• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

Roadmap To เลือกตั้ง 4 Step หลัก สู่การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย

คำว่า “Roadmap การเลือกตั้ง” ได้ถูกพูดถึงมานานแล้ว ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา โดยผู้ที่ถูกถามถึงและพูดถึงเรื่องนี้มากที่สุดตั้งแต่แรกคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จนคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าการเลือกตั้งและวันเลือกตั้ง ถูกกำหนดได้ด้วยหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกส่วนหนึ่ง คือถูกก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้

หลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงมติในการออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญจนมีผลบังคับใช้แล้ว “Roadmap” ที่แท้จริงก็ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน จนไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้กระทั่งคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ก็ตาม

นั่นเพราะทันทีที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว รัฐธรรมนูญที่เก่ากว่าก็หมดสภาพ และรัฐธรรมนูญยังเป็นกฎหมายแม่บทหรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่เหนือว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ จะถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามวิธีการที่บัญญัติในมาตรา 255 และ 256 หมวดที่ 15 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือมีการรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

“Roadmap” ที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ในมาตรา 268 ซึ่งกล่าวโดยสังเขปคือ หลังจากที่ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ คือ พรป. พรรคการเมือง, พรป. กกต., พรป. การเลือกตั้ง ส.ส. และ พรป. การได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 150 วัน ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 103 บัญญัติให้ผู้มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้งคือ กกต. ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช. ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ เรายังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนการนับถอยหลัง 150 วันสู่การเลือกตั้ง สาเหตุเพราะร่างกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. นั้น หลังจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วมีการแก้ไขเพิ่มเติม จนมีบางจุดที่มีการทักท้วงห่วงว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่นเรื่องการให้เจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นช่วยกาบัตรแทนผู้พิการที่ไม่สามารถกาบัตรด้วยตนเอง เป็นต้น

เรื่องนี้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ทักท้วงอย่างน่าคิดว่าสมควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อน เพราะถ้าปล่อยให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว อาจมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งซึ่งหมายถึงความสูญเสียของงบประมาณที่จะต้องจัดเลือกตั้งขึ้นใหม่ และในที่สุด สนช. ก็ได้เข้าชื่อยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ในขั้นตอนการตีความของศาลรัฐธรรมนูญยังมีจุดที่ต้องลุ้นกันนั่นคือ
มีความเป็นไปได้ 3 แบบคือ
1. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัด ก็จะเดินหน้าต่อไป
2. วินิจฉัยว่าขัดบางประเด็น แต่ที่เหลือยังใช้ต่อไปได้ ก็ยังเดินหน้าโดยยกเลิกประเด็นที่ขัด
3. วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ และใช้ไม่ได้ ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็กลับไปให้ กรธ. ชุดนายมีชัยยกร่างอีกครั้งก่อนส่งให้ สนช. พิจารณาตามขั้นตอนเดิม
นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ สนช. ยังได้แก้ไขในตัวบทกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ทำให้การบังคับใช้กฎหมายจะมีผลหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 90 วัน

ดังนั้น Roadmap จริง ๆ ของการเลือกตั้ง จึงเป็นดังต่อไปนี้

ขั้นตอนแรก

1. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว.
– 1.1 ไม่ขัด หรือขัดเพียงบางส่วน (ไปข้อ 2)
– 1.2 ขัด คว่ำทั้งฉบับ กรธ. ต้องไปเริ่มต้นยกร่างใหม่ แล้วกลับมาให้ สนช. พิจารณา (ไปข้อ 2)

2. นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยทรงมีพระราชอำนาจตัดสินใจลงพระปรมาภิไธยหรือไม่ใน 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 146
– 2.1 ทรงลงพระปรมาภิไธย (ไปข้อ 3)
– 2.2 ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย
        – 2.2.1 รัฐสภาต้องยืนยันด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม และนายกฯ นำทูลเกล้าอีกครั้ง หากพ้นอีก 30 วันไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย (ให้ไปข้อ 3)
        – 2.2.2 รัฐสภายืนยันไม่ถึงสองในสาม (กลับไปข้อ 1.2)

3. ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ขั้นตอนถัดมา

 

ขั้นตอนรอผลบังคับใช้ 90 วัน เป็นช่วงเวลาที่ คสช. ครม. กกต. ขอหารือพรรคการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปสู่ขั้นตอนการนับถอยหลังเลือกตั้ง
เช่น ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม และที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุม, แต่งตั้ง, ร่างระเบียบข้อบังคับ, นโยบายอุดมการณ์พรรคให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ,
การทำPrimary Vote รวมทั้งการรณรงค์หาเสียงของพรรค

แล้ว Primary Vote (ไพรมารี่ โหวต) คืออะไรล่ะ?
Primary Vote คือการให้สมาชิกพรรคที่เป็นบุคคลทั่วไปที่อยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ สามารถลงคะแนนเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนพรรค ไปลงสมัครชิงตำแหน่งส.ส.กับตัวแทนที่มาจากการลงคะแนนเลือกภายในของพรรคอื่นเช่นกัน

แล้วทำ Primary Vote ไปแล้วจะได้อะไรล่ะ?
การทำ Primary Vote คือการให้อำนาจประชาชนได้เลือกตั้งแต่ต้นทาง ว่าจะเลือกตัวแทนจากพรรคคนไหนเป็นตัวแทนของตน ดังนั้น แม้จะอยู่พรรคเดียวกัน ก็จะมีการแข่งขันในการคิดและนำเสนอนโยบายที่ดีที่สุดเพื่อสมาชิกพรรคของตน ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความหลากหลายของนโยบายที่สุดก็คือประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคนั้นๆ ได้เป็นคนเลือกนั่นเอง

ขั้นตอนถัดมา

เมื่อครบ 90 วันถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว
กกต. กำหนดวันเลือกตั้งอีกภายใน 150 วัน นับแต่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้

ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 90 – 150 วัน เพราะต้องเผื่อขั้นตอนการแบ่งเขตเลือกตั้ง การเปิดรับสมัคร และการหาเสียงเลือกตั้ง การลงคะแนนในวันเลือกตั้ง


ขั้นตอนสุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง

กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างน้อย 95 % เพื่อเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีตั้งคณะรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน

ในขั้นตอนเหล่านี้จึงมีบางส่วนที่สามารถกำหนดเวลาได้ กับอีกส่วนที่กำหนดเวลาไม่ได้ เช่นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ขึ้นกับความซับซ้อนของเนื้อหา และการให้โอกาสผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้ชี้แจงเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญนำไปประกอบการพิจารณา เป็นต้น

สรุปแล้ว ต่อให้อยากเลือกตั้งขนาดไหน ก็ต้องรอขั้นตอนหรือ Roadmap ตัวจริงตามรัฐธรรมนูญ ที่แม้แต่ คสช. หรือนายกรัฐมนตรีก็ไปกำหนดไม่ได้
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากเลือกตั้ง ก็ควรต้องลงทุนเรียนรู้ขั้นตอนที่จำเป็นตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะลงมือเลือกตั้งได้ ไม่อย่างนั้นกลับจะทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหา สร้างความสูญเสียทั้งงบประมาณ ทรัพยากร และโอกาสของบ้านเมืองเสียเอง

…………………………………………………
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า

Illustrator: Rawin Jarureangsri