• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

การเมืองจุลภาคที่ล้มเหลว เป็นปัจจัยสู่ความล้มเหลวของการเมืองมหภาค

การเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน มีความวุ่นวายสูงโดยเฉพาะหลังปี พ.ศ. 2548 ที่เกิดปรากฏการณ์เสื้อสีและยังไม่สิ้นสุดลง

จนสรุปได้ว่า การเมืองไทยตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2475 ล้มเหลวทั้งนามธรรมและรูปธรรมอย่างสิ้นเชิง

เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนั้น?

ในการมองปัญหานั้น หากมองเป็นภาพใหญ่ จะไม่มีทางเข้าใจเลยว่าต้นเหตุจริงๆคืออะไร แต่หากลองใช้ความรอบคอบมองเป็นภาพย่อยๆในแต่ละเหตุการณ์ จะเข้าใจรูปแบบ สาเหตุของปัญหาที่เกิดขิ้นได้ดีขึ้น

เช่นเดียวกับการเมืองไทย ต้องมองเป็นภาพย่อยๆคือ การเมืองท้องถิ่น การเมืองชุมชน และการเมืองในสถานศึกษา เพื่อให้เข้าใจปัญหาและเหตุผลที่ทำให้การเมืองไทย ‘ล้มเหลว’ อย่างเห็นได้ชัด

ถ้าอยากรู้ว่า การมีส่วนร่วมของผู้คนในปัจจุบันมีมากแค่ไหน ให้มอง ‘การเมืองชุมชน’

ถ้าอยากรู้ว่า แนวคิด ความรู้ความสามารถ ลักษณะอุปนิสัยรวม ของคนพื้นถิ่นว่าเป็นอย่างไร ให้มอง ‘การเมืองท้องถิ่น’

และถ้าอยากรู้ว่า ‘อนาคตของทั้งการเมืองชุมชน การเมืองท้องถิ่น ซึ่งจะรวมกันเป็น การเมืองไทย (ระดับชาติ) จะเป็นอย่างไร’ ให้มอง ‘การเมืองในสถานศึกษา’

พอแบ่งเป็นภาพย่อยแล้ว ก็จะรู้ว่า ผู้คนไม่มีส่วนร่วมในชุมชน คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ทำไมต้องยุ่งเกี่ยว ก็จะพบว่า ‘การเมืองชุมชน’ ล้มเหลว

อุปนิสัยไม่พัฒนาตนเอง รอแต่การรับของฟรีต่างๆนานา ขี้เกียจ รอคอยแต่ความช่วยเหลือ ถึงขั้นยอมปิดตาข้างหนึ่ง ให้ใครก็ได้ (ถึงจะไม่ดี ขี้โกง) มาทำหน้าที่ผู้นำท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ก็จะพบว่า ‘การเมืองท้องถิ่น’ ล้มเหลว

จาก 2 ปัจจัยที่กล่าวมา จะรู้ว่า

การไปด่าว่าผู้แทนตนเอง ว่า ไร้น้ำยา ทำหน้าที่ได้ไม่ดี คอรัปชั่นนั้น ต้องลองศึกษาอีกนิดว่า ‘ผู้แทนนั้น มาจากการเลือกตั้ง’

นั้นแปลว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับคนพวกนี้มาเป็นผู้แทนตนเอง
แต่เพราะอุปนิสัย ค่านิยม ของผู้คนในท้องถิ่นที่กล่าวมานั้น ผู้แทนที่คอรัปชั่น ก็อาศัยจุดอ่อนดังกล่าวหลอกล่อให้เลือกแลกกับผลประโยชน์อันเล็กน้อย

หากใครไม่มีค่านิยม แนวคิดแบบนั้น ก็ไม่เป็นไรครับ คุณทำสิ่งที่ดีแล้ว

พอเป็นลักษณะเช่นนี้ (ค่านิยมประชานิยมดีๆนี่เอง) หลายๆท้องถิ่นรวมกัน นั่นแหละครับ ที่มาของ ‘การเมืองไทย’ ล้มเหลวในปัจจุบัน

และที่ยิ่งกว่านั้นคือ อนาคตการเมืองไทยนั้น มืดมนยิ่งกว่านี้อีก

ที่ข้าม ‘การเมืองในสถานศึกษา’ ไป เพราะส่วนนี้แหละคือ ‘อนาคตของทั้งการเมืองไทยและประเทศชาติ’

น่าเศร้านะครับ ที่เด็กเยาวชนปัจจุบันบางส่วน มีพฤติกรรมคล้ายๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน ‘การเมืองชุมชน’ ‘การเมืองท้องถิ่น’ และ ‘การเมืองไทย’

ลองคิดสภาพว่ามีการทำประชานิยม การลุแก่อำนาจ และการสร้างข่าวปลอมสารพัด จากพรรคการเมืองที่แข่งขันกัน ในสถานศึกษา ทั้งที่หลายท่านก็รู้กันดีว่า สภานักเรียนของในแต่ละสถานศึกษานั้นแทบไม่มีอำนาจและอิทธิพลอะไรมากมาย
แต่ทำกันถึงขนาดนี้ ย่อมหมายถึงว่า

‘ต้องกระหายและต้องการในอำนาจสูงมาก จนยอมทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม’

และปรากฏการณ์แบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นในรอบไม่กี่ปีนี้ แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า

ถ้าคิดว่า ‘ความล้มเหลวของการเมืองมหภาคจะยุติลงในไม่กี่ปี หลังเลือกตั้ง’ นั้น คุณคิดผิด

…..ผิดมหันต์ด้วย เพราะจากที่ได้กล่าวไปนั้น โดยเฉพาะความมัวเมาอำนาจของ ‘การเมืองในสถานศึกษา’ ที่เกิดขึ้นนั้น

เป็นปัจจัยให้ยิ่งถลำลึกสู่ก้นลึกของความล้มเหลวกันไปอีก แบบไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน และหากยังมองภาพไม่ออก

ลองมองที่ ‘อาร์เจนตินา’ อดีตมหาอำนาจแห่งละตินอเมริกา ประเทศผลิตอาหารอันดับต้นๆของโลก มีผลผลิตทางเศรษฐกิจอันดับหลักหน่วยของโลก

อาจโชคดีที่บิดาแห่งประชานิยม ชื่อ ‘นายพลเปรอง’ นั้นไม่ได้บ้าที่จะยัดค่านิยม ‘ประชานิยมสุดขั้ว’ แต่ช่วยเหลือผู้คนให้มีโอกาสพัฒนาตนเองจนเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยหลักการ 3 ข้อแห่งแนวคิด ‘เปรองนิสต์’

1. แนวคิดชาตินิยม คือ การเป็นเอกราชทางเศรษฐกิจ ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการสำคัญภายในประเทศ

2. แนวคิดทางสังคมนิยม คือ ความยุติธรรมทางสังคม มีการให้สวัสดิการแก่คนยากจน รวมทั้งปัจจัย 4 ในการดำรงชีพ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม

3. แนวคิดทางประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม คือ การเคารพกระบวนการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วสามารถใช้อำนาจได้อย่างเด็ดขาดได้

ฮวน โดมิโก้ เปรอง แห่งอาร์เจนติน่า
(1895 – 1974)

ถ้าสรุปแบบง่ายๆจะพบว่า

ข้อ (1) เน้นการพึ่งพาตนเอง ไม่ให้ใครมาจูงจมูกในด้านที่สำคัญๆ

ข้อ (2) เน้นการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ให้มีกำลังที่จะพัฒนาตนเองได้ในภายหลัง ไม่ต้องพึ่งรัฐจากการช่วยเหลืออีก

ข้อ (3) คือ การยอมรับในการทำหน้าที่ของผู้ที่ได้การยอมรับจากคนส่วนใหญ่และทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไร้อุปสรรค และทำได้อย่างราบรื่น รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นี่คือ ความโชคดีของคนอาร์เจนตินา ที่ได้บิดาประชานิยมที่รักชาติ รักประชาชนอย่างแท้จริง และทำให้ประเทศรุ่งเรือง ติดอันดับหลักหน่วยของโลก และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่อมไม่ธรรมดา

ผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง โดยมอมเมาประชาชนให้หลงกับผลประโยชน์เล็กน้อยและปิดกั้นความจริงที่พวกตนทำ เพื่อไม่ให้ใครรู้

หลังจากยุค 2000 เป็นต้นมา อาร์เจนตินา จากประเทศมหาอำนาจละตินอเมริกา กลายเป็นประเทศหนี้สินมหาศาล ทุกกิจการของรัฐเป็นของต่างชาติ จากนโยบายแปรรูปวิสาหกิจและเอาเงินมาทำประชานิยม หมดสิ้น ความเป็นมหาอำนาจฟ้าขาวที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต

กราฟ GDP ของกลุ่มประเทศละตินอเมริกา
อาร์เจนติน่ามี GDP ที่ตกต่ำในช่วงก่อนปี 2000 และได้สติอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์นั้น

 

ลองมองที่ ‘เวเนซูเอลา’ ประเทศที่มีน้ำมันมากที่สุดในโลก ยิ่งกว่าประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับทั้งหลาย และมีทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆอีกมหาศาล

แต่ยิ่งเศร้าที่ ความเป็นประชานิยมสุดขั้ว ได้ทำลายล้างความยิ่งใหญ่ ของอดีตประเทศ ‘แกรนด์โคลัมเบีย’ ที่ท่าน ‘ซิม่อน โบลิวาร์’ วีรบุรุษผู้ประกาศเอกราชละตินอเมริกาตอนเหนือ ได้วางแผน จะเป็นกำลังสำคัญร่วมกับนายพลโฮเซ่ ซาน มาร์ติน วีรบุรุษผู้ประกาศเอกราชละตินอเมริกาตอนใต้

Guayaquil Conference
ภาพการพบปะกันระหว่าง ซิม่อน โบลิวาร์ และ นายพลโฮเซ่ ซาน มาร์ติน

และหากรวมตัวกันได้ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็คิดสภาพทวีปอเมริกาตอนใต้เป็นประเทศเดียวและคงมีอิทธิพลไม่แตกต่างจาก ‘สหรัฐอเมริกา’ ในตอนนั้นอย่างแน่นอน

แต่เพราะรุ่นหลานที่หลงในประชานิยมสุดขั้ว ยิ่งกว่าอาร์เจนตินา (ถึงขั้นแจกฟรีกันหลายรายการ นำเข้าของกินของใช้ทั้งที่ประเทศตนเองเพาะปลูกได้แต่ขี้เกียจ รอแต่ของฟรี)

วันนี้ ความยิ่งใหญ่ของอดีต ‘แกรนด์โคลัมเบีย’ ที่มีเมืองหลวงชื่อ คาราคัส เมืองหลวงแห่ง ‘เวเนซูเอลา’ ไม่เหลือซาก อย่างน่าเสียดาย

เปรียบเทียบเพียง 2 ตัวอย่าง เราจะเห็นภาพได้ชัดว่า

‘ประชานิยม’ ที่ลอกเลียนแบบตามหลักการ ‘เปรองนิสต์’ แต่ตั้งใจตัดทอนหลักการนั้น ทำลายล้างประเทศมามากมาย แม้กระทั่งประเทศบ้านเกิดของนายพลเปรอง น่าเสียดายจริงๆ

เราไม่ได้จะบอกว่า ‘ประชานิยม’ ทำให้ล้มเหลว แต่ถ้าใช้อย่างถูกวิธี ถูกกาลเทศะ ถูกรูปแบบตามลักษณะท้องถิ่น

‘อาร์เจนตินายุคเปรอง คือ คำตอบอันทรงพลังของประชานิยมที่เหมาะสมและเข้ากับสังคม ณ ตอนนั้น’

ณ ตอนนี้ ยังไม่สายเกินไปครับ

ที่จะเริ่มพัฒนาตนเองให้พึ่งตนเองได้ ไม่ต้องรอความช่วยเหลือต่างๆจากผู้อื่น จากนั้นก็ช่วยเหลือคนรอบข้างที่อาจไร้โอกาสแต่ใจเขาพร้อมจะพัฒนาตัวเขาเอง ให้มีกำลังที่จะเป็นเครื่องจักรเดินหน้า ‘สังคมชุมชน’ ให้เข้มแข็ง

เมื่อ ‘สังคมชุมชน’ มีความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น ช่วยเหลือโดยใช้จุดเด่นของชุมชนตนเอง และมีแรงบันดาลใจที่จะให้ท้องถิ่นตนเองดีขึ้นนั้น นี่แหละ ‘สังคมท้องถิ่น’ ที่มีความหมายแท้จริง คือ การมีส่วนร่วมที่จะพัฒนาท้องถิ่นให้ดีขิ้น

และ สังคมกับการเมือง คือ เรื่องเดียวกัน เมื่อสังคมดี แน่นอน การเมืองย่อมดีตามครับ

แน่นอนว่า เมื่อ ‘การเมืองท้องถิ่น’ หลายๆส่วนดีขึ้น พัฒนาขึ้น การเมืองมหภาคหรือ ‘การเมืองไทย’ ย่อมมีแสงสว่างมากขึ้น ย่อมที่จะพัฒนาในหนทางที่ดีขึ้น

ส่วนเรื่อง ‘เยาวชน’ นั้น เราเชื่อมั่นใน ‘แม่พิมพ์ของชาติ’ ที่จะขัดเกลา พัฒนา และอบรมให้เยาวชนของชาตินั้น มีความรู้ จริยธรรมและจิตสำนึกความซื่อสัตย์สุจริตที่โตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ของประเทศชาตินั้น ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีตามที่ได้รับมาและไม่คิดทุจริตเพื่อเพียงผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง

หากเป็นเช่นนี้แล้ว จงเชื่อมั่นและพัฒนากันและกัน เราจะได้เห็นความรุ่งเรืองและเกียรติยศของไทยกลับมาอีกครั้งและยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิมในฐานะ ‘แหลมทองสุวรรณภูมิ’ ครับ

__________________________________________
บทความ: แสงสว่างจากแดนไกล