• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road To เลือกตั้ง ตอน เลือก ส.ส. เห็นว่าที่นายกฯ

รัฐธรรมนูญของไทยบัญญัติไว้ทุกฉบับ
ว่าประเทศไทยปกครองด้วยการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข และมีโครงสร้างการปกครองในระบบรัฐสภามาตลอด

 

กล่าวคือมีฝ่ายนิติบัญญัติอันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาประกอบกันเป็นรัฐสภา และฝ่ายบริหารที่ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ระบบการปกครองที่ประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 กำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรี มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. ในสภา และนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากที่สุดในสภา ก็จะเป็นผู้เสนอชื่อคณะรัฐมนตรี จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการแถลงนโยบาย เพื่อเริ่มต้นบริหารประเทศต่อไป และเป็นอยู่แบบนี้มาตลอดทุกครั้งหลังมีการเลือกตั้ง

เพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบประธานาธิบดีซึ่งเป็นอีกระบบในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจึงต้องผูกโยงกับผู้แทนของปวงชน เพื่อผูกพันให้นายกรัฐมนตรีเองก็มีที่มาจากประชาชนในทางอ้อม แต่เนื่องจากทิศทางการพัฒนาของประชาธิปไตยของไทย ค่อยๆ ขยับจากประชาธิปไตยแบบผู้แทน ไปเป็นประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมมากขึ้น ความรู้สึกของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อยากเป็นผู้กำหนดตัวผู้นำสูงสุดของประเทศก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540, 2550 และ 2560 ก็ได้ออกแบบที่มาของนายกรัฐมนตรีโดยคำนึงถึงความต้องการนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ให้กระทบต่อระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2540 ได้ออกแบบให้พรรคการเมืองตัดสินใจผลักดันให้ผู้ที่จะถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีไปเป็นผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากมีบทบัญญัติกำหนดด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และเมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจาก ส.ส. ทำให้พรรคการเมืองตัดสินใจเอารายชื่อว่าที่นายกฯ ตลอดจนว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ไปไว้ในลำดับต้นๆ ของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากกรณีที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคใดต้องพ้นคุณสมบัติเนื่องจากไปเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับถัดไปที่ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ของพรรคนั้น ได้ขยับขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน ทำให้พรรคการเมืองนั้นไม่ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียที่นั่ง ส.ส. ของพรรค เพราะหากเป็นรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. แบบแบ่งเขต เมื่อพ้นจากความเป็น ส.ส. แล้ว พื้นที่นั้นจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ทำให้มีโอกาสเสียที่นั่ง ส.ส. ให้กับผู้สมัครของพรรคที่เคยได้คะแนนเลือกตั้งอันดับสอง

ดังนั้นจึงถือเป็นครั้งแรกที่ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ได้เห็นเค้าของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผ่านรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค และเป็นการกระตุ้นให้พรรคการเมืองนำรายชื่อของหัวหน้าพรรคที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไปเป็นอันดับแรกในบัญชีรายชื่อเช่นเดียวกัน

ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 ผู้ร่างพบว่าการกำหนดให้รัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. ไป กลายเป็นดาบสองคม เพราะทำให้อำนาจต่อรองของรัฐมนตรีต่างพรรคหรือแม้แต่ในพรรคต้องตกอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เคยมาจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อออกจากตำแหน่งก็ไม่สามารถกลับเข้าไปในสภาได้อีก ทำให้ตัดสินใจยกเลิกข้อกำหนดห้ามรัฐมนตรีเป็น ส.ส. ได้ในขณะเดียวกัน ประกอบกับสังคมเริ่มเรียนรู้และคาดหมายว่าบุคคลที่อยู่ในลำดับต้นของบัญชีราชชื่อ คือผู้ที่จะถูกพรรคการเมืองนั้นเสนอชื่อแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรี จึงยังคงผลักดันให้พรรคการเมืองจัดวางว่าที่นายกฯ ไว้เป็นผู้สมัครลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อ แม้ต่อมาพรรคเพื่อไทยจะผลักดัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็ยังเอาไว้ในรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่ง ขณะที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค อยู่ในลำดับที่ 119

จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้ปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเป็นแบบ ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ (รายละเอียดและเหตุผลในการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งจะอธิบายในโอกาสต่อไป) ด้วยการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวคำนวณหาสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. ของแต่ละพรรคให้ได้ทั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ และยกเลิกข้อกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ด้วยเหตุผลว่าวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้บุคคลที่อยู่ในอันดับแรกของบัญชีรายชื่ออาจไม่ได้เป็น ส.ส.เลยก็ได้ ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับแบบสัดส่วนผสมที่มีการลงคะแนนสองใบ โอกาสที่ผู้ที่อยู่ในลำดับต้นของบัญชีรายชื่อจะได้รับเลือกเป็น ส.ส. สูงกว่าการลงสมัครในแบบแบ่งเขตเสียอีก (ดูกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่ออย่างเดียว 10 คนและได้ ส.ส. 4 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. พ.ศ. 2554)

เมื่อวิธีการเลือกตั้งเปลี่ยนไป แรงจูงใจให้พรรคการเมืองส่งบุคคลที่ตั้งใจจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไปเป็นลำดับที่หนึ่งในบัญชีรายชื่อหายไป กรธ.จึงต้องออกแบบมารองรับโอกาสที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะได้เห็นหน้าค่าตาว่าที่นายกฯ ของแต่ละพรรค รวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีอีกด้วย ด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองมีสิทธิ์ที่จะส่งรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 ชื่อที่ประสงค์จะสนับสนุนให้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง โดยมีเงื่อนไขว่า บรรดารายชื่อต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองเสนอพรรคละ 1 – 3 ชื่อ (พรรคไหนจะไม่เสนอเลยก็ได้เป็นสิทธิ์ของพรรคนั้น) จะต้องส่งให้ กกต. ก่อนจะมีการเลือกตั้ง และเมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯ จะหยิบมาเสนอเพื่อลงมติให้เป็นนายกฯ ได้นั้น ต้องเป็นรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ไม่ต่ำว่า 25 ที่นั่งเท่านั้น ที่กำหนดเงื่อนไขนี้ก็เพื่อให้โอกาสของผู้เป็นนายกฯ ต้องมาจากพรรคที่เป็นที่ยอมรับของคนในประเทศพอสมควร และทำให้ผู้ลงคะแนนประเมินง่ายขึ้นว่ารายชื่อที่พรรคการเมืองใดเสนอจะมีโอกาสเป็นนายกฯ

นั่นหมายถึงการกาบัตร 1 ครั้ง จะเชื่อมโยงถึง ส.ส. ในระบบแบ่งเขต ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ และบุคคลผู้มีโอกาสถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ด้วย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ลงคะแนนที่จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนจะลงคะแนนเลือกตั้ง โดยต้องตัดสินใจชั่งน้ำหนัก ว่าเสียงโหวตที่กาลงไปนั้น ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประสงค์จะได้อะไร เป็นน้ำหนักสำคัญที่สุด ระหว่าง ส.ส.เขต ที่ใกล้ชิดผู้ออกเสียง จำนวน ส.ส. ของพรรคที่จะมีโอกาสเป็นรัฐบาล หรือตัดสินใจเลือกเพราะต้องการสนับสนุนให้บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นทำให้ 1 เสียงโหวตจะมีความหมายและคุณค่ามากกว่าในอดีต

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ถูกบังคับใช้และมีรัฐสภาชุดแรกเป็นต้นไปอีก 5 ปีถัดมาแล้ว (เริ่มต้นภายในเดือน เม.ย. ปี พ.ศ. 2567 หากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน ก.พ. ปี พ.ศ. 2562 ตามโรดแม็พ) ทั้งนี้เนื่องจากผลของการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะการรับคำถามพ่วงที่กำหนดให้มีมาตรการพิเศษเพื่อให้ช่วง 5 ปีแรก ให้รัฐสภา (หมายถึงทั้ง ส.ส. และ ส.ว.) เป็นผู้พิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี

คำถามพ่วงการออกเสียงประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

คำถามพ่วงดังกล่าวทำให้เกิดนายกฯ รัฐมนตรีจากคนนอกบัญชีได้ ในกรณีที่ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งอาจเปิดช่องทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยไม่ต้องไปปรากฏเป็นรายชื่อในบัญชีของพรรคการเมืองใดเลยในอนาคต

นอกจากนี้ยังพบว่าทุกจังหวัดมีคนออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเกิน 50 % ทั้งสิ้น ซึ่งแปลว่า เป็นการออกเสียงตามระบอบประชาธิปไตยที่คนไทยตื่นตัวมากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

ดังนั้น ใครมองว่าสิ่งนี้คือผลพวงของเผด็จการ หรือเป็นการปูทางสู่การสืบทอดอำนาจ มันจึงสรุปแบบนั้นได้ยาก เพราะผู้ที่อนุมัติให้เกิดช่องทางนี้ขึ้นในช่วง 5 ปีแรกหลังจากที่มีรัฐสภาชุดแรก ก็คือเสียงข้างมากของประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ซึ่งก็เป็นประชาชนคนเดียวกันที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง และผ่านกระบวนการลงคะแนนตามระบอบประชาธิปไตยทุกประการ

……………………………………………..

อ่านบทความ “The Road To เลือกตั้ง” ในตอนก่อนหน้านี้ได้ที่

ตอนที่ 1 Roadmap To เลือกตั้ง 4 Step หลัก สู่การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย
http://genonline.co/2018/05/30/roadmap-to-election-thailand/

ตอนที่ 2 The Road To เลือกตั้ง ตอน ใครคือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
http://genonline.co/2018/06/06/right-to-votes/

ตอนที่ 3 The Road To เลือกตั้ง ตอนคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.

http://genonline.co/2018/06/15/assembly-man-specification/
……………………………………….
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า