าในทางทฤษฎี ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องมีความเคารพในกฎหมาย…ในอดีตถามว่ามีการซื้อเสียงไหม ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่มี แต่ถามว่าที่ผ่านมาผลการเลือกตั้งที่ออกมา เป็นเพราะการซื้อเสียงหรือไม่ ผมว่าไม่ใช่”

ไอติม/จั๊ด: “ไม่ใช่”

ขิง:       “ไม่ใช่ทั้งหมดนะฮะ”

กรณ์:   “เมื่อกี้ที่ถามเราสี่คนว่า ทำไมประชาธิปัยต์ ถึงแพ้เนี่ย ไม่มีใครสักคนตอบว่า เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามซื้อเสียง”

จั๊ด:      “ผมทำงานด้านการสื่อสาร ผมจะคิดไปในทางนี้ ผมรู้สึกว่าเลือกตั้งที่ผ่านมามันมีจุดอ่อนที่ทำให้ประชาธิปัตย์แพ้อย่างที่บอกไป แล้วทางพรรคเพื่อไทยเขาสื่อสารได้ เรื่องของการซื้อเสียงเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าบางที่คนถูกหลอกด้วยนโยบายบางอย่าง ที่มันฟังแค่สองสามประโยค รู้สึกว่า ได้เลย”

ถาม:    ก็มันโดนใจ

จั๊ด:      “ใช่ มันโดนใจแบบนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไอ้แบบนี้มันจะเปลี่ยนแน่ๆ เพราะมันคือการเข้ามาของโซเชียลมีเดีย แล้วจากบทเรียนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ความสนุกมันจะเกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียง เนื่องจากการหาเสียงครั้งต่อไป ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์มีบทเรียนแล้ว และจะหาเสียงด้วยนโยบายที่ถูกต้อง สอดไปในวิธีการสื่อสารที่คม แต่ไม่เอาประชานิยมนะครับ”

—————————————————————————————————————-

“ทำไมไม่แก้ปัญหาเรื่องการสื่อสาร”

ถาม:    หลายคนเลือกประชาธิปัตย์มาตลอดเวลานะ แต่ทำไมมันพูดไม่รู้เรื่องสักที

จั๊ด:      “ผมเชื่อว่าถ้าเราพูดให้รู้เรื่อง แล้วการเลือกตั้งครั้งต่อไปมันจะมีคนช่วย เพราะว่ามันมีโซเชียลมีเดีย จะมีคนถ่ายเอาป้ายหาเสียงที่เป็นนโยบายของทุกพรรคแล้วไปโพสต์มากมาย และจะมีคนที่เป็นประชาชนธรรมดาที่เข้ามาตอบคำถามและเข้ามาแทง…นี่คือสิ่งที่คุณรอ นี่คือสิ่งที่จริง ผมมองแบบนั้นนะ”

ไอติม:       “ผมมองอีกมุมหนึ่งด้วย คือเรื่อง ประชานิยมที่แน่นอน ถ้าเรามองประชานิยมเป็นนโยบายที่ได้แต่ระยะสั้นอย่างรถคันแรกเนี่ย okใช่ แต่ในโอกาสที่ผมได้คุยกับคนที่เคยโหวตเพื่อไทยหรือชื่ออะไรที่เคยมีมา เหตุผลที่มาอันดับแรกคือเรื่องโครงการ 30 บาท ซึ่งผมมองว่ามันเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ ความต้องการของประชาชนทั่วประเทศจริงๆ อันนี้เราก็ต้องยอมรับ เจตนารมณ์ของพรรคที่เสนอนโยบายนั้นมาคืออะไรก็แล้วแต่คนจะมอง และพรรคประชาธิปัตย์ก็สนับสนุน”

ถาม:    แต่ประเทศยังไม่พร้อม และโครงการก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องมากมาย

กรณ์:   “ทุกนโยบายละพี่ มีผลข้างเคียงซึ่งก็ต้องแก้กันไป ประเด็นสำคัญที่สุดคือเป็นนโยบายที่ควรที่จะสนับสนุนหรือเปล่า ต้องยอมรับว่านโยบายนี้ ทุกรัฐบาลที่ตามมาหลังจากที่พรรคไทยรักไทยได้เสนอนโยบาย ก็สนับสนุน ประชาธิปัตย์ก็สนับสนุนนโยบายนี้โดยการทำให้ดีขึ้น โดยการเพิ่มงบประมาณรายหัว เพื่อให้คุณภาพการรักษาพยาบาลดีด้วย ไม่ใช่แค่ฟรีอย่างเดียว เพราะฉะนั้นมันมีการต่อยอด และมันควรจะเป็นอย่างนั้น นโยบายของใครที่ดี คนที่ตามมาก็มาเสริม มาเติม ทำให้มันดีขึ้น”

ถาม:   เอางี้ ถามใหม่ ไม่คิดจะจ้างมืออาชีพมาทำเรื่อง PR ให้บ้างเลยรึ
ไอติม:      “ผมขอตอบ ไม่แทนพรรคนะ แต่ตอบแทนอุดมการณ์ ผมมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน ผมเข้ามาทำงานการเมืองก็คิดว่าให้ทำอะไรที่ส่งผลกระทบกับประชาชนจริงๆ ถามว่าการใช้เงินซื้อ PR  มันส่งผลกระทบกับประชาชนจริงๆ หรือ ผมมองว่าสิ่งที่มีผลกระทบจริงๆ คือนโยบาย”

ถาม:  PR มีผลมาก นโยบายพวกคุณดีตลอดแต่ประชาชนไม่เข้าใจ เพราะว่ามันถูกพูดด้วยคำพูดที่หรูแต่ฟังไม่รู้เรื่อง

กรณ์:   “อันนี้ผมเห็นด้วย มีของดีแต่ถ้าสื่อสารไม่ดี ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

ขิง:       “ใช่”

ถาม:   นี่คือประเด็นของพี่นะ พี่ไม่ได้คิดว่าพวกคุณตั้งนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่ามันดียังไง หรือทำดีมาแล้วก็ไม่เคยเอามาโฆษณา ที่ประชาธิปัตย์มีผลงานดีๆ ก็ตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมไม่โฆษณา

ขิง:      “แต่มันก็เป็นโอกาสดีไง คือวันนี้ถ้าอย่างพี่ยอมรับได้ ว่านโยบายเราดี แต่สิ่งที่เราขาดคือ เราสื่อสารแล้วคนไม่เก็ต ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นแบบนี้ โจทย์เราคือทำยังไงสื่อสารให้คนเขาเก็ต ให้เข้าใจ”

ถาม:   สื่อสารไม่เก่ง คุณก็จ้างคนที่เขาเก่งมาทำสิ

ขิง:      “หรือเราก็ต้องปรับตัว”

ถาม:    อ้าวก็นี่ไง น้องไอติมเขาบอกว่า PR ไม่สำคัญเท่านโยบาย

กรณ์:   “ไม่มีปัญหาที่น้องเขาจะคิด ไม่ได้บังคับ มันไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันครับ”

ขิง:       “ผมถึงบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน แต่สิ่งที่เราขาด หรือสิ่งที่คนมองว่าเราขาด คือความเป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นเรื่องการสื่อสาร วันนี้เราเปิดกว้าง เรารู้ ว่าถ้าเราทำเอง ให้ สส.ที่ความเชี่ยวชาญของเขาคือหาเสียงเลือกตั้งในเขตพื้นที่ ไปงานศพ ไปงานแต่งแบบผมเนี่ย ถ้าขึ้นเวทีน่ะพูดได้หมด ไม่มีปัญหา ไปพูดในสภาก็พูดได้ อภิปรายก็พูดได้ แต่เราไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการสื่อสาร แต่วันนี้ พรรคเราเปิดกว้าง เราหาคนที่เขามีความเชี่ยวชาญมาช่วย แล้วเขามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ จริงๆ

ถาม:    สรุปว่าจะยอมจ้างใช่ไหม

ขิง:     “ยอม ถ้ามีคนเก่งจริงๆ นะฮะ แต่จ้างนี่ไม่ใช่ว่าจ้างแล้วทำหมดทุกอย่าง เรายินดีรับฟัง ทุกคนก็เป็นที่ปรึกษาหมด แล้วเราก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุด ถูกไหมฮะ”

กรณ์:   “เรื่องบางเรื่องเราต้องยอมรับว่า การทำงานในลักษณะของมืออาชีพ ทุกอาชีพมันก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากนอกองค์กรนะครับ”

ขิง:     “เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตนี่เราเข้าใจ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เรากำลังพูดคือ เรากำลังจะไปอนาคต แล้วสิ่งที่เรากำลังจะทำเนี่ย ไม่เหมือนเดิมแน่นอน  มันไม่เหมือนเดิมแน่นอน (ย้ำ) สิ่งที่จะเหมือนเดิมมีอยู่อย่างเดียวคือ ทุกคนหวังดีต่อประเทศ และทำดีให้กับประเทศ และทำอย่างสุจริต เป็นนักการเมืองมืออาชีพ ความเป็นมืออาชีพของเราคือ เราเป็นนักการเมืองมืออาชีพ แต่เรื่องอื่นที่เราขาด เรื่องการสื่อสาร หรือองค์ความรู้ต่างๆ เรายินดีรับฟังจากทุกฝ่าย รับฟังเสร็จแล้วเราก็จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

 

ถาม:   แล้วตอนนี้รับฟังจากช่องทางไหน

ขิง:    “วันก่อนคุยกันในห้องประชุม เชื่อไหมฮะว่า เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึก Full เพราะเข้าไปถึงเนี่ย นอกจาก สส.ในพรรค แล้วประมาณ  80% เป็นคนที่ไม่ใช่สส. แต่เขาต้องการมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนบ้านเมือง เขามีความเป็นมืออาชีพในสายงานของเขา เขามานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งแต่เรื่องทำนโยบาย จนกระทั่งมีความเห็นว่า แล้วจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกมายังไง แล้วการสื่อสารเนี่ย ต่อไปเราไม่ทำแบบ นั่งหน้ากระดานแล้วให้สื่อมาสัมภาษณ์นะฮะ เราเข้าใจว่า ในอดีตเรามีของดี แต่เราพูดไม่เป็น เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเราต้องพูดให้เป็น วิธีการนำเสนอมันก็สำคัญ ไม่ใช่ไปพูดๆ อัดเข้าๆ แล้วใครเขาจะฟัง มันมีวิธีสื่อสารหลายแบบ วันนี้มีหลาย platformที่จะทำได้ การสื่อสารไม่ใช่ว่าต้องมาพูดให้เขาฟังอย่างเดียว คุณจะทำคลิป คุณจะลงโซเชียล คุณจะไปทำละคร ทำเกมส์ คุณจะทำอะไร ทำได้หมดทุกอย่าง วันนี้เราต้องทำแบบนั้น”

กรณ์:   “ผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ ปล่อยให้อนาคตของพรรคเขาคุยไป”

ถาม:   เดี๋ยวก่อนค่ะ ขอถามอีกคำถามหนึ่งก่อนกลับ คือได้ยินมาว่า… เขาลือกันว่า ไม่ว่าคนรุ่นใหม่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ จะทำอะไรก็มักจะมีกลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จริงหรือไม่

กรณ์:    “ในประสบการณ์ผมนะ ไม่จริง ถามว่ามีผู้ใหญ่ที่บางทีจะข้องใจ หรือแม้แต่จะไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่บางกรณีอาจจะถึงขั้นพยายามที่จะขัดขวางก็มี แต่ไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง”

ถาม:   แต่มี

กรณ์:   “มีที่ไหนไม่มี พี่คิดว่าไปที่ไหนแล้วจะต้องมีคนเห็นด้วย 100% เหรอครับ ประเด็นคือ ถึงแม้มีคนไม่เห็นด้วย เราสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่เคยมีปัญหานั้นเลย ผมกล้ายืนยันได้ ตั้งแต่สมัยผมเข้ามาในฐานะคนรุ่นใหม่ในพรรค จนถึงวันนี้ ผมไม่เคยมีความรู้สึกว่า…ไม่ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมหรือไม่ก็ตามความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดแน่ๆ ในพรรค เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตรงนี้ไม่มีปัญหา แล้วจะแสดงให้เห็นโดยการเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่คุยต่อไป”

กรณ์ลากลับ

ไอติม:       “ผมเห็นด้วยกับพี่ขิง เมื่อกี้เราใช้คำว่า จ้าง PR แต่ว่า 80% ของคนที่มา มาฟรี นี่คือสิ่งที่ผมต้องการครับ คนที่มีความเชี่ยวชาญในแวดวงอื่น สนใจบ้านเมือง ไม่สนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง แต่สนใจบ้านเมือง และพร้อมที่จะเผยแพร่ความเชี่ยวชาญนั้นมาให้เราโดยที่ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์เพราะว่า ถ้าเกิดการจ้างปุ๊บ ผมรู้สึกว่าเราต้องจ้างเป็นหลายร้อยล้านเพื่อให้บริษัทPR เข้ามาสื่อสารให้เรา เราเอาตรงนั้นไปพัฒนาชุมชนไม่ดีกว่าหรือ”

ขิง:     “ผมว่าพี่ที่ถามเขาคงหมายถึง การจ้าง หลักคิดคือไม่ใช่ว่าเอาตังค์ไปจ้าง แต่หมายความว่า เรายินดีที่จะให้เขามา ถ้ามาแบบนั้น คำตอบคือเรายินดีเลย และวันนี้เราก็ทำแล้ว อย่างพี่จั๊ดนี่ไม่ได้เป็น สส. แต่เป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการที่สุดยอดมาก เราก็ต้องฟังเขา ว่าเขามีวิธีพูดอย่างไรให้รื่นหู ฟังแล้วอยากฟังต่อ”

ถาม:    ก็เขาพูดจาเข้าใจง่าย

ขิง:       “ใช่”

ไอติม:     “คือผมติดกับคำว่าจ้าง เพราะผมได้ยินมาว่ามีพรรคอื่นที่จ้างโดยความหมายของการใช้งบมหาศาล ผมมองว่ามันไม่ใช่เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองที่ต้องการเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาพัฒนาประเทศควรจะใช้เงินขนาดนั้นเพื่อสื่อสารตัวเอง…ผมต้องขอย้อนไปตรงที่พี่ขิงพูด ว่าเราไม่ได้มาตรงนี้แค่เพื่อชนะเลือกตั้ง เราต้องการมาบริหารประเทศ ตราบใดที่เรามองว่า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะชนะเลือกตั้ง ผมเชื่อว่ามันทำให้เราไม่ซื่อตรง ทำให้ในวันที่เราเข้ามาบริหารประเทศแล้ว เราอาจไม่ซื่อตรงต่ออุดมการณ์ ต่ออุดมคติที่เรายึดมั่น”

ถาม:   ในระบอบประชาธิปไตย มันต้องชนะการเลือกตั้งก่อน ถูกไหม

ขิง:    “ใช่ครับ”

ถาม:   ถ้ามองข้ามช็อตไป ว่าคุณต้องการมาบริหารประเทศ ยังไงคุณก็ต้องไปสเต็ปแรก คือหาวิธีที่จะชนะการเลือกตั้ง จะเป็นฝ่ายค้านไปตลอดมันไม่ได้

ไอติม:      “แต่ว่าถ้าคุณต้องการเข้ามาบริหารประเทศโดยคุณไม่แคร์ว่าคุณเข้ามายังไง อย่างนี้ก็ยึดอำนาจไปเลยไหมครับ”

อุ๊ย คุณน้องแรงค่ะ

ถาม:    ไม่สิ เราหมายถึงการชนะเลือกตั้งโดยถูกต้องตามครรลองของประชาธิปไตย แต่ว่าแนวทางทำอย่างไร หมายถึงทำ PR ทำการตลาด ทำอย่างไรที่ถูกต้องตามครรลอง ยังไงก็ต้องหาวิธี

ไอติม:     “อันนั้นเห็นด้วยครับ ผมถึงบอกว่าการยื่นมือขอรับฟังผู้เชี่ยวชาญทางการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ ผมเองไปออกรายการสัมภาษณ์กับพี่จั๊ด ผมก็เห็นว่า บางทีผมพูดอะไรไปยาวมาก พี่จั๊ดสรุปประโยคเดียว มันเข้าใจง่ายขึ้นมาก ผมก็ต้องเรียนรู้จากพี่จั๊ด”

————————————————————————————————-

“ยังไม่ได้ใจคนทุกภาคของประเทศ”

ถาม:    ประชาธิปัตย์ก็รู้ว่าเสียงส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ ทีนี้อีสานเขาก็ต้องการความช่วยเหลือ ทำไมเราไม่เจาะไปช่วยเขาล่ะ

ไอติม:     “ผมมองว่านโยบายของเราไม่ได้เป็นนโยบายที่เจาะภาคใดภาคเดียวนะครับ แน่นอนเราได้เสียงจากภาคอีสานน้อยกว่า เทียบกับภาคใต้ เท่าที่ผมเห็นมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีนโยบายไหนที่เจาะโดยเฉพาะ หรือว่าให้ภาคใดภาคหนึ่งมีผลประโยชน์เกินเหตุ”

ถาม:   ซึ่งมันก็ไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์เหมือนกัน คนอีสานเขาก็จะมองว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้ใส่ใจเขา

ไอติม:     “แต่ผมมองว่า การใส่ใจแต่ละภาคดีที่สุดคือการกระจายอำนาจ ให้เขามีอำนาจที่จะบริหารตัวเอง ถามว่าใครในจังหวัดมหาสารคามรู้ดีที่สุดว่าปัญหาของมหาสารคามคืออะไร ผมมองว่า ก็คือคนในพื้นที่นั้น การที่เรามีนโยบายกระจายอำนาจให้เขา มันกลับเป็นการแสดงว่าเราใส่ใจเขามากที่สุด”

ถาม:    สิ่งที่คุณคิดไม่ผิด แต่ว่ามันเป็นอุดมการณ์ บอกชาวบ้านว่าเนี่ย เดี๋ยวกระจายอำนาจแล้วชีวิตจะดี ชาวบ้านก็บอก คือ…อะไรวะ

ไอติม:     “งั้นผมพูดใหม่ วันนี้ผมพูดกระจายอำนาจ และผมพูดมาสามอาทิตย์แรกของการให้สัมภาษณ์ และผมก็รู้แล้วว่าผมต้องปรับ เป็นว่าให้ทุกคนเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด”

ถาม:    เขาก็ต้องคิดว่าแล้วชีวิตกูจะดียังไง กูจะต้องหาเงินใช้ในชีวิตประจำวัน

ไอติม:     “ก็นี่ไง ก็บอกให้ผู้ว่าฯ ของคุณจัดการ”

ถาม:    นี่คือการที่ชาวบ้านกับคนที่ทำงานการเมืองจะคิดไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วคุณบอกว่า เลือกตั้งผู้ว่าฯ ชีวิตคุณจะดีขึ้น เพราะเขาจะรู้แก้ไขปัญหาอะไรต่ออะไร แต่มันไม่เห็นเป็นก้อนๆ

ขิง:      “จะเป็นภาคไหนก็แล้วแต่ ไม่ใช่เราไม่คิดถึงเขานะครับ อย่าคิดว่าประชาธิปัตย์นั่งอยู่ที่ออฟฟิศ แล้วก็นั่งคิดแต่ว่าจะเอาถนนกี่เส้นไปภาคใต้ อย่างนี้ไม่ใช่นะครับ เราก็คิดว่า เราจะทำยังไง เราก็อยากให้คนอีสาน คนเหนือ อยากให้คนทุกภาครักเรา แล้วเราก็รักเขา แล้วก็อยากทำให้เขา แล้วจริงๆ เราก็พยายามเข้าไป”

ถาม:    ทำอะไร ไม่เห็นเห็นเลย

ขิง:      “จริงๆ นโยบายแต่ละอันที่เราผลิตออกมา ที่พี่ก็บอกว่าดีเนี่ย มันไม่ใช่นโยบายที่ทำเพื่อคนใต้อย่างเดียว คนอีสาน คนทุกภาคก็ได้”

ถาม:    ถูก แต่มันไม่ขยี้ไง

ขิง:      “มันมีปัญหาก็คือเรื่องของการสื่อสาร ผมถึงบอกว่าเรารักเขา เราหวังดีกับเขา แต่เราจีบเขาไม่ติด เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็ต้องเข้าไปจีบเขา เราต้องพยายามหาทางเข้าไปจูน”

ถาม:    สงสัยว่านี่คือสาเหตุที่ขิงกับไอติมไม่มีแฟน

ไอติม:     “ผมไม่มีแฟนเพราะผมไม่อยากจีบใครด้วยการไปซื้อของให้ ผมมองการเมืองเหมือนความรัก”

ขิง:       “ถูก มันต้องไปด้วยความจริงใจ”

ไอติม:   “ผมมีแฟนมาสามคน เพราะผมมองที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ”

ขิง:      “จริง คุณอยากจีบผู้หญิงแบบ คุณซื้อกระเป๋าให้ทุกรุ่น หรือว่าเข้าไปแบบคุณจริงใจ”

ถาม:    แต่ตอนนี้เรามีปัญหา เราจีบไม่ติด เราอาจจะต้องให้ของขวัญบ้าง ซื้อดอกไม้บ้างไหม

ไอติม:    “ผมคุยอะไรผมก็พูดตรงๆ ตั้งแต่เริ่มต้น เนี่ยผมก็ไม่ได้จะมาเลี้ยงอะไรตลอดเวลานะครับ เอางี้ดีกว่า ผมเคยมีแฟนสามคนแต่ไม่เคยเลิกกันเพราะผมไม่ซื้อของให้เขา ขอพูดยังงั้นเลย”

ถาม:    แล้วทำไมเลิก

ไอติม:  “ก็บางทีก็ไปกันไม่ได้ รู้สึกว่านิสัยต่างกัน เช่นคนนึง ผมเคยมีแฟนอยู่ฮ่องกง เราคบกันที่อ็อกซ์ฟอร์ด พอจบแล้วเราต่างคนต่างกลับบ้านตัวเอง เขาไปฮ่องกง ผมกลับไทย เขาพร้อมที่จะย้ายมาเมืองไทย ทิ้งครอบครัวไว้ที่ฮ่องกงถ้าผมสัญญาประการหนึ่ง….”

จั๊ด:      (เสียงอยากรู้มาก)…”อะไรอ่ะ…. ” (เสียงทั้งวงเซ็งแซ่ เลิกสนใจการเมืองแล้ว)

ไอติม:     “เขาบอกว่า ให้ผมสัญญาว่าผมจะไม่มีวันทำงานการเมืองทั้งชีวิต เพราะเขาไม่อยากต้องถูกติดตาม ถูกวิเคราะห์ จับตามอง”

ถาม:   แค่นี้ เลิกเลยเหรอ

ไอติม:     “ผมก็พูดตรงๆ ว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ การที่เป็นภรรยาหรือว่าอะไรก็ตามของนักการเมือง แต่จะให้ผมมาหลอกเขาว่า ผมไม่สนใจงานทางการเมือง ผมว่ามันก็ไม่แฟร์กับเขา ที่ต้องย้ายประเทศแล้วสักวันหนึ่งมาได้อะไรที่ไม่อยากได้”

ถาม:    โห รักประเทศมากกว่ารักชายหญิง

ไอติม:     “คือความรักมันก็ต้องมีความผิดหวังบ้าง”

ถาม:    ความจริงแอบเบื่อเขาใช่ไหม อย่ามาอ้าง

(ทุกคนหัวเราะ)

จบคำตอบ ใจคนถามก็พลันนึกถึงเหล่าผู้ชังชาติในนามของประชาธิปไตย

 

“คิดอย่างไรกับพวกชังชาติ”

 

ถาม:     พวกคุณคิดว่าเมืองไทยเนี่ย ดีไหม

(ทุกคนตอบพร้อมกัน)      “โคตรดีเลย ….ดีมาก”

ถาม:    คนชังชาตินี่มีเยอะไหม แล้วทำไมเขาถึงคิดว่ามันเท่

ขิง:       “ผมไม่คิดว่ามันเท่นะ”

ถาม:    พวกคุณลงพื้นที่เนี่ย เจอคนแบบนี้เยอะไหม คือคนที่เลือกจะพูดในแง่ลบ อย่างแจ็ค หม่า มาก็ด่า ไม่มาก็ด่า คือเราเห็นคนแบบนี้มากในโลกออนไลน์ แต่ในชีวิตจริง เยอะไหม

ไอติม:    “ผมว่าอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งของเรื่องโซเชียล ผมเป็นคนที่ใช้โซเชียลเยอะมาก แต่ผมแทบจะไม่เคยคอมเม้นท์ในอะไรที่เป็นสาธารณะเลย เสี้ยวเดียวของคนเท่านั้น ที่คอมเมนท์ในโลกโซเชียล แล้วก็เป็นเสี้ยวเดียวของคนที่ดูโซเชียล ซึ่งเป็นเสี้ยวเดียวของคนในประเทศ”

ถาม:   แปลว่าน้อย พูดง่ายๆ เป็นไหม

ขิง:      “ผมไปรดน้ำผู้สูงอายุสงกรานต์เนี่ย มีผู้สูงอายุประมาณร้อยกว่าคนนะฮะ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์โหวตหมดเลยเนี่ย เชื่อไหมฮะ ไม่มีใครเล่นเฟซบุ๊กเลยแม้แต่คนเดียว บางทีลูกตั้งแอคเคานท์ให้ แล้วก็เปิดให้แม่ดูบ้าง เป็นบางเวลา เอาไว้สอดแนมว่าคนนั้นไปงานไหน คนนี้อยู่ไหน อย่าไปคิดว่าโลกโซเชียลคือทั้งโลก คือทุกอย่าง ความเป็นจริงแล้วชีวิตในโลกมันมีอย่างอื่น ไม่ใช่ทุกคนจะมาด่าใส่”

ถาม:   มันดูย้อนแย้งนะ คิดว่าคนในพื้นที่จริงที่จะเสพของพวกนี้มีไม่เยอะ แต่ในขณะเดียวกันเราก็พูดว่า เลือกตั้งครั้งใหม่เราต้องใช้โซเชียลมีเดีย

จั๊ด:       “อย่างผมเนี่ย เป็นคนวิพากษ์วิจารณ์ประเทศชาติเยอะมากเลย วันๆนึง แต่ผมพยายามทำให้มันดีขึ้น ผมเคยนั่งคิดเรื่องนี้เหมือนกัน จริงๆ แล้วเราไม่ได้เซ็ตการทดลองนี้หรอก แต่เราต้องดูว่า จริงๆโลกโซเชียลในประเทศไทยมันเริ่มมาเข้มข้นในช่วงหลังๆ นะครับ ยุคยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่เข้มข้นเท่ายุคนี้ที่เข้มข้นสุดๆ จริงๆ ก็อยากรู้ ว่าถ้าสมมุติว่ารัฐบาลต่อไป ดันเป็นรัฐบาลที่.. สมมุติเป็นพรรคเพื่อไทย คนกะลาแลนด์เหล่านั้นจะออกมาชังชาติหรือไม่ เพราะถ้าเขาไม่ออกมาชังชาติแสดงว่าเขากำลังใช้เครื่องมือในการชังชาติทำลายรัฐบาลตอนนี้ แสดงว่าเขาไม่ใช่ชังชาติของแท้นะครับ เขาชังคนที่กำลังบริหารชาติอยู่ ผมเชื่อแบบนั้น”

ไอติม:   “อันนี้เราก็ต้องระวังการเหมารวมเหมือนกัน คือการที่เราเห็นด้วยกับรัฐบาลนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราเห็นด้วยกับรัฐบาลก่อน ผมเชื่อว่า ก็อาจจะมีบางกลุ่มที่ออกมาเฉพาะตอนนี้ แต่ทำไมสมัยก่อนไม่เคยมา ก็อาจจะมีบ้าง”

ถาม:    สรุปว่าเรามีความหวังในชาติ

ขิง:       “มีๆ”

จั๊ด:      “มีครับ”

(ทุกคนยืนยัน)

ไอติม:   “แต่ผมคิดว่าการบริหารประเทศถ้าจะทำได้ดี มันก็ต้องมีคนมาต่อว่า”

ถาม:     อ๋อมันเรื่องปกติ เราไม่ได้บอกว่าทุกคนดีเลิศ ถือว่า จะเป็นเสื้อแดงหรืออะไรก็ไม่ได้ว่า ขออย่างเดียวอย่าล้มเจ้า คนเราคิดต่างได้ คิดต่างแล้วเอาความเห็นในอีกมุมหนึ่งของตัวเองมาช่วยให้ประเทศมันดี แต่นี่เหมือนมีแต่โจมตีๆๆ ทุบๆๆ

จั๊ด:      “ผมว่าเขาโจมตีเป็นเครื่องมือครับ โจมตีเพื่อดิสเครดิตคนที่รับภาระของชาติในตอนนี้ ผมเชื่อแบบนั้นนะ”

ถาม:     แล้วทำไมเราไม่ช่วยกัน input เพื่อช่วยรัฐบาล แทนที่จะตำหนิ

ขิง:     “ผมเหรอ เขาเชิญไปประชุมนี่ไปทุกที่ ปฏิรูปนี่พูดทุกเรื่อง ไปทุกที่พูดทุกเรื่อง ได้กี่เรื่องล่ะตอนนี้ แต่เราก็ไม่โทษเขา เราไม่ว่า ถ้านั่นคือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น เราก็ต้องทำต่อไป มันก็แค่นั้น ไม่ใช่ว่า พอเขาไม่ทำก็ไปโทษไปด่าเขา แต่จะบอกว่า เราไม่เคยมีความพยายามที่จะสื่อสารหรือแนะนำเขา ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเราไปทุกครั้งทุกเวทีที่เขาเชิญมา”

ถาม:   แต่ข่าวที่ออกมาคือประชาธิปัตย์ด่า อภิสิทธิ์แซะ

ขิง:       “ประชาธิปัตย์ใครล่ะ คนไหนฮะ” (หัวเราะ)

ถาม:   ก็อภิสิทธิ์เลย ดูดมั่งอะไรมั่ง ออกมาเตือนอย่างนั้นอย่างนี้

ไอติม:     “อันนี้ผมก็ขอป้องกันนิดนึงนะครับ ผมเนี่ยอาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้อยคนที่ดูรายการ ต้องถาม ของบลูสกายทุกวันจันทร์นะครับ เราเห็นคุณอภิสิทธิ์ออกมาพูดนะครับ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายอะไร และเห็นว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร แต่ว่าถ้าสื่อเลือกจะดึงเฉพาะเวลาที่มีดราม่า ผมมองว่า เราไปโทษคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้….ผมไม่ได้บอกว่ามันดี หรือไม่ดี คนดูหรือไม่ดูถ้าจะมาบอกว่า คุณอภิสิทธิ์ไปแซะ คสช. อย่างเดียวโดยไม่ได้เสนอทางออกเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ผมว่ามันไม่ยุติธรรม”

ขิง:     “จริงๆ ต้องดูหนังทั้งเรื่อง ถ้าดูไม่จบเรื่องพระเอกอาจจะยังเป็นผู้ร้ายอยู่ ถ้าดูทั้งเรื่องอาจจะได้เข้าใจ”

ไอติม:    “สิ่งที่ขาดไป ฉบับเต็มน่ะมีแล้ว อธิบายครบถ้วน ถ้าเราไม่ลงรายละเอียดกับนโยบายที่เราเสนอนโยบายมันเจ๊ง แต่สรุปผมยอมรับว่าขาด ก็คือเราไม่มีคนที่มาต่อยอดแล้วสรุปว่า อภิสิทธิ์เสนอเรื่อง…ให้ได้ในประโยคเดียว แต่ปล่อยให้สื่อที่ต้องการดราม่ามาจับไปเล่นข่าว”

ขิง:     “แต่เรามีความตั้งใจ เราคิดแล้ว ผม ไอติม พี่จั๊ดและอีกหลายๆ คนก็เห็นปัญหาตรงนี้ และวันนี้เราก็พยายามที่จะเข้าไป วันก่อนก็พูดเรื่องการสื่อสาร”

ถาม:   ฟังอย่างนี้ก็ดีใจนะ

ขิง:      “ควรจะดีใจนะ จริงๆ สัญญาณเดียวกันคลื่นเดียวกัน แต่ว่าตอนนี้ต้องทำให้เห็นเท่านั้นเอง ค่อยๆ ทำทีละเรื่อง”

ไอติม:    “เราเห็นถึงความสำคัญ แต่ให้ผมเลือกระหว่าง เราเลือกตั้งแล้วชนะ แต่นโยบายผมมันไม่ดีเพราะผมไม่ลงรายละเอียด ไม่ตั้งใจศึกษาตั้งแต่ต้น หรือว่าผมลงเลือกตั้งแล้วผมแพ้ เพราะว่าผมสื่อสารไม่ดี ทั้งที่นโยบายผมดี ผมเลือกอันที่สอง

ถาม:   ถ้างั้นคุณก็ไม่ต่างอะไรกับน้าของคุณ

ไอติม:     “ถ้าอันนั้นเป็นสิ่งที่ผมเหมือนกับน้าของผม ผมก็โอ.เค.”

คือน้องเคยพูดว่า ผมไม่ใช่น้าของผม

ถาม:     แต่พี่ไม่โอ.เค.ไง

ไอติม:     “ก็ไม่เป็นไรครับ ก็ไม่ต้องเลือกผม” (หัวเราะ)

ถาม:    นี่ไง ประโยคแบบนี้แหละที่เราไม่อยากฟัง เพราะเราเป็นผู้ใช้สิทธิ์ แล้วประชาธิปัตย์ก็ชอบมีคนออกมาพูดอะไรแบบนี้

ขิง        “จริงๆ คนน่าจะอุ่นใจนะ ที่กว่าพรรคประฃาธิปัตย์ จะตัดสินใจสื่อสารอะไรออกมาบางอย่าง เราคิด กว่าจะผลิตตัวสินค้า คือนโยบายแต่ละชิ้น เราคิดจริงๆ เราคิดดี เราไม่ได้ทำแบบผลิตภัณฑ์เสริมความงามยี่ห้อหนึ่ง ขายดีไหม ดี แต่ของมันไม่ดี กว่าเราจะเอาสินค้าออกมาแต่ละตัว เราคิดเผื่อ เยอะมาก หลายด้าน แล้วเราไม่เอาออกมาขายแบบหลอกๆ

ถาม:   วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ให้ประชาธิปัตย์คนที่ปากไม่ดีที่สุดเนี่ย หยุดพูดทีได้ไหม

ไอติม:    “อันนี้มันเป็นเอกลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้าเราไม่บริหารประเทศโดยเผด็จการ เราก็ไม่ควรบริหารสมาชิกพรรคแบบเผด็จการ”

ขิง:       “ผมเข้าใจนะ ผมก็อยากให้คนเข้าใจนะ คือผมรู้ว่าพอสื่อสารออกไปแบบนั้นเนี่ย มันทำให้คนเข้าใจเราผิด แต่ผมก็อยากให้คนเข้าใจว่านี่มันไม่ใช่ทั้งหมดของพรรค  คนๆ หนึ่งเขาจะพูดผิดหรือถูกมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาพูดมันอาจจะทำให้คนไม่ถูกใจ แต่ต้องเข้าใจว่า ทั้งพรรคไม่ใช่เขา แล้วพรรคก็มีคนอย่างผม อย่างไอติม มีคนข้างนอกที่กำลังเข้ามาช่วย แล้วก็ยังมีสมาชิก มีผู้สนับสนุนอีก ไม่รู้อีกกี่นับล้านคนทั้งประเทศ นั่นคือเจ้าของพรรค”

ถาม:    ใช่ แต่ว่าบางคนออกมาพูดแล้วรู้สึกว่าเป็นลบกับพรรคมากกว่าบวก

ไอติม:     พี่เป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ไหมครับ

ถาม:    “ไม่เป็น”

ไอติม:     “ถ้าพี่ไม่พอใจเขา พี่ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้วโหวตไม่ให้เขาเป็น สส. ถ้าพี่เป็นสมาชิก พี่ลงคะแนนได้ว่าไม่ให้เขาเป็นผู้แทนของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง”

ขิง:       “สิ่งที่ไอติมพูดเนี่ย ขิงว่าอันนี้สำคัญนะฮะ คือรัฐธรรมนูญเองก็เปิดโอกาสให้สมาชิก คือผู้สนับสนุนพรรคเขามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของพรรคมากขึ้น…. รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า สส.พื้นที่และ สส.บัญชีรายชื่อ ต้องให้สมาชิกพรรคเลือก ถ้าคุณไม่ชอบคนไหน คุณเลิกด่าครับ คุณไปจ่ายค่าสมาชิกแล้วคุณไปโหวตไม่เอาเขา คุณโหวตให้คนอื่น แล้วสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมากกว่าคนอื่น คือ ให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรค

ถาม:    จริงๆ แล้วพี่มองว่าคุณเป็นร้านค้า แล้วสินค้าตัวนี้ของคุณมันเน่า แล้วทำไมยังจะวางขายอีก อย่างนี้คุณเป็นคนขายประเภทไหนล่ะ

ขิง:       “เพราะพรรคไม่มีเจ้าของ เจ้าของคือสมาชิก เพราะฉะนั้นปัญหาคือ คุณเอาอะไรมาชี้วัดว่า คนนี้ทำถูกหรือทำผิด บางทีมันก็ยาก แต่จากนี้ไป ตัวชี้วัดมันชัด เพราะเขาให้คนมาโหวต เพราะฉะนั้นตัวชี้วัด คนตัดสินใจก็คือสมาชิกนั่นแหละ ต่อไปเขตไหนหรือที่จะยอมโหวตเอาคนที่ไม่ชอบมาลงเป็นผู้แทนของเขา”

 

“ประชาธิปัตย์จะได้ใจคนรุ่นใหม่แค่ไหนในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ถาม:     ปีหน้าผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจะมีเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วถึง เจ็ดล้านคน ถ้าออกมาเลือกตั้งครบทุกคะแนนเหล่านี้ก็จะได้สส.จำนวนมากอยู่ ซึ่งคิดว่า เจ็ดล้านคนนี้คงไม่ได้สนใจนักการเมืองที่เป็นคนรุ่นเก่า คิดว่าเราจะดึงคะแนนจากคนพวกนี้ได้มากแค่ไหน เราจะได้ใจเขามากน้อยแค่ไหน

ไอติม:     “ผมมองว่า สิ่งที่สำคัญกว่าอายุ ก็คือนโยบายและอุดมการณ์ กลับไปที่จุดเดิม  และผมมองว่าเป็นเรื่องดีถ้า เจ็ดล้านคน ทุกคนจะออกมาเลือกตั้ง ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นนะฮะ เพราะว่าคนที่อายุน้อย หรือมีอายุระหว่าง 18-25  เป็นกลุ่มที่ออกมาใช้คะแนนเสียงเลือกตั้งน้อยที่สุด แต่ถ้าสมมุติฐานนั้นจริง ผมก็ยินดี ผมมองว่าเจ็ดล้านคนทุกคนต้องการความใหม่ และความใหม่นั้นหมายถึงคนหน้าใหม่หมด ผมว่าอันนี้ก็ไม่ใช่ ผมว่ายังมีคนอายุน้อยหลายคนที่ยังต้องการหรือคำนึงถึงประสบการณ์อยู่ แต่แน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สส. ที่เข้ามา 500 คนในสภา ไม่นับ สว. 250 นะ เพราะอันนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ห้าร้อยคนนี้ก็ควรจะมีความหลากหลาย ตราบใดที่มีคนรุ่นใหม่ก็เป็นเรื่องดี แต่ผมไม่เชื่อว่าจะมีแต่คนที่มีประสบการณ์น้อย”

จั๊ด:      “อินเนอร์ผมเลยคือ ผมเชื่อว่าการที่จะให้ประชาธิปัตย์ยุคใหม่เกิดขึ้นมาได้ ถ้าจะตั้งพรรคใหม่นี่ไม่ใช่หรอก ต้องเป็นกลุ่มประชาธิปัตย์ที่เป็นเจนเนเรชั่นใหม่ แล้วคราวนี้ ถ้าจะสมัคร สส. ก็สมัครกันไป แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดก่อนคือ เราต้องพยายามผลักดันให้กลุ่มประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ตั้งเป้าเป็นโครงการ แล้ววางไปเลยสองเดือน อันนี้ต้องเสร็จ อีกสองเดือน อันนี้ต้องเสร็จ และหนึ่งในนั้นผมยังยืนยันสิ่งที่ผมอยากเห็น สิ่งที่จะทำให้ ประชาธิปัตย์ยุคใหม่เกิด และจะส่งผลดีต่อทั้งพรรคด้วย เป้าหมายที่ต้องวางคือ ไม่ต้องเสนอเปลี่ยนประเทศ แต่ต้องเสนอเปลี่ยนอะไรในพรรค แล้วคนรุ่นเก่าในพรรคต้องยอม เมื่อเป็นผลงานของประชาธิปัตย์ยุคใหม่ เพราะตอนนี้ คนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในพรรค แต่ว่าคนยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง อันนี้ความรู้สึกผมนะ”

ถาม:    แล้วความเปลี่ยนแปลงนั้นคือ….

จั๊ด:      “ความเปลี่ยนแปลงนั้นคือการ repackage คือประชาธิปัตย์ยุคใหม่ต้องเป็นตัวแทนของคนที่ชอบพรรค แต่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใน ประชาธิปัตย์ทั้งมวล”

ไอติม:    “แต่ผมมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ต้องไม่เป็นแค่ตัวแทนของคนที่ชอบพรรคอยู่แล้ว เพราะไม่งั้นเราก็กลับไปจุดเดิม เราต้องเป็นตัวแทนของคนมากกว่านี้”

ขิง:       “ถูก ผมว่าอย่างไอติมนี่เขากล้านะ”

ถาม:    แต่พี่ว่าประสบการณ์เขาน้อยเกินไป

ขิง:      “แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นประโยชน์ เพราะว่าเขากำลังพยายามเอื้อมมือไปหาคนที่บอกแล้วว่า ไม่ใช่แบบของเดิม ถ้าเราคิดจะชนะจริงๆ มันก็ต้องมีแบบนี้”

ถาม:     เราก็ต้องการแบบนี้ แต่เราคิดว่าไอติมยังเด็กเกินไป ยังคิดไม่ถ้วน

ขิง:       “ไม่เป็นไรฮะ มาเป็นทีมฮะ ฟุตบอลเราเล่นกันเป็นทีม ไม่ได้มีไอติมคนเดียว ไม่ต้องห่วง มีอีกหลายคน”

ไอติม:    “อาจจะมองว่าข้อดีในเชิงนั้นของประชาธิปัตย์ก็คือ มันมีคนที่อยู่ในพรรคมานาน และมีหลายคนมาก แล้วผมเข้ามานี่ ไม่ใช่ผมคนเดียวแน่นอนฮะ”

ถาม:    แล้วคุณคิดว่า คุณจะทำอะไรได้ไหม

ไอติม:    “ผมก็ต้องคิดว่าผมทำได้ ไม่งั้นผมไม่มาจนวันนี้ ผมเสี่ยงอะไรมาก ลาออกจากงาน ผมมีคนวิพากษ์วิจารณ์นะครับ บางทีออกมาพูดอะไรที่ขัดใจ อะไรต่างๆ ที่พรรคเคยทำมา ผมโดนต่อว่าทั้งสองด้าน ด้านที่ไม่ชอบพรรคก็ด่าว่าผมดีแต่พูด ท่านที่ชอบพรรคก็ด่าว่า ทำไมถึงมากัดพรรค ผมเปลืองตัวอย่างนี้ทำไม ถ้าเกิดผมคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”

ถาม:     ทำไมถึงไปคุยกับนักศึกษาที่ชูป้ายคัดค้านรัฐบาล

ไอติม:     “ผมไปคุยกับเขาเพราะเขาจะมาสมัครทำโครงการฝึกงานพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็เลยอยากเข้าไปคุยว่าเขามีทัศนคติยังไง ในฐานะคนที่จะเข้าฝึกงานที่พรรค …ก็เขาลงรูปไป ผมก็ลงรูปตามมันก็ไม่เป็นไร สื่อนำไปเผยแพร่เองหรือเปล่าครับ”

ถาม:    คือประชาชนเขามองว่า เธอเป็นคนถือป้ายที่รู้จักกับนักเคลื่อนไหวฝั่งตรงข้าม ไม่มีใครบอกออกมาเลยว่า ที่คุณจับมือกับเขา คุยกับเขา เพราะเขาเป็นคนที่กำลังจะมาทำงานกับประชาธิปัตย์ คือมันคนละมุมมอง

ไอติม:     “เพราะอะไรถึงไม่เผยแพร่ใช่ไหมครับ ก็เพราะว่าผมมีจรรยาบรรณอยู่อย่างหนึ่งว่า จะไม่เผยแพร่ข้อมูลที่น้องเขาไม่พร้อมที่จะเปิดเผย แต่ภายหลังคุยกัน เขาก็โอ.เค. ถ้าผมเขียนไปว่าเขาฝึกงานกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ทำในที่สุด แล้วผมก็บอกน้องเขาไป เพราะถ้าผมพูดไปปุ๊บ สื่อก็จะไปตีความ ว่าวันที่เขาไปถือป้ายนั้น พรรคประชาธิปัตย์ส่งตัวเข้าไป มันจะทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพและความเป็นตัวของตัวเองในสิ่งที่เขาทำลงไป และจะกลายเป็นเครื่องมือของการเมือง”

ถาม:    คุณเขียนระบายความอึดอัดใจที่ถูกบิดเบือนไปในเฟซบุ๊ก ต่อไปมันจะไม่เป็นการเปิดจุดอ่อนให้ถูกโจมตีอีกหรือ

ไอติม:    “ผมว่าถ้าผมทำงานการเมือง ผมก็ไม่อยากจะเป็นอะไรที่แปลกพิสดารไปกว่าคนอื่น ผมว่าคนทำงานอาชีพอื่น เวลาโดนต่อว่า ก็อาจจะนอนไม่หลับเหมือนกัน อาจจะพิมพ์บ่นออกไปในโซเชียลเหมือนกัน”

ขิง:       “เราก็ไม่ใช่ซูเปอร์แมน ตดเราก็เหม็นเหมือนคนอื่น”

ไอติม:    “ผมเห็นด้วยตรงที่ว่า ในอนาคตผมต้องระมัดระวัง แล้วก็ใช้เป็นบทเรียนว่า ถ้าจะโดนโจมตีเราจะป้องกันตัวเองหรือว่าระวังตัวอย่างไร แต่ผมมองว่า การที่ผมเป็นคน sensitive ในด้านนี้ไม่ได้ทำให้ผมขาดประสิทธิภาพในการป้องกันตัวเองในอนาคต”

ขิง:      “ขิงก็เคยโดนนะ”

ถาม:    ขิงโดนมาทุกอย่างแล้วมั้ง

ขิง:       “ใช่ ไม่โดนอะไรมั่งมากกว่า ของหนักของเบา เคยไปเวทีเดียวกับจตุพร เราไม่ได้จะไปเกี้ยเซียะ เขาให้ไปแสดงความคิดเห็น แล้วถ้าเราไม่ไป จตุพรก็ได้พื้นที่พูดคนเดียว เราก็เลยไป ปรากฎว่า คนไม่หวังดี ถ่ายรูปแค็ปไปว่า เสวนากันคุยกัน โอ้โหโดนทุกคนด่า แต่ความรู้สึกขิงก็ว่าเราไม่ผิด ถึงจะต้องออกมาอธิบายว่าวัตถุประสงค์ที่เราทำคืออะไร ใช่ไหมครับ อาชีพนี้มันต้องโดนเยอะครับ มันเจ็บปวด มันต้องโดน  อย่างที่ผมบอก อย่าไปติดว่านักการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษแบบซูเปอร์แมนทุกคน ตดเราก็เหม็นเหมือนคนอื่น มันเป็นธรรมดา มันเป็นเส้นทางที่เราเลือก เราก็รู้ มีคนเคยบอกว่าอาชีพนี้เราต้องหัดกลืนเลือด ผมก็กลืนแล้ว ยังไม่พอ ต้องกลืนเป็นลิตรๆ แล้วเราต้องอดทน เราต้องสู้กับมัน ซึ่งผมเชื่อว่า อย่างไอติมเนี่ย อีกสิบปีสิบห้าปี ด้วยประสบการณ์ผมเชื่อว่าเขามาวันนี้แล้วเขาได้ขนาดนี้ พอเขาได้ประสบการณ์และสร้างภูมิต้านทานตรงนี้ ผมว่าเขาจะดีขึ้นเยอะ ทำไมเราไปว่าเขาเวลาเขาพลาด แต่เขาไม่ได้ทำร้ายประเทศนะ เราต้องเชิดชูคนที่เขาคิดดีกับประเทศ กล้าที่จะออกมาทำดี เราต้องสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ที่กล้าออกมาทำเพื่อประเทศ”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และภัยคุกคามอันใหญ่หลวง มันช่างเป็นคำพูดที่ทุกคนฟังแล้วเกิดประกายความหวังในประเทศ และในคนรุ่นใหม่ เราจึงแยกย้ายสลายวง เก็บอารมณ์ดีไว้ฝันเฟื่องต่อเพียงเท่านั้น

เขียนวันที่ 15 พฤษภาคม 2561

สัมภาษณ์และเรียบเรียง: ฮะเก๋า