• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ทางที่เลือกเดินของ LGBT

ตอนเรียนมัธยมต้น…เรานั่งมองเพื่อนชายหญิงร่วมชั้นนัวเนียกันหลังห้องเป็นประจำ สมัยนั้นการทำแบบนี้มันเป็นเรื่องร้ายแรงมากในสายตาของคนทั่วไป เวลานั่งกินข้าวพร้อมกันในชีวิตประจำวัน พ่อแม่มักพร่ำสอนเสมอว่า เราต้องเรียนหนังสือเพื่ออนาคตของตัวเอง เมื่อโตขึ้นเรียนจบแล้วต้องทำงานหาเงิน มีคู่ครองและสร้างครอบครัว มีลูกมีหลานสืบต่อไป พ่อแม่ก็จะได้หายห่วง

ทุกอย่างฟังดูเหมือนราบรื่นไม่มีอะไรน่าหนักใจเลย ยกเว้นเมื่อนึกถึงตอนมีคู่ครองและสร้างครอบครัวนี่แหละ มันน่ากลัวกว่าการสอบตก เอ็นท์ไม่ติด เรียนไม่จบหรือไม่มีงานทำเสียอีก

เพราะสิ่งรอบๆตัวที่เจอมาตั้งแต่เกิด ผู้ชายกับผู้หญิงต้องเป็นผัวมีเมียกัน ทำไมต้องเป็นแบบนั้นล่ะ ทุกคนต้องทำแบบนั้นเหมือนกันหมดเลยเหรอ แล้วถ้าเราไม่อยากทำจะได้มั้ย ฉันเชื่อว่าในสังคมทุกแห่ง บนโลกใบนี้ไม่ว่าเด็กชายหรือเด็กหญิง วันหนึ่งเขาก็ต้องมาถึงจุดที่ต้องถามตัวเองแบบนี้

คนทุกคนเกิดมาพร้อมเพศสภาพที่หมายถึงเพศตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสองแบบคือชาย หญิง และเพศสภาพอื่นๆ (ที่วัดจากอวัยวะเพศ เพราะบางชีวิตมีอวัยวะเพศสองแบบในคนเดียวกัน หรือมีแบบอื่นๆต่างออกไปอีกจากแบบหลักๆ) ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเป็นมาแต่กำเนิดเมื่อออกมาจากครรภ์มารดาไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทีหลัง

เด็กแต่ละเพศจะถูกสังคมรอบข้างคาดหวังไว้แล้วว่าชีวิตควรจะดำเนินต่อไปอย่างไร แต่ในความเป็นจริงเพศสภาพที่ตาเห็นอาจจะไม่สอดคล้องกับเพศตามความเป็นจริงในจิตใจของเด็กก็ได้ เรื่องแบบนี้มีมานมนานแล้วตั้งแต่กำเนิดมนุษย์ แต่เพราะความไม่รู้และเนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ต้องการความรักและการยอมรับจากผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุขความพอใจ ขณะเดียวกันก็อยากได้ความมั่นคงทางใจกลับมาจากสมาชิกสังคมด้วย จึงทำให้เด็กหลายคนไม่กล้าที่จะแสดงความรู้สึกออกมา

หากใครคิดจะทำอะไรสักอย่างหรือเปิดเผยความต้องการของตัวเองที่ผิดเพี้ยนไปจากความคาดหวังของสังคมแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลมากสำหรับบุคคลนั้น ในโลกใบนี้ มีเด็กที่เกิดมาแล้วพบว่าตัวเองมีจิตใจและความนิยมชมชอบเกี่ยวกับเรื่องเพศของตนเอง ไม่สอดคล้องกับเพศสภาพ และสิ่งที่สังคมคาดหวังอยู่มากมาย พัฒนาการในเรื่องเพศของพวกเขาเหล่านี้มักสะดุดและเป็นปมคาใจอยู่ในชีวิตไปจนโต (ซึ่งไม่ได้หมายถึงปมเด่นหรือปมด้อยแต่ประการใด แต่คือปมเรื่องรสนิยมทางเพศ)

สังคมมนุษย์มีสมาชิกที่มีรสนิยมทางเพศแตกต่างจากกรอบกฎเกณฑ์ในเรื่องเพศตามธรรมเนียมอยู่มากมาย ทั้งคนที่ชอบเพศเดียวกัน (ซึ่งเขาไม่นิยมเรียกว่ารักร่วมเพศแล้วนะ เพราะคำว่า “ร่วมเพศ” ทำให้เกิดความรู้สึกว่าคนประเภทนี้จ้องแต่จะร่วมเพศกันอย่างเดียวซึ่งไม่จริง) หรือคนชอบทั้งสองเพศ และคนที่ชอบอะไรก็ได้ ได้หมด ซึ่งเราควรอัพเดตความคิดกันเสียใหม่ อาทิ ความหลากหลายทางเพศ (ในทางวิทยาศาสตร์) ต่างจาก ความหลากหลายในรสนิยมทางเพศ

ยิ่งกว่านั้นความหลากหลายทางเพศ (ในทางวิทยาศาสตร์) ก็ยิ่งแตกต่างจากความหลากหลายของเพศสภาพ (ที่มิได้มาโดยกำเนิด) นอกจากนี้คนในสังคมควรจะเข้าใจอย่างจริงจังจริงใจเสียทีว่า ความรักของมนุษย์เราไม่ได้จบลงที่การแต่งงานและสร้างครอบครัวเสมอไปเท่านั้น ความรักที่ไม่ได้มุ่งหวังมาพร้อมการสืบพันธุ์และร่วมเพศก็มี และความรักไม่ได้มีแต่รักที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกสุขสมหวังเสมอไปเท่านั้น อย่าคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้จะเป็นอย่างที่ตัวเองเข้าใจเสมอไป

ความหลากหลายในรสนิยมทางเพศ และความหลากหลายของเพศสภาพที่มิได้มาโดยกำเนิดเหล่านี้ มีนักวิชาการพยายามจัดหมวดหมู่เพื่ออธิบายแบบอนุกรมวิธานพืชและสัตว์อยู่เสมอ (เพราะมีคนสงสัยและก็มีคนอยากอธิบาย) แต่ไม่ว่าจะเอาผู้เชี่ยวชาญจากไหนมาช่วยกันคิดมันก็หาข้อสรุปที่ชัดเจนแน่นอนไม่ได้อยู่ดี เพราะจิตมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง บางคนยังนิยามตัวเองไม่ได้เลยว่าคืออะไร บางคนนิยามตัวเองได้ ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือบางคนนิยามตัวเองได้แบบมีเงื่อนไข มีตัวแปรเป็นของตัวเอง เช่นเปลี่ยนรสนิยมทางเพศไปตามฤดูกาล และสภาพแวดล้อมด้านเพศประชากร ฯลฯ

สังคมทั่วไปพยายามเรียกกลุ่มคนที่หลากหลายเหล่านี้ว่า (LGBT)

L คือ Lesbian หมายถึงคนที่มีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นหญิงและรักคนที่มีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นหญิงเหมือนกัน

G คือ Gay หมายถึงคนที่มีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นชายและรักคนที่มีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นชายเหมือนกัน

B คือ Bi-sexual หมายถึงคนที่มีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นชายหรือหญิง รักคนที่มีเพศสภาพแบบเดียวกับตัวเองก็ได้ และต่างจากตัวเองก็ได้

T คือ Transgender หมายถึงกลุ่มคนที่มีเพศสภาพอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผ่านการแปลงเพศแล้ว

การจัดกลุ่มนี้เป็นไปก็ได้แค่หลักการกว้างๆเท่านั้นแหละ เพราะความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น ในแต่ละ L G B T ก็มีเซ็ตย่อยๆของตัวเองลงไปอีก ไม่มีประโยชน์ที่จะมาสร้างสูตรสำเร็จว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องชอบแบบนี้ เพราะมันเป็นแค่สถิติกว้างๆ ที่คนเราอาจจะไม่พูดความจริงก็ได้ และสิ่งที่ไม่ควรถามเพราะมันไม่มีประโยชน์เลยคือสาเหตุของการรักเพศเดียวกัน หรือสาเหตุของความต้องการของมนุษย์เหล่านี้ที่หลุดออกจากกรอบที่สังคมยึดถือปฏิบัติ

เพราะจากตัวอย่างในชีวิตจริง มีผู้หญิงหลายคนชอบกะเทยมากถึงขั้นอยากเอาทำผัว มีหญิงรักหญิงไม่น้อยที่เพิ่งค้นพบตัวเองตอนแก่แล้วในวัย 60 กว่าๆ ซึ่งเรื่องนี้ปกติมากเพราะหญิงรักหญิงจะค้นพบตัวเองช้ากว่าชาย และชายจริงรักหญิงแท้จำนวนมากเคยมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน โดยแต่ละฝ่ายไม่ได้ถือเป็นความสัมพันธ์ใดๆเลยเหมือนเด็กๆที่ไม่รู้จักกัน มาร่วมเล่นเกมกันในวันปีใหม่

ส่วนพวกฝรั่งเจ้าแห่งหลักการเคยออกมาทำแผนผังจำแนกเพศ แต่สุดท้ายก็ไม่มีชาว LGBT ยอมรับสักเท่าไหร่ว่ามันจะเป็นจริงตามนั้น สังคมมันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากเช่นเดียวกับความต้องการของคน อย่างเกย์สาวบางคนหาคู่นอนลำบาก เนื่องจากเกย์สาวมีปริมาณมากขึ้นในทุกๆสังคมย่อย (ที่พวกเขามีโอกาสได้ใกล้ชิด)

เพื่อความอยู่รอดในเรื่องนี้ หลายนางต้องพัฒนาตัวเองไปเป็นเกย์รุกหรือเกย์คิง ส่วนเกย์คิงเอง วันดีคืนดีก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นรับซะงั้น หรือไปตีเนียนร่วมกับผู้ชายแท้ๆจัดสวิงกิ้งกับหญิงแก่แม่ม่ายเพื่อเปลี่ยนรสชาติ

ทอมบางคนเปลี่ยนใจมาเป็นเมียผู้ชายในวัย 40 หลังจากล่าชะนีมาทั้งชีวิต หญิงบางคนค้นพบว่าตัวเองชอบคู่เกย์และยินดีที่จะมีชีวิตคู่แบบสามคน ผู้ชายบางคนคบทั้งผู้หญิงและสาวข้ามเพศ หรือสาวข้ามเพศกินอยู่กับทอมหรือแม้แต่ชายข้ามเพศ ทุกวันนี้ สังคมเรามีรสนิยมทางเพศที่แบ่งแยกได้ยากมาก แต่ที่สิ่งน่ารังเกียจที่สุดในสายตาเราคือพวกที่บอกว่าตัวเองเป็นเพศลื่นไหล ซึ่งยังไม่รวมถึงพวกพิการซ้ำซ้อนนะ (ศัพท์เทคนิค) เพราะมันก็แค่นิยามขึ้นมาเก๋ๆตอบสนองตัณหาตัวเองเท่านั้น

คนที่ทำตัวเป็นเพศลื่นไหลคือคนที่ไม่รู้จักพอ เสพติดเซ็กส์ และสามารถมีกิจกรรมทางเพศได้กับทุกเพศเพียงเพื่อความฟินของตัวเอง พวกนี้บูชาความฟินมาเหนือสิ่งอื่นใด ที่น่าตกใจคือมีคนเอาด้วยน่ะสิ ส่วนพวกพิการซ้ำซ้อนตัวอย่างเช่น เกย์สาวอยู่กินกับเกย์สาวด้วยกันแบบไม่ใช่เพื่อน หรือที่เรียกกันว่าเลสเบียนในเกย์สาว หรือไบในไบอีกทีก็มี โอ้ย งง ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในชีวิต LGBT เท่านั้น ความจริงมันมีรายละเอียดอีกเยอะ เขียนเป็นหนังสือขนาดหนึ่งพันหน้าสักร้อยๆเล่มก็ไม่หมด แต่ทั้งนี้คำถามที่น่าสนใจกว่าคือสมาชิกสังคมรับรู้และรู้จักคนกลุ่มนี้ดีแค่ไหน

ก่อนหน้านี้มีชาวสีม่วง (ขอเรียกแทน LGBT) ออกมาเรียกร้องสิทธิมากมายเพื่อให้ได้ความเท่าเทียมกันในสังคม เพราะเขาคิดว่าเขายังไม่ได้รับความเท่าเทียมในความรู้สึก แต่สมาชิกสีม่วงส่วนหนึ่งบอกไม่จำเป็นหรอก อย่าไปคาดหวังอะไรเลย เพราะมันไม่เคยมีความเท่าเทียมอะไรหรอกในเรื่องพวกนี้ แม้แต่พวกชาวสีม่วงเองยังใช้กรอบคิดแบบชายหญิงอยู่เลย เราหลุดจากตรงนี้ไปได้ยาก และก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจมิใช่หรือ

สังคมไทยจะว่าไปก็เป็นสังคมที่มองอะไรแค่เปลือก อย่างการอ้างว่าเรายอมรับในเรื่องของคนรักเพศเดียวกันหรือยอมรับความหลากหลายทางเพศ มันคือคำพูดแค่เปลือกนอก มันคือพฤติกรรมอัตโนมัติของคนไทยที่มีจิตวิทยาในการให้เกียรติกัน มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้อื่น ซึ่งคนไทยเป็นแบบนั้นจริงๆอย่างจริงใจด้วย

แต่เมื่อเรานั่งจับเข่าคุยลึกๆ เขากลับไม่ได้นิยมชมชอบเสียทั้งหมดหรือเกลียดเข้ากระดูกดำ มันคือการมองกันแบบมนุษย์ร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายเสียมากกว่า …..นี่คือมุมดี

ส่วนอีกมุมก็มักมองแค่ว่า ถ้าเราเห็นข่าวการแต่งงานของคนเพศเดียวกันบ่อยๆ แล้วนั้นคือการยอมรับหรือเห็นตามข่าว ตามละครโทรทัศน์ที่มีชาวสีม่วงปรากฏตัวมากขึ้น นั่นคือสิ่งดี นั่นคือปรากฏการณ์ใหม่ที่สังคมยอมรับแล้วแค่นั้นหรือ คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อลูกชายเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ชายอย่างที่คุณคิด เขาชอบเพศเดียวกัน

จะว่าไปแล้ว ภาพจำที่คนทั่วไปมีต่อชาวสีม่วงในวงการบันเทิงก็ไม่ค่อยดีนัก มันขาดมิติของความจริงในระดับที่เป็นชีวิตจริงในวงกว้าง ชาว LGBT มีอาชีพอื่นๆมากมายนอกจากเป็น ช่างแต่งหน้า หรือเป็นบุคคลในวงการบันเทิง ตามที่บทละครเขียนออกมา ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ใช่ตัวเอกแต่กลับเป็นตัวสร้างสีสันตลกโปกฮา มีข้อจำกัดของการให้บทที่ต่ำกว่าความจริงในชีวิตจริงที่ชาว LGBT เป็น ซึ่งตรงนี้มีผลในเชิงจิตวิทยาสังคมมาก

เพราะการรับรู้ตัวตนของชาว LGBT ของประชากรในประเทศจะได้รับอิทธิพลจากสื่อเป็นหลักอยู่แล้ว และมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ไปในด้านลบที่ดูต่ำต้อยด้อยค่ามากกว่าความเป็นจริงยิ่งนัก จนทำให้ผู้ปกครองของเด็ก หรือตัวเด็กเองที่ค้นพบตัวเองว่าเป็นเพศ LGBT ไม่กล้าแสดงตัวตนออกมาหรือภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง เพราะกลัวว่าคนอื่นจะดูถูกเอา

ในขณะที่ประเทศเรายังไม่สามารถล้างภาพลักษณ์ LGBT ให้เป็นจริงอย่างที่มันเป็นได้ กลับมีคนอีกประเภทหนึ่งเข้ามาหากินกับความอ่อนไหวและความไม่รู้จริงของประชากรอีกเป็นจำนวนมากในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น ความพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้ชาว LGBT ตื่นตัวและตื่นเต้นกับกฎหมายที่รองรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นไปในลักษณะหาเสียงด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยไม่ลงลึกในรายละเอียดได้อย่างจริงจังเลยว่า ชาว LGBT จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ แต่โชคดีที่ชาวสีม่วงส่วนใหญ่มองออกว่า นี่คือโปรโมชั่นเปลือกๆ กลวงๆ ที่ออกมาจูงจมูกคนโง่ๆเท่านั้น

การจดทะเบียนรับรองความเป็นคู่สมรสของชาว LGBT นั้นหลักการมันก็เหมือนกับคู่สมรสชายหญิงโดยทั่วไปที่ทั้งสองฝ่ายคือได้สิทธิเหมือนคนๆเดียวกัน อย่างกฎหมายมรดกในกรณีเสียชีวิตที่ไม่ได้เจาะจงอะไรไว้ คู่สมรสจะได้รับไปครึ่งนึงก่อนยกให้ทายาทและพ่อแม่ไปแบ่งกัน การกู้เงินก็ต้องรับรู้ร่วมกัน ชดใช้แทนกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจ ก็สามารถฟ้องหย่าแบ่งสินสมรสได้ ขอค่าเสียหายได้ ยิ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีลูกติดด้วยแล้ว เรื่องราวยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่ในกรณีเกี่ยวกับทรัพย์สิน เป็นต้น

การแต่งงานของคนเพศเดียวกันอาจจะดูเป็นเรื่องง่ายน่าสนุก แต่หากมีกฎหมายรับรองมันก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าคุณต้องชัดเจนและจริงจังด้วย ยกตัวอย่าง ตำแหน่งการงานในบางหน้าที่ เช่นทูต เมื่อต้องออกปฏิบัติงานต่างประเทศ การให้สิทธิต่างๆในต่างประเทศก็แตกต่างกันตามความสัมพันธ์ของ Partner ที่ไปด้วย ถ้าเป็นคู่สมรสในฐานะสามีภรรยา ก็จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน แต่หากทูตกับคู่รักที่ไปด้วยกันมีความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น companion ก็จะได้สิทธิอีกแบบหนึ่ง

นักวิชาการทางด้านกฎหมายและผู้ร่างกฎหมายเรื่องนี้ต้องคิดหนักและพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมากมายจากปัจจัยต่างๆ ที่มีทั้งบวกและลบก่อนจะร่างกฎหมายออกมา มันต้องมีเหตุมีผลเพียงพอที่จะให้ความคุ้มครองดูแลและรักษาประโยชน์สุข ขณะเดียวกันต้องไม่เป็นการเปิดโอกาสให้คนใช้กฎหมายนี้ไปในทางมิชอบ ยกตัวอย่างกฎหมายเรื่องการสมรสชายหญิง ที่ทุกวันนี้ยังมีชาวต่างชาติมาจ้างหญิงไทยจดทะเบียนมากมาย แล้วเอาทะเบียนสมรสไปทำสิ่งอื่นๆเพื่อผลประโยชน์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตคู่ ความรัก หรือครอบครัวแต่อย่างใดเลย

เช่นเดียวกันกับชาวสีม่วงและไม่ม่วงบางคนที่หวังทรัพย์สมบัติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วแสร้งมารักมาหลอกลวงกันเพื่อจดทะเบียนสมรสกัน นานวันเข้าก็ทำร้ายกันเพื่อหวังสมบัติของอีกฝ่าย โลกของชาว LGBT อาจดูแปลกแยก เงียบๆ แต่มันเป็นโลกที่ต้องอาศัยประสบการณ์ร่วมจึงจะเข้าใจ เป็นสังคมของกลุ่มคนที่มีความคิดซับซ้อน และมองเกมได้ค่อนข้างขาด หากมีคนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ว่าจะมาดีหรือมาร้าย

ชีวิตคนเรามันก็มีความจริงที่เหมือนๆกันหมดในทุกสังคม มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่ร่วมกัน คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับการเป็นสมาชิกของชาว LGBT ที่เลือกไม่ได้เช่นกัน ว่าจะเป็นหรือไม่เป็น เพราะถ้ามันเป็นก็คือมันเป็นเองไม่ใช่เลือกที่จะเป็น ซึ่งมันต่างจากการเป็นคนดีหรือคนเลว เพราะนั่นคือทางที่เราเลือกเอาได้ แต่ LGBT ไม่ใช่ทางที่มีไว้ให้ใครๆเลือกเดิน เพราะมันไม่ใช่ทางแต่มันคือตัวตนของความเป็นมนุษย์เช่นกัน

__________________________________

บทความ: เทพประทาน เหมเมือง
Illustrator: vaporize & Rawin Jarureangsri