• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

Influencers ตัวจริง: 9 ศิลปินเพลงผู้ทรงอิทธิพลต่อวัฒนธรรมป๊อป

เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คำว่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) งานโฆษณา งานอีเวนท์ ลูกค้าก็ร้องแต่จะเอาเหล่าอินฟลูเอนเซอร์มาออกงาน มาเป็นจุดขายเพื่อดึงให้บรรดาผู้ติดตามมาซื้อมาใช้สินค้าเหมือนอินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่ดารา เซเล็บในแต่ละสาขาอาชีพ ไปจนถึงเน็ตไอดอลหน้าเทาที่เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้

แต่ในอดีตบรรดาผู้ที่ทรงอิทธิพลที่แท้จริงที่เป็นเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณในวัฒนธรรมต่างๆของ Pop Culture คงหนีไม่พ้นศิลปินเพลง ทำไมน่ะเหรอ?

เพราะนักร้องนักดนตรีเหล่านี้แสดงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ออกมามากกว่าดารานักแสดงที่สมัยก่อนคนจะติดกับภาพจำที่เป็นบทบาทในจอมากกว่า นักร้องคือตัวแทนของความเก๋ สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แฟชั่น ไปจนถึงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมย่อยๆเลยทีเดียว ลองมาดูว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน​ มีใครกันบ้าง

อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าเราพูดถึงอิทธิพลที่เขาและเธอเหล่านั้นมีต่อวิถีชีวิตของผู้คนมากกว่าแค่จะโฟกัสที่แฟชั่น เราจึงไม่รวมเลดี้​ กาก้า คุณแม่ของเหล่ามอนสเตอร์น้อยๆ ผู้ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ดและเสื้อผ้าเอวองการ์ดประหลาดล้ำอยู่ในลิสต์นี้ มาดูกันเลยว่าลิสต์ทั้ง 9 มีใครบ้าง

1. Elvis Presley

เจ้าของฉายา The King ราชาแห่งการโยกและคลึง ผู้เป็นจุดเปลี่ยนของวงการเพลงจากยุค Big Band Era ในยุค 50s เข้าสู่ Rock & Roll Era ในปัจจุบัน

ถือได้ว่าเป็นไอคอนคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 เราเลยยกตำแหน่งที่หนึ่งให้ไปเลย นอกจากการปฏิวัติวงการเพลงแล้ว เอลวิสคือตัวแทนของการก้าวข้ามกำแพงแห่งวัฒนธรรม ด้วยการนำกลิ่นอายเพลงบลูส์ของคนดำมาใส่ท่วงทำนองที่คึกคัก ผสมทั้งกอสเพล และคันทรี่ กลายเป็นเพลงแนวใหม่ที่เรียกว่าร็อคแอนด์โรล

เอลวิสฉีกนิยามความหล่อแบบพิมพ์นิยมของผู้ชายในยุคนั้นอย่างแฟรงค์ สินาตร้า ที่เป็นตัวแทนของชุดสูทหล่อเนี้ยบทุกครั้งที่ปรากฏตัว ลุคที่ติดตาคือเสื้อยืดลายขวางและแจ๊คเก็ตยีนส์ในวิดีโอเพลง Jailhouse Rock พร้อมท่าเต้นยั่วบดและโยกคลึงแสนเร้าใจ ไปจนถึงชุดหนัง และชุดใหญ่ไฟกะพริบในยุคหลังที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของลาส เวกัส

ก่อนที่จะเสียชีวิต เอลวิสจึงเป็นตัวแทนของผู้ชายขบถในยุค 50s-60s และหนุ่มๆในยุคนั้นทุกคนก็อยากจะเป็นอย่าง เอลวิส ทุกคนจะต้องหยิบครีมตันโจมาปาดผมให้เงาวับก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

 

2. The Beatles

หลังการกำเนิดของดนตรีร็อคแอนด์โรลในอเมริกาโดยเอลวิส เพรสลี่ย์ ในยุค 50s พอเข้ายุค 60s ทั้งโลกก็เป็นบ้าเป็นหลังกับสี่หนุ่มจากลิเวอร์พูล จอห์น เลนนอน, พอล แมคคาร์ทนี่ย์, จอร์จ แฮริสัน และริงโก้ สตาร์ ในนามวงดนตรีที่ชื่อว่า The Beatles ซึ่งข้ามฟากจากเกาะอังกฤษมาถล่มอเมริกา และกระจายออกไปทั่วโลก

แม้แต่ในบ้านเรา การมาถึงของเดอะ บีเทิลส์เป็นเสมือนปรากฏการณ์ที่ร้อยปีจะมีสักครั้ง แฟนๆบูชาวงนี้ราวกับพระศรีอาริย์มาโปรดเลยก็ว่าได้
ทุกครั้งที่ปรากฏตัว จะมีคนมะรุมมะตุ้มกรีดร้องน้ำหูน้ำตาไหลไปจนสิ้นสติไม่สมประดี บีเทิลส์ทำให้ผู้ชายในยุคนั้นหันมาไว้ผมยาวกันเป็นทิวแถว
เพลงทุกซิงเกิ้ลทยอยขึ้นไปอยู่อันดับสูงสุดของชาร์ทเพลง Billboard เป็นว่าเล่น จนถึงบัจจุบันยังเป็นเจ้าของสถิติเพลงฮิตที่ยังไม่มีใครโค่นลงได้ แม้จะผ่านมาถึงครึ่งศตวรรษแล้ว

 

3. Michael Jackson

จากวัยเด็กที่ร่วมร้องเพลงกับพี่น้องในวง The Jackson Five ในยุค 70s พอออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ชื่อของไมเคิล แจ็คสัน ก็ทะยานขึ้นไปอยู่บนยอดและค้างเติ่งอยู่บนนั้นจนถึงปัจจุบัน

ไมเคิลคือศิลปินที่ทำให้เพลงของคนผิวสีเป็นที่นิยมในตลาดเพลงป๊อป ถือเป็นหัวหอกของโมทาวน์ ค่ายเพลงของคนดำที่เป็นที่นิยมมากในยุค 70s นอกจากนี้ ไมเคิลยังถือเป็นตัวแทนของยุค 80s ยุคที่เฟื่องฟูที่สุดของ pop culture ด้วยภาพจำที่มากับกางเกงขาเต่อ ถุงเท้าสีขาว ถุงมือข้างเดียว ที่ออกจะดูประหลาดเกินกว่าจะนำมาแต่งตามในชีวิตประจำวัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือไอคอนิกลุคของยุค 80s ไม่นับท่าเต้นมูนวอล์คที่ฮิตกันมากในยุคนั้น และเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีซิงเกิ้ลรวมศิลปินเพลง USA for Africa ‘We are the World’ เพลงนั้น (บ้านเราก็มี ‘ชีวิตสัมพันธ์’ นั่นไง)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไมเคิลประสบความสำเร็จคือมิวสิควิดีโอที่ทุ่มทุนสร้าง เพลงและอัลบั้ม Thriller ถือเป็น breakthrough ของ King of Pop คนนี้ (แน่ล่ะ โลกนี้มี The King ที่ชื่อเอลวิสแล้วไง) หลายคนมองว่าเขาพยายามที่จะเดินตามรอยเอลวิส ตั้งแต่ฉายา ไปจนถึงบ้านที่ Neverland (เอลวิสมี Graceland) พีคสุดคือแต่งงานกับลูกสาวของ The King คือลิซ่า มารี เพรสลี่ย์ ไปเลย

 

4. Madonna

King of Pop ก็มาแล้ว จะขาด Queen of Pop ไปได้อย่างไร ฉายานี้ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องแชร์กับใคร

ศิลปินหญิงหนึ่งเดียวของโลกอย่างมาดอนน่าเคยให้สัมภาษณ์เมื่อตอนออกที.วี.ครั้งแรกตอนยังเป็นนักร้องโนเนมว่า “I want to rule the world” ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เธอก็ทำให้คำพูดที่ว่าเป็นจริง
ด้วยภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เปิดเปลือยทั้งเนื้อตัวและเนื้อในแห่งความเป็นหญิง เนื้อเพลง การแต่งกาย และการแสดงออกที่โจ๋งครึ่ม ไปจนถึงท้าทายศาสนจักรและสถาบันครอบครัว ทำให้ชื่อของมาดอนน่าคือผู้หญิงที่โลกจับตามองที่สุด

จากเจ้าของรางวัลแต่งกายยอดแย่อันดับหนึ่งของโลกในวันนั้น กลายมาเป็นแฟชั่นไอคอนในวันนี้ ด้วยสัมพันธภาพอันดีกับเหล่าดีไซเนอร์ ตั้งแต่ฌอง ปอล โกติเยร์ ที่ออกแบบชุดทัวร์คอนเสิร์ต Blond Ambition ในปี ค.ศ. 1990 กับโคนบราและการใส่ชุดชั้นในไว้นอกกางเกงอันลือลั่น โชว์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบคอนเสิร์ตและเป็นการเซ็ทสแตนดาร์ดใหม่ให้กับศิลปินในยุคต่อมา ไปจนถึงความสนิทสนมกับเวอร์ซาเช่ และเจเรมี่ สก๊อย เอ๊ย สก็อตต์ (ที่หลังๆจะพาแม่ตายหลายรอบละในงาน Met Gala) และบรรดา ‘คนเก๋’ ในแต่ละยุคที่เธอเลือกมาร่วมงานด้วย ทั้งช่างภาพ ครีเอทีฟ สไตลิสท์ ทำให้สามทศวรรษที่ผ่านไป มาดอนน่าคือหนึ่งเดียวที่ยังยืนอยู่บนจุดสูงสุดในอาชีพ ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

 

5. David Bowie

ถ้าจะพูดศิลปินเพลงที่ถูกใช้เป็นเรฟเฟอเร้นซ์ในงานแฟชั่น ชื่อของเดวิด โบวี่ คือชื่อที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดก็ว่าได้ ด้วยผลงานที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม ความคิดสร้างสรรค์ และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นงานเพลงหรือภาพลักษณ์

ถ้าทราบว่าแบ็คกราวนด์ก่อนที่ออกงานเพลงของโบวี่คือเป็นนักเรียน ดนตรี ศิลปะ และดีไซน์ ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ภาพลักษณ์แบบแอนโดรจีนัส (androgynous) แสนเก๋ คือลุคที่ติดตามากของเขา โดยเฉพาะแฟชั่นสไตล์แกลมร็อคในยุค 70s ที่โบวี่ครีเอทแคแร็คเตอร์ที่ชื่อ Ziggy Stardust ขึ้นมาแทนตัวเองนั้นเปรี้ยวเข็ดฟันเหลือหลาย ด้วยเมคอัพจัดจ้าน ชุดเลื่อมระยิบที่เต็มและแน่นไปทุกอณู แถมภายหลังตอกย้ำความเป็นแฟชั่นไอคอนด้วยการแต่งงานกับซูเปอร์โมเดล Iman ไปเสียอีก แต่ก็ไม่ทำให้คนที่เคยคิดว่าโบวี่เป็นไบเซ็กช่วลคลายความกังขาในรสนิยมทางเพศของเจ้าตัวลงได้ เพราะพะยี่ห้อไปแล้วเสียขนาดนั้น

 

6. Jimi Hendrix

แม้จะมีช่วงเวลาในอาชีพที่มีผลงานเป็นของตัวเองเพียงแค่ 4 ปี แต่ชื่อของจิมี่ เฮ็นดริกซ์ นั้นอยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยผลงานที่ได้รับยกย่องว่าเป็นมือกีต้าร์ที่ดีที่สุดในโลก ชื่อของเฮ็นดริกซ์จึงอยู่ในฮอลล์ออฟเฟมของทุกสถาบัน แม้จะไม่ได้มีแฟชั่นโมเมนท์เหมือนคนอื่น แต่ในเรื่องการปฏิวัติวงการเพลงและวัฒนธรรมป๊อปแล้วจะขาดชื่อของเขาไปเสียไม่ได้

โดยเฉพาะในช่วงปลายยุค 60s เข้า 70s ที่ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเมือง และ Woodstock และภาพจำของมือกีต้าร์ผิวสีอย่างเฮ็นดริกซ์ที่ไม่ใช่จะพบเจอกันได้ง่ายๆ ทำให้เขาเป็นฮีโร่ของยุคและคนรุ่นหลัง ลองไปเดินตามตลาดนัดเสื้อมือสองสิ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์เลย ถ้าไม่มีเสื้อยืดสกรีนหน้าจิมี่ เฮ็นดริกซ์ ท้าให้มาเหยียบหน้าคนเขียนได้เลย

 

7. Jim Morrison

นอกจากจิมี่ เฮ็นดริกซ์ แล้ว นักดนตรีอีกคนที่มีหน้าสกรีนอยู่บนเสื้อยืดมากสุดได้แก่ จิม มอร์ริสัน
ฉันเองยังมีเสื้อ Soda ของคุณเมนาท นันทขว้าง ที่มีรูปหน้าฟร้อนท์แมนของวง The Doors คนนี้แปะอยู่ที่อก ซื้อมาหลายปีแล้วทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่ วันดีคืนดีก็หยิบออกมาใส่ใหม่

จิม มอร์ริสัน เป็นเหมือนเจมส์ ดีน ของยุค 70s ด้วยภาพลักษณ์ขบถ หน้าตาที่หล่อเหลา และบทเพลงที่งดงามราวบทกวีที่เขาแต่งในยุคแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ทำให้เขากลายเป็นไอคอนคนสำคัญในยุค 70s แม้จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ชื่อของจิม มอร์ริสัน ยังคงอยู่คู่กับภาพจำที่เป็นใบหน้าจ้องเขม็งตรงมาที่คนดูภายใต้ผมลอนสลวยนั้น

 

8. Bob Dylan

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่น ชื่อของบ็อบ ดีแลน อาจจะถูก scroll ข้ามไปทันที แต่อย่าปฏิเสธว่าหัวฟูๆและดวงตาที่ซุกซ่อนไว้ใต้แว่นดำคู่นั้นไม่เตะตาเรา และถ้าจะพูดถึงเรื่องของบทเพลง และบทกวีที่มีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมในยุคบุปผาชนเบ่งบานแล้วนั้น เราคงข้ามบ็อบ ดีแลน ไปไม่ได้

ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อนี้ยังเป็นที่ยอมรับนับถือในวงกว้างในฐานะศิลปินเพลงโฟล์คอันดับหนึ่งผู้ที่มีส่วนปฏิวัติสังคม บ็อบยังมีลูกไม้หล่นใต้ต้นอย่างเจค็อบ ดีแลน แห่งวงร็อค The Wallflowers และล่าสุดหลานตาก็กำลังก้าวเข้าสู่วงการตามมาติดๆ

นอกจากนี้ หนังปี 2007 เรื่อง I’m not there ของผู้กำกับ Todd Haynes สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากด้วยการนำนักแสดงมากฝีมืออันได้แก่ Christian Bale, Marcus Carl Franklin, Richard Gere, Ben Whishaw, Heath Ledger และ Cate Blanchett มาสวมบทบาทเป็นบ็อบ ดีแลน ในแบบต่างๆ โดยเฉพาะ เคท แบลนเซ็ตต์ เป็นบ็อบที่เปรี้ยวที่สุด!!! จนได้ชิงออสการ์ดาราสมทบยอดเยี่ยมในปีนั้น

 

9. Janis Joplin

ตอนฉันเด็กๆเคยสงสัยมากว่าผู้หญิงผมยาวใส่แว่นท่าทางก๋ากั่นในโปสเตอร์ขาวดำบนผนังในร้านตัดผมแถวบ้านคือใคร จนโตมาและหัดฟังเพลงสากล ถึงรู้ว่าผู้หญิงในภาพนั้นคือ เจนิส โจปลิน นักร้องเพลงร็อคที่โด่งดังมากในอดีต เช่นเดียวกับจิมี่ เฮ็นดริกซ์ และ จิม มอร์ริสัน เจนิส โจปลิน คือศิลปินเพลงจากยุค 60s-70s ที่ทรงอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคหลัง ที่สำคัญทั้งสามคนเสียชีวิตลงในวัยเพียง 27 ปี จิมี่ เฮ็นดริกซ์ และเจนิส โจปลิน เสียชีวิตในปี ค.ศ.1970 ส่วนจิมนั้นเสียชีวิตในหนึ่งปีถัดมาคือ 1971

แม้ทั้งสามคนจะมีผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นและมีช่วงเวลารุ่งโรจน์เพียงไม่กี่ปี แต่ยังคงเป็นที่ยอมรับและพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะโจปลินที่เป็นศิลปินหญิงเพียงหนึ่งเดียวกับภาพลักษณ์ของสาวฮิปปี้ที่สุดแสนแก่นเซี้ยว และเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่อง The Rose (1979) ที่ส่งให้ Bette Midler ได้ชิงออสการ์ตัวแรกจากบทนักดนตรีร็อคติดยา ที่ว่ากันว่าเอามาจากเรื่องราวชีวิตของเจนิส โจปลิน

 

ถ้าจะถามว่าทำไมมีแค่ 9 อันดับ ไม่จัด Top 10 เสียเลย เพราะเราขอยกอันดับที่ 10 ไว้ให้คุณผู้อ่านกรอกกันเอาเอง
ต่อไปนี้คือรายชื่ออื่นๆ ที่ทางเราเห็นว่าควรค่าแก่การยกย่องและเชิดชูในฐานะศิลปินเพลงที่มีอิทธิพลทางด้านแฟชั่นและการใช้ชีวิตของผู้คนใน Pop Culture

Honorable Mentions: Elton John, The Rolling Stones, Cher, Tina Turner, Aretha Franklin, Sid Vicious, Diana Ross, Whitney Houston, Amy Winehouse, 2Pac
_________________
บทความ: วชิรปาณี วิสกี้ มากดี