• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

โรดิเชียศึกษา ยัดข้อหา “ไม่เป็นประชาธิปไตย”  แล้วลบจากแผนที่โดยชาติตะวันตก

ควันหลงจากหนังมาร์เวลอาทิเช่น แบล็คแพนเธอร์ และ ดิ อเวนเจอร์ส ภาค 3 เป็นต้นไป เราจะมักได้ยินคำว่า “วากันดา” บ่อย และได้เห็นความก้าวหน้าระดับเดียวกับประเทศมหาอำนาจโลก ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ทวีปแอฟริกาตอนกลางและใต้ที่มักถูกตัดสินว่า

“มีแต่ประเทศที่ฐานะทางสังคมยากจน อดอยาก”

ที่จริงแล้วประเทศ “วากันดา” ที่อยู่ในภาพยนตร์นั้น หากสังเกตภาษาที่พูดกันนั้นจะพูดภาษา “โครช่า” 

ซึ่งมักพูดในประเทศแอฟริกาใต้และซิมบับเว ส่วนที่ตั้ง ตั้งในลักษณะพื้นที่ราบ เพาะปลูกได้ซึ่งมี 2 บริเวณคือ บริเวณประเทศคองโก และบริเวณแอฟริกาส่วนใต้

ใช่แล้วครับ ประเทศแอฟริกาใต้และซิมบับเว มีความใกล้เคียงมากที่สุดกับ “วากันดา”

เพียงแต่แอฟริกาใต้ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีฐานะยากจน กลับเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และเป็นประเทศชั้นนำของทวีปแอฟริกาทั้งหมด ส่วนซิมบับเวมีฐานะยากจน และดูเหมือนไม่มีความสำคัญในเวทีโลกมากนัก

ในสมมุติฐาน ณ ที่นี้ คิดว่า “ซิมบับเว” มีความคล้ายกับ “วากันดา” มากที่สุด เหตุผลคือ มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลมาก เช่น แพลทินัม ยูเรเนียม และแร่หายากชนิดต่างๆ และเหตุผลด้านภาษาและที่ตั้ง

กำลังจะบอกอะไรอยู่ นี้จะคุยเรื่องหนังมาร์เวลอยู่หรือ ???

ถ้าจะบอกว่า “วากันดา” เคยเป็นเรื่องจริงอยู่ช่วงหนึ่งในยุคสงครามเย็น จริงอยู่ ในสภาพจริง คงไม่มีเทคโนโลยีล้ำโลกแบบ “วากันดา

แต่ก็มีเทคโนโลยี คุณภาพชีวิต และอื่นๆ ใกล้เคียงกับมหาอำนาจโลกในยุคนั้นอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ในยุค 1960s – 1980s

ใช่ครับ อดีตของประเทศยากจนและมีเงินเฟ้อเว่อร์ติดอันดับโลกอย่าง “ซิมบับเว” คือประเทศมหาอำนาจย่อมๆอย่าง

“โรดิเชีย”

แล้วประเทศ “โรดิเชีย” มีที่มาที่มาอย่างไร

ประเทศนี้ คือเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษในช่วงยุคปี ค.ศ. 1889 เป็นต้นมา โดย British South Africa Company และเริ่มมีการปกครองตนเองในช่วง ค.ศ. 1923-1924

(ตอนเหนือของโรดิเชียปกครองตนเอง ค.ศ.1924 ซึ่งพื้นที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศแซมเบีย)

(ตอนใต้ของโรดิเชีย {ซึ่งจะกล่าวถึงส่วนนี้บ่อยๆขึ้น ณ ที่นี้} ปกครองตนเอง ค.ศ.1923 ซึ่งพื้นที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศซิมบับเว)

เครดิทแผนที่ http://www.rhodesia.me.uk

โดยตอนใต้ของโรดิเชียได้ประกาศเอกราชจากอังกฤษ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1965 โดยนายกรัฐมนตรี “เอียน สมิธ” และใช้ชื่อประเทศว่า “โรดิเชีย” ในช่วง ค.ศ. 1965 – 1970 ยังคงอยู่ในระบบเครือจักรภพ และให้ควีนอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุข

นายเอียน สมิธ (1919 –2007)

(หลังจากวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1970 “โรดิเชีย” ได้ตัดขาดความสัมพันธ์ทางเครือจักรภพกับอังกฤษ และเปลี่ยนหน่วยเงินตราประเทศจากโรดิเชียนปอนด์เป็นโรดิเชียนดอลล่าร์แทน)

และในยุคสงครามเย็น “อังกฤษ” เลือกที่จะประกาศคืนเอกราช ยกเลิกระบบอาณานิคมแบบฉับพลัน อีกทั้งในยุค 60s เป็นยุคที่ลัทธิขอทานหรือคอมมิวนิสต์แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในทวีปแอฟริกา ตัวอย่างเช่น

ประเทศเอธิโธเปีย ราชวงศ์โซโลมอนอันเลื่องลือ มีเกียรติยศมายาวนาน ถูกทำลายโดยกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ การเข้าถึงอำนาจรัฐประเทศโซมาเลีย แซมเบีย (อดีตโรดิเชียตอนเหนือ ที่ได้ถูกประกาศเอกราช) แทนซาเนีย ของลัทธิคอมมิวนิสต์หลังจากการประกาศเอกราชของอังกฤษเพียงไม่กี่ปี

สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย พระราชาผู้ถูกถอดถอนจากเผด็จการคอมมิวนิสต์

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ “เอียน สมิธ” นายกรัฐมนตรีแห่ง “โรดิเชีย” ได้ตัดสินใจประกาศเอกราชจากอังกฤษ หลังจากเผชิญกับกองโจรคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1964 เพียง 1 ปีเท่านั้น

เพราะเชื่อว่า “อังกฤษ” จะไม่สนใจใยดีตัวเขาและประชาชนเขาอีก จากนโยบายตัดหางปล่อยวัดเพื่อลดภาระของตนเอง

ทั้งที่ประชากรและพื้นที่ “โรดิเชีย” ส่วนใหญ่เป็นของ “กลุ่มสีผิวขาวซึ่งเป็นเชื้อสายยุโรปแต่เพียงกำเนิด”

แต่กลับถูกละเลยและไม่สนใจใยดีจากอังกฤษซึ่งเริ่มสนใจในแนวคิดเสรีนิยมซึ่งเปิดช่องให้พวกกองโจรคอมมิวนิสต์ทำการง่ายขึ้นในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา

สงครามกองโจร ณ ที่นี้ เรียกสั้นๆว่า “สงครามบุช” หรือ ชื่อเต็มว่า “สงครามบุชโรดิเชียน”

เมื่อเจอภัยรอบด้าน ก็ต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมที่จะเผชิญกับภัยที่เกิดขิ้น “โรดิเชีย” จึงพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อให้มีศักยภาพและพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งการผลิต วิจัยด้านอาวุธ เทคโนโลยี และวิทยาการต่างๆ ร่วมกับแอฟริกาใต้ในยุคสงครามเย็นที่มีชะตากรรมไม่ต่างกัน คือ การเผชิญกับกองโจรคอมมิวนิสต์

นั่นแหละครับ “วากันดา” ที่เป็นเรื่องจริง แต่ในหนังมาร์เวลนั้น ประชากรใน “วากันดา” เป็นชนผิวดำแอฟริกัน แต่ใน “วากันดา” จริงๆนั้น กลุ่มปกครองและข้าราชการของ 2 ประเทศในตอนนั้น คือ “ชนกลุ่มผิวขาวหรือเชื้อสายยุโรป

(ซึ่งหากมาร์เวลเพิ่มความสมจริงของ “วากันดา” นั้นก็อาจโดนคำครหาได้ ว่าอาจมีแนวคิดเหยียดผิวสี ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในปัจจุบัน)

 

  • ประเทศที่มีคุณภาพชีวิต เทียบเท่า สหรัฐอเมริกาในยุค 1970

 

  • ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกอาหารอันดับต้นๆของทวีป ฉายา “ตระกร้าขนมปังแห่งแอฟริกา”

 

  • ประเทศที่กองทัพอากาศมีประสิทธิภาพเป็น อันดับต้นๆ ของทวีป

 

  • ประเทศที่นำเสนอการ อยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่มผิวดำและผิวขาวอย่างสงบสุข โดยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และเป็นประเทศของคนหนุ่มสาวที่มีความรักชาติ รักในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง และมีความภูมิใจในสิ่งที่กระทำลงไป

นั้นแหละครับ “วากันดา” ของจริง หรือ “โรดิเชีย” ช่างตรงกันข้ามกับ

 

  • “ประเทศที่ คุณภาพชีวิตแย่ ติด 10 อันดับแรกของโลกยาวนาน”

 

  • “ประเทศที่ ประชาชนอดอยาก ต้องนำเข้าอาหารเข้าประเทศ”

 

  • “ประเทศที่กองทัพประเทศ ล้าสมัย ไร้ประสิทธิภาพ ในปัจจุบัน”

 

  • “ประเทศที่อ้างความคิดแบบ คนเท่ากัน หรือคอมมิวนิสต์ ไล่ยึดที่ดินทำกิน ของชนกลุ่มผิวขาว และไร้ความสามารถที่จะบริหารทรัพยากรที่ไปยึดของเขามา จนเกิดความไร้ประสิทธิภาพขิ้น”

“และเป็นประเทศที่สิ้นหวังในชาติของตน ไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง และ ไร้ความภูมิใจ ที่ได้กระทำลงไป”

ซึ่งดันตรงกับความเป็นจริงทุกวันนี้ กับประเทศ “ซิมบับเว”

ที่ตั้งเหมือนกัน เมืองหลวงเหมือนกัน ทรัพยากรธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์เหมือนกัน

แต่ “โรดิเชีย” คือ ประเทศพัฒนาแล้วในทวีปแอฟริกา

“ซิมบับเว” คือ ประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา

 

 

ทำไมอยู่ดีๆ “โรดิเชีย” จึงล่มสลายกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาอย่าง “ซิมบับเว”

 

คำตอบคือ

“น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”

เพราะในช่วงแรกๆของการประกาศเอกราช “โรดิเชีย” และสงครามบุช (กองโจร) นั้นมีแนวรบแค่ทางด้านเหนือของประเทศ และมีพันธมิตร ณ ตอนนั้นคือโปรตุเกสและแอฟริกาใต้ และมีการปฏิรูประบบต่างๆ เมื่อทรัพยากรพร้อม ที่ตั้งพร้อม คนพร้อม ถึงจะมีสงคราม แต่ก็เจริญรุ่งเรืองดังที่กล่าวมาแล้ว

หลังจาก ค.ศ.1970  5 ปีหลังจากการประกาศเอกราชนั้น ความสัมพันธ์กับอังกฤษในฐานะเครือจักรภพก็สิ้นสุดลง ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับโลกตะวันตกไปในทางแง่ลบมากขึ้น

(ด้วยเหตุผลการประกาศเอกราชตั้งแต่ ค.ศ.1965 นี้ประเทศซีกโลกตะวันตกแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ไม่รับรองเอกราชของประเทศแม้แต่การยอมรับเป็นเครือจักรภพของอังกฤษเองก็ยังไม่ยอมรับด้วยซ้ำ)

และหลังจากการตัดขาดจากเครือจักรภพนั้น ทำให้ประเทศ “โรดิเชีย” กลายเป็นเหยื่อรายแรกของ ลัทธิโลกาภิวัฒน์ (Globalism) เพราะถูกซีกโลกตะวันตกคว่ำบาตรทุกวิถีทาง
ทั้งที่ยุคนั้นคือ สงครามเย็น ซึ่งในสงครามกองโจรนั้น พวกกองโจรคือ พวกคอมมิวนิสต์ และตามหลักถ่วงดุลอำนาจนั้น ซีกประชาธิปไตย (โลกที่ 1) ต้องสนับสนุน “โรดิเชีย” อย่างเต็มศักยภาพ

 

แต่ในทัศนะของผู้เขียนมีเหตุผลที่ซีกประชาธิปไตยไม่หนุน “โรดิเชีย” คือ

 

1. ขั้วของโซเวียตอยู่ในยุคขาลงจากการแทรงแซงอัฟกานิสสถานของโซเวียต (มีผลทำให้อ่อนแอลง) และขั้วของจีนนั้นเริ่มลดความสนใจด้านอุดมการณ์การเมืองลัทธิเหมา และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขิ้น ทำให้ซีกโลกตะวันตกอาจคิดว่า ไม่จำเป็นต้องหนุน “โรดิเชีย”

 

2.แนวคิดโลกาภิวัฒน์ (Globalism) เริ่มแพร่หลายและมีอิทธิพลในซีกโลกตะวันตกอย่างมาก

(ถ้าอยากรู้ฤทธิ์เดชลัทธินี้ ศึกษากรณี “ต้มยำกุ้ง” กับ “โซรอสนักแจกตังค์” ได้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ตนเองและผู้อื่น)

ทำความรู้จักกับโซรอสนักแจกตังค์ได้ที่บทความนี้
http://genonline.co/2018/06/05/soros-return/

 

ซึ่งประเทศ “โรดิเชีย” ไม่มีแนวคิดโลกาภิวัฒน์ที่คิดจะไล่ยึดครองดินแดนอื่น เพียงป้องกันตนเองจากสงครามกองโจร แถมเป็นชนผิวขาวเหมือนซีกโลกตะวันตกอีกต่างหาก

คนรู้เท่าทัน มีคุณภาพชีวิตและศักยภาพเท่าซีกโลกตะวันตก คงไม่ยอมให้มีคู่แข่งที่พร้อมจะงัดกับลัทธิโลกาภิวัฒน์ ต่อจากนี้แน่ๆ


(แต่กลุ่มลัทธินี้คงไม่รู้ว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในช่วงยุค 2000 แต่โซเชียลมิเดียที่แพร่หลายในยุค 2010 เป็นต้นมา คือคู่แข่งที่ทำลายล้างลัทธินี้อย่างแท้จริง ถึง “โรดิเชีย” จะสูญสิ้นไป แต่ ณ ปัจจุบัน มีหลายประเทศในยุโรป เริ่มเดินตามรอยประเทศ “โรดิเชีย” เช่น โปแลนด์ เช็ก สโลวาเกีย ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย อังกฤษ และประเทศอื่นๆที่อาจมีเพิ่มเติมอีก)

 

3. จากข้อ 2 นั้น ซีกโลกตะวันตกหาข้ออ้างที่จะคว่ำบาตร “โรดิเชีย” ซึ่งเหตุผลที่ใช้ในการคว่ำบาตร คือ

“ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

คุ้นๆมั้ยครับ คำๆนี้ ที่โดนรีรันบ่อยๆในช่วงยุคปัจจุบัน

เนื่องจาก ระบบเลือกตั้งของ “โรดิเชีย” จะคล้ายๆกับ “ญี่ปุ่นในยุคเมจิ” ที่พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเสียภาษีและมีที่ดิน (เนื่องจากต้องการผู้ที่มีความสามารถในการบริหารประเทศ)
และระบบนี้ทำให้คนชนผิวขาวจึงมีมักเป็นเสียงส่วนใหญ่ของระบบการเลือกตั้ง และเน้นการคัดเลือกผู้มีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ

ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า “โรดิเชีย” มีประชาธิปไตยในแบบของตนเอง สามารถมีบทบาทในเวทีโลกและมีคุณภาพชีวิตในระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกาในยุค 70
แต่เพราะความบ้าลัทธิโลกาภิวัฒน์ “โรดิเชีย” จึงเป็นเหยื่อสังเวยเป็นรายแรกๆ ของโลก

 

หลังจาก ค.ศ.1974 โปรตุเกสได้ให้เอกราชกับประเทศแองโกลาและโมซัมมิก อีกทั้งถอนตัวจากทวีปแอฟริกา ทำให้พันธมิตร “โรดิเชีย” เหลือแค่ “แอฟริกาใต้” เท่านั้น


ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ สองประเทศเอกราชใหม่ของโปรตุเกสนั้น ดันกลายเป็นประเทศ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในเวลาต่อมา

ทำให้แนวรบมีถึง 3 แนว คือ ตอนเหนือ ตะวันตก และตะวันออก มากกว่าเดิมถึง 2 แนวรบ

สถานการณ์นั้นยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆสำหรับ “โรดิเชีย” จนในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1979 นายกรัฐมนตรี “เอียน สมิธ” ผู้ทำหน้าที่ปกป้องประเทศมาเกือบ 15 ปีก็หาหนทางอีกหนทางหนึ่ง

คือ ผ่อนปรนนโยบายสิทธิเลือกตั้งให้ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้ง และลาออกจากความไม่พอใจของพวกลัทธิคอมมิวนิสต์

จากนั้น บิชอปอเบล มูโซเรวา คนสนิทของ เอียน สมิธ ซึ่งเป็นคนผิวดำ ก็เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่ง “ซิมบับเว โรดิเชีย” และเริ่มกระบวนการทางประชาธิปไตยตามที่ซีกโลกตะวันตกต้องการนั้น คือ ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน

บิชอปอเบล มูโซเรวา (1925 – 2010)

 

แต่ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.1979 อังกฤษที่ทิ้งอาณานิคมไปเมื่อ 15 ปีก่อนนั้นก็หวนกลับมายึดอำนาจของ “ซิมบับเว โรดิเชีย” แล้วทำข้อตกลงแลนเชสเตอร์เฮ้าส์ เพื่ออ้างว่า จะควบคุมประเทศในช่วงระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

แล้วในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1980 การเลือกตั้งที่ใช้ระบบทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ก็ได้นายกรัฐมนตรี “โรเบิร์ต มูกาเบ” เป็นผู้นำของประเทศ “ซิมบับเว” ประเทศที่พวกซีกโลกตะวันตกรับรองเอกราชและเข้าร่วมสหประชาชาติในเวลาต่อมา

โรเบิร์ต มูกาเบ (1924- ปัจจุบัน อายุ 94 ปี)

ฟังดูดี แต่สุดท้าย “มูกาเบ” ก็ตั้งตัวเป็นผู้นำเผด็จการปกครองประเทศ “ซิมบับเว” จนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ที่ถูกรัฐประหารโดยคนสนิทของตนเอง “เอมเมอร์สัน มนากากวา” ยุติยุคเผด็จการของ “มูกาเบ” อันยาวนาน

เหตุผลที่ว่าทำให้คุณภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ของ “ซิมบับเว” ตกต่ำลงอย่างหนัก ก็เพราะการบริหารจัดการที่ผิดพลาดอย่างหนักการคอรัปชั่นของภาครัฐ และพลเมืองผู้มีความสามารถอพยพไปอยู่ “แอฟริกาใต้” ในช่วงนั้นเป็นจำนวนมาก

ความผิดพลาดอันมหาศาล มีดังนี้

  • “การยึดที่ดินทำกินของชนผิวขาวและคู่แข่งทางการเมือง และแจกที่ดินทำกินให้พรรคพวกตนเองและลูกสมุนตนเอง แต่ดันไร้ความสามารถที่จะใช้ที่ดินที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แบบที่ในยุค “โรดิเชีย” เคยทำได้มาก่อน”

 

  • “แก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการพิมพ์เงินออกมามหาศาล และแจกประชาชนที่อยู่ข้าง “มูกาเบ” แต่สุดท้ายเงินก็อ่อนค่าอย่างรุนแรง จนเกิดมหากาพย์รถเข็นขนเงินแต่ซื้อได้แค่น้ำตาลทราย 1 ถุง และยกเลิกระบบเงินตราซิมบับเวดอลล่าร์ในเวลาต่อมา”

 

  • “การอ้างว่าตนเองมาจากการเลือกตั้งแบบคนเท่าทัน จึงใช้ระบบประชานิยมแบบขาดๆตอนๆ มามอมเมาประชาชนที่ไร้ความรู้ และใช้อำนาจตนเองกำจัดผู้ที่เห็นต่างอย่างรุนแรง”

 

  • “ไล่ชนผิวขาว ชนอินเดียและชนประเทศอื่นๆ ออกนอกประเทศ เพราะอ้างว่ากลุ่มชนเหล่านั้นมีกรรมสิทธิ์มากกว่าชนผิวดำ จนขาดผู้เชี่ยวชาญและคนมีความสามารถในด้านต่างๆ (คนมีการศึกษาส่วนใหญ่เป็นชนผิวขาว อินเดียและชนประเทศอื่นๆ)
  • “คอรัปชั่นทั้งภาคนโยบายภาครัฐ การลุแก่อำนาจของตนเอง และวิธีการอื่นๆ สารพัด ทำให้ตนเองและพวกพ้องรวยขึ้นอย่างมาก”

นี้แหละครับเหตุผลที่ จากประเทศพัฒนาแล้ว กลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา อย่างน่าเสียดาย

 

 

ส่วน “เอียน สมิธ” นั้นตอนแรกเป็นผู้นำฝ่ายค้านของ “ซิบบับเว” ในปี ค.ศ.1980 -1987 แต่หลังจากนั้นความกระหายอำนาจของ “มูกาเบ” ได้รวบอำนาจนายกรัฐมนตรีของตนแต่เดิมนั้นรวมตำแหน่งกับประธานาธิบดีในพิธีการ เป็นตำแหน่งผู้นำ “ซิบบับเว”

“เอียน สมิธ” จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่ “แอฟริกาใต้” เพื่อรับตำแหน่งสมาชิกในรัฐสภาแอฟริกาใต้ และไม่กลับมาที่ “โรดิเชีย” ตลอดชีวิต จนเสียชีวิตในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.2007 ที่นครเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ และถูกนำอัษฐิตนเองไปฝังที่บ้านเกิดตนเองที่ “อดีตโรดิเชีย” หรือ “ซิมบับเว” ที่เมือง “ชิรุกวิ” ในปัจจุบัน

 

จากทั้งหมดที่ได้อธิบายไปนั้น “วากานด้า” ในความเป็นจริงนั้นสิ้นไปตั้งแต่ยุค 1980s เป็นต้นมา และได้เห็นประเทศด้อยพัฒนา อดอยาก เพิ่มอีกประเทศหนึ่ง

แต่บทเรียน “โรดิเชีย” เตือนใจหลายๆ คน ณ ที่นี้ ได้หลายเรื่อง อาทิเช่น

  • “การต่อสู้กับลัทธิโลกาภิวัฒน์ ซึ่งต่อมาในยุคปัจจุบัน มีผู้ตามรอยประเทศนี้มากมาย”

 

  • “ความรักชาติรักแผ่นดินเกิดของพลเมือง “โรดิเชีย” ยอมสละชีพเพื่อป้องกันประเทศจากกองโจรคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่อมามีหลายประเทศที่นำนิสัยนี้มาใช้โดยปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศนั้นๆ”

 

  • “การยอมให้ต่างประเทศแทรงแซงกิจการภายใน โดยแลกกับผลประโยชน์อันน้อยนิด (ที่มีหลายๆกลุ่มทำกันอยู่) คือจุดเริ่มต้นของหายนะประเทศของตน ดังที่ “โรดิเชีย” ได้ประสบเจอมาแล้ว”

 

  • “ประเทศขนาดเล็ก อยู่พื้นที่ทุรกันดาร แต่กลับเจริญรุ่งเรือง มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เพราะ “ทรัพยากรมนุษย์และการบริหารจัดการที่ดี” จนมีหลายประเทศตามรอยในเรื่องการพัฒนารูปแบบนี้ เช่น “บอตสวานา” เป็นต้น”

 

  • “ประชาธิปไตยเต็มใบนั้น หากพลเมืองไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถในการคัดเลือกผู้มีความสามารถเข้าบริหารประเทศ และเจอนักการเมืองแบบ “มูกาเบ” ที่ยัดประชานิยมเอาใจ ก็จะเจอชะตากรรมอย่าง “ซิมบับเว” “ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศ” และอื่นๆ อย่างน่าเศร้าสลด”

 

  • “ประชาธิปไตยที่ปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรม ประเพณี และลักษณะของพลเมืองในประเทศนั้น เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอย่าง “โรดิเชีย” ที่ให้ผู้มีฐานะ ผู้มีความสามารถ มีสิทธิเลือกตั้งผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศ จนประเทศก้าวหน้า รุ่งเรือง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งที่มีภัยสงครามรอบด้าน”

 

  • “และอื่นๆอีกมากที่สามารถอธิบายบทเรียนจาก “โรดิเชีย” อดีตตะกร้าขนมปังแห่งแอฟริกา และหากอธิบายต่อนั้น ย่อมมีบทเรียนที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมาก”

 

จะบอกว่า ทุกระบบนั้นมีข้อดีข้อเสียทั้งหมด บางคนถึงขั้นไม่ยอมรับวิถีแนวทางแบบตะวันตกทั้งหมด บางคนก็ยอมรับวิถีตะวันตกจนทิ้งรากเหง้าตนเอง

ดู “โรดิเชีย” ไว้ ประเทศที่ชนผิวขาวดูแลประเทศ เป็นชนตะวันตกเหมือนกัน แต่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสังคมวัฒนธรรม ที่ตั้ง ลักษณะพลเมือง ที่เหมาะสมได้ดี

ทำไมเราจึงไม่ลองดูข้อดีข้อเสียในระบบต่างๆ แล้วนำข้อดีของเขามาปรับใช้ในสังคมเรา อะไรที่เรามีดีอยู่แล้ว รักษาไว้ ทำให้ดียิ่งขิ้น อะไรที่เอาเข้ามาแล้วดีขิ้น ก็เอาเข้ามาแล้วทำให้ดียิ่งขิ้นไปอีก

สุดท้ายนี้.. ขอให้
วิญญาณของผู้รักชาติที่เสียชีวิตในสงครามกองโจรของ “โรดิเชีย” ได้เป็นเครื่องเตือนใจและเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้โลกใบนี้ดำรงอยู่อย่างสงบสุข ตามเจตนารมณ์ของ “เอียน สมิธ” ที่ต้องการให้ไม่มีการแทรงแซงจากภายนอก ทุกประเทศมีเอกราชในทุกด้านด้วยตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สวัสดี
……………………………………….
บทความ: แสงสว่างจากแดนไกล