• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road To เลือกตั้ง ตอน การมี Primary Vote ทำอย่างไร? เพื่ออะไร?

“พรรคผมส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ชนะ” ประโยคนี้เคยเป็นวาทะทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่ง และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ฝ่ายที่ชอบก็อธิบายว่า นี่แหละ ความสำเร็จของการทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน แต่ฝ่ายที่ไม่ชอบก็วิพากษ์ว่า นี่คือการดูถูกดูแคลนประชาชน ทั้งยังดูหมิ่นผู้ที่มาเป็น ส.ส. อีกด้วย

แต่เบื้องหลังของประโยคดังกล่าวเป็นการฟ้องข้อเท็จจริงที่เป็นมาโดยตลอดสำหรับพรรคการเมืองไทย และอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาที่ทำให้การเมืองไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สิ่งนั้นคือ ที่มาของผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมืองที่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหัวหน้าพรรคหรือเจ้าของพรรคเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตายว่าบุคคลใดจะมีสิทธิ์ลงสมัครในนามของพรรค และภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำหนดว่าผู้สมัคร ส.ส. จะต้องสังกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น ก็ทำให้บุคคลที่เป็น ส.ส. ต้องอยู่ใต้อาณัติของนายทุนเจ้าของพรรค ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง

 

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค โดยเฉพาะสมาชิกในพื้นที่เขตเลือกตั้งนั้น ซึ่งควรจะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรค ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้ง มีโอกาสรู้ประวัติความเป็นมา พฤติกรรมของบุคคลที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ได้รู้ว่าเป็นบุคคลที่เป็นที่ไว้วางใจหรือไม่ วางตนเป็นผู้มีจิตสาธารณะ หรือในทางกลับกัน เป็นผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ตลอดจนเป็นเจ้าของกิจการที่ผิดกฎหมายหรือไม่ แต่สมาชิกเหล่านี้มักไม่มีโอกาสที่จะผลักดันบุคคลที่เหมาะสมแก่การเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค บ่อยครั้งกว่าจะรู้ว่าใครเป็นผู้สมัครของพรรคก็ต่อเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครและประกาศต่อสาธารณะไปแล้ว

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญผู้ออกแบบกฎหมาย จึงกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค และกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ไปขยายผล จนกลายเป็นสิ่งที่ถูกเรียกกันทั่วไปว่า ‘Primary Vote’ ซึ่งกินความสั้น ๆ ว่าผู้ที่จะมีโอกาสเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในนามของพรรคนั้น จะต้องผ่านการลงคะแนนคัดเลือกจากสมาชิกพรรคในระดับเขตก่อน

อาจมีบางเสียงตะโกนสวนขึ้นมาว่า “จะปรับยังไงก็ไม่มีประโยชน์หรอก เดี๋ยวเขาก็ตามไปซื้อเสียงกันตั้งแต่ Primary Vote อีก” ถ้าคำพูดดังกล่าวออกจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพรรคการเมืองก็เข้าใจได้ไม่ยาก ว่าคงไม่อยากให้เพิ่มขั้นตอนให้เกิดความยุ่งยาก เสียระบบที่คุ้นเคยและอยู่ใน ‘กำมือ’ มาตลอด แต่หากเป็นเสียงของบุคคลทั่วไป ก็คงต้องย้อนคำพูดที่ออกจากพรรคการเมืองเอง เวลาที่ถูกกล่าวหาว่าเสียงที่ได้มาส่วนใหญ่มาจากการซื้อเสียง เพราะคำตอบของพวกเขาคือ “ประชาชนไม่ได้โง่ อย่าคิดว่าเงินจะสามารถซื้อได้”

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เราพบว่าสังคมมีปัญหาอยู่ ก็ต้องไม่ยอมจำนนให้ปัญหานั้นเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับที่เราอาจมีปัญหาตำรวจนอกแถวอยู่จริง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราควรจะยกเลิกความผิดทางอาญาให้หมดสิ้น เพียงคำอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา

อันที่จริง ‘Primary Vote’ ที่เรียกกันอยู่นี้ เป็นคนละความหมายกับ ‘Primary Vote’ ในระบบคัดเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพียงแต่มีหลักการคล้ายคลึงกัน กล่าวคือเป็นการคัดเลือกกันเบื้องต้นภายในพรรค ให้ได้ผู้สมัครที่เหมาะสม เพื่อไปแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆอีกที และทั้งนี้ทั้งนั้น มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการยกระดับความสำคัญของความเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เจ้าของพรรค’ ขึ้นไปอีกระดับ ควบคู่ไปกับการเก็บเงินค่าบำรุงพรรค ซึ่งเก็บกันในหลักร้อยบาทต่อปี และ 2,000 บาทตลอดชีพ จากเดิมที่มีน้อยพรรคที่เรียกเก็บเงินส่วนนี้ ขณะที่การบริหารจัดการ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่มีสมาชิกหลักแสนหลักล้านคนนั้น จะต้องมีค่าใช้จ่ายแน่นอน เอาแค่ค่าแสตมป์ส่งเอกสาร (ถ้ามีการส่งจริง) ฉบับละ 2 – 3 บาท ก็ปาเข้าไปครั้งละเป็นล้านบาทแล้ว ยังไม่นับค่าน้ำค่าไฟ ค่ากาแฟขนมระหว่างประชุมอีกจิปาถะ สมัยนี้ยังดีหน่อยที่เปลี่ยนมาเป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถส่งข่าวส่งข้อมูลไปทางอินเตอร์เน็ตได้ กฎหมายใหม่จึงกำหนดว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองจะต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท ซึ่งผู้ก่อตั้งพรรคจะต้องช่วยกันจ่าย ใครมีมากก็ช่วยมาก มีน้อยก็ช่วยน้อย แต่ถึงจะรวยแค่ไหนก็ให้จ่ายได้ขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อกระจายความเป็น ‘ผู้มีอุปการคุณ’ ของพรรค หรือนายทุนพรรคอย่างในอดีต

 

เราสามารถยื่นแบบภาษีเงินได้ ภ.ง.ด.90/91 และแสดงความประสงค์บริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองได้ และมีการชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการลดหย่อนภาษีตามรูป อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมสรรพากร
http://www.rd.go.th/publish/60062.0.html

 

ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยโวยวายเรื่องข้อกำหนดการเก็บเงินบำรุงพรรค มักอ้างเสมอว่าเงินหลักร้อยแม้จะดูไม่มาก แต่สำหรับคนยากคนจนแล้วมีความหมาย ก็คงไม่ปฏิเสธว่าเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังมีกฎหมายเรื่องความเป็นสมาชิกพรรคในรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 รวมทั้ง 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่กำหนดว่าคนไทยและแต่ละคนจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้เพียง 1 พรรคเท่านั้น เพื่อนำจำนวนสมาชิกพรรคไปคำนวณเพื่อให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนกิจกรรมพรรคการเมือง ต่อมาเมื่อระบบทะเบียนสมาชิกและทะเบียนประชากรของทะเบียนราษฎร์ก็พบข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

● สมาชิกบางคนเสียชีวิต บางคนแจ้งลาออกไปแล้ว แต่ชื่อยังอยู่

● ชื่อสมาชิกบางคนไม่มีตัวตนจริง

● สมาชิกบางคนมีชื่อซ้ำซ้อนกันหลายพรรค

● ประชาชนบางคนไม่รู้ตัวว่าถูกเอาชื่อไปเป็นสมาชิก

ปรากฏการณ์เหล่านี้ฟ้องว่า ระบบสมาชิกพรรคในอดีตค่อนข้าง ‘มั่ว’ และอาจมีบางส่วนที่เกิดจากแรงจูงใจเพื่อให้มีผลต่อการได้รับจัดสรรเงินอุดหนุน จึงมีการตกแต่งจำนวนสมาชิกพรรคให้มากเกินกว่าที่เป็นจริง ซ้ำร้ายยังมีการนำจำนวนสมาชิกพรรคไปรองรับการตัดสินใจทางการเมือง อ้างอยู่เสมอว่าเป็นความต้องการของสมาชิกพรรค ทั้งที่ไม่เคยมีระบบสอบถามความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคด้วยซ้ำ

 

นอกจากนี้ มุมมองเรื่องการจ่ายเงินบำรุงพรรคอีกด้านหนึ่งก็คือ ‘อะไรที่ได้มาโดยต้องจ่าย มักจะรู้สึกว่ามีคุณค่า มากกว่าสิ่งที่ได้มาฟรีๆ’ ยกตัวอย่างง่ายๆ เราอาจจะจ่ายเงิน ‘หลักพัน’ เพื่อซื้อตั๋วดูคอนเสิร์ทที่ลงทุน ‘หลักแสน’ แต่หากคอนเสิร์ทนั้นมีปัญหา เช่นระบบเสียงไม่ดี นักร้องร้องไม่ครบคิวเพลง คนซื้อตั๋วอาจจะโวย ‘หลักล้าน’ ดังนั้น ผู้ร่างกฎหมายจึงคาดหวังว่าคนที่จ่ายเงินบำรุงพรรค จะเกิดความรู้สึกหวงแหนในฐานะเจ้าของพรรค และอยากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งนี้กฎหมายพรรคการเมืองยังเปิดทางให้สมาชิกเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายพรรคอีกด้วย

 

ถามว่าก่อนหน้านี้ เงินทุนการบริหารพรรคการเมืองมาจากไหน คำตอบคือส่วนใหญ่มาจากเงินบริจาคจากผู้บริหารพรรค ส.ส. กลุ่มทุน โดยเฉพาะนายทุน เจ้าของบริษัทเอกชน และบริจาคได้ทั้งแบบไม่จำกัด แถมเปิดเผยชื่อหรือไม่ก็ได้ แต่กฎหมายใหม่ได้จัดระเบียบไว้ในหมวดที่ว่าด้วยรายได้ของพรรคไว้ ดังต่อไปนี้

ทุนประเดิมแรกก่อตั้ง

● เงินค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงพรรคที่เก็บจากสมาชิก

● เงินรายได้จากการจำหน่ายสินค้า หรือบริการของพรรค

● รายได้จากกิจกรรมระดมทุน

● เงินทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

● ดอกผลที่ได้จากเงินหรือทรัพย์สินของพรรค

● รายได้จากบุคคลที่เสียภาษีแสดงเจตจำนงจะช่วยอุดหนุนพรรคใดได้ปีละ 500 บาท

 

โดยมีรายละเอียดกำกับการบริจาคให้พรรคการเมือง ดังนี้

● เงินบริจาคที่ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท พรรคการเมืองต้องประกาศแจ้งให้คนทั่วไปทราบทุกเดือน

● บุคคลจะบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้พรรคเกิน 10 ล้านบาทต่อ 1 พรรคการเมืองต่อ 1 ปีไม่ได้

● นิติบุคคลที่จะบริจาคให้พรรคการเมืองพรรคเดียว หรือหลายพรรครวมกันเกิน 5 ล้านบาทต่อปี จะต้องแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมใหญ่

● พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลหนึ่งได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี

● พรรคการเมืองจะรับเงินบริจาคหรือทรัพย์สินจากนิติบุคคลหนึ่งได้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี

● ตัวแทนพรรคการเมืองที่รับบริจาคต้องออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดแก่ผู้บริจาค

● ระหว่างมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง เงินบริจาคเพื่อช่วยกิจกรรมหาเสียงที่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ต้องแจ้ง กกต. ทราบใน 7 วัน

● บุคคลธรรมดานำจำนวนเงินที่บริจาคพรรคการเมืองไปหักค่าลดหย่อนภาษีได้ปีละไม่เกิน 10,000 บาท นิติบุคคลหักลดหย่อนได้ปีละไม่เกิน 50,000 บาท

● พรรคการเมืองต้องเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์รับบริจาค และแจ้งเลขบัญชีให้ กกต. รับทราบ

● ห้ามข้าราชการการเมืองเรี่ยไรหรือชักชวนให้มีการบริจาคแก่พรรคการเมือง

● ห้ามหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่บริจาคแก่พรรคการเมือง

 

ในส่วนของบุคคลหรือนิติบุคคล ‘พรรคการเมือง’ ห้ามรับบริจาคจาคกลุ่มบุคคลเหล่านี้

 

ทั้งหมดที่กล่าวถึงจะเห็นทิศทางของความพยายามเปลี่ยนบริบทของพรรคการเมืองที่ต้องพึ่งอิงนายทุนเจ้าใหญ่ ๆ มาเป็นการกระจายการเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค จึงยิ่งเป็นเหตุและผลสำคัญที่สมาชิกพรรคจะพึงมีสิทธิ์ในการกำหนดบุคคลผู้จะไปเป็นผู้สมัครของพรรคให้ประชาชนทั่วไปลงคะแนนเลือก โดยผ่านระบบไพรมารีโหวต

 

 

 

ขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง

พรรคการเมืองต้องเตรียมพร้อมก่อนการทำ Primary Vote
● มีสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น

● ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรคไม่น้อยกว่า 4 สาขาจาก 4 ภาค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 

 

1. การได้ผู้สมัครแบบแบ่งเขต

สาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตนั้น เลือกผู้สมัคร ตามขั้นตอน

● คณะกรรมการสรรหากำหนด วัน เวลา (ทำได้ก่อนมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง) และสถานที่ในการสมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยประกาศให้สมาชิกทราบ

● คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วส่งรายชื่อให้สาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

● จัดประชุมสมาชิก เพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้คนละ 1 ชื่อ

● การจัดประชุมสาขาพรรคต้องมีไม่ต่ำกว่า 100 คน การจัดประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องมีไม่ต่ำกว่า 50 คน

● สมาชิกมีสิทธิ์เลือกได้ 1 คน

● ให้ส่งรายชื่อลำดับสูงสุดสองลำดับแรกต่อคณะกรรมการสรรหา

● ส่งรายชื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาลำดับที่ 1 ก่อน ถ้าไม่เห็นชอบให้แสดงเหตุผล และพิจารณาลำดับถัดไป

● หากไม่เห็นชอบทั้งสองลำดับ ให้คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการสรรหาประชุมร่วมกัน ใช้มติที่ประชุมเป็นการกำหนดตัวผู้สมัคร

● หากมติไม่เห็นชอบกับทั้งสองรายชื่อ ให้แจ้งเหตุผลให้หัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดทราบ แล้วตั้งต้นกระบวนการคัดเลือกใหม่

 

2.ขั้นตอนการได้ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ

 

ขั้นตอนถัดมา

 

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ มีบทเฉพาะกาลรองรับการทำ Primary Vote ให้ซับซ้อนน้อยลง เพื่อให้โอกาสพรรคการเมืองได้ปรับตัว โดยอนุโลมให้จังหวัดใดที่มีสาขาพรรค หรือผู้แทนพรรคประจำจังหวัดเพียงเขตเดียวที่มีสมาชิก 100 คนขึ้นไป ก็สามารถดำเนินการจัดประชุมทุกเขตในจังหวัดนั้นเพื่อทำ Primary Vote

 

หมายความว่าในช่วงบทเฉพาะกาลนั้น พรรคการเมืองจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 4 สาขา x 500 คน รวมทั้งอีก 73 จังหวัด x 100 คน หรืออย่างน้อย 9,300 คน ก็สามารถทำไพรมารีโหวตครบ 350 เขตทั้งประเทศ
แล้ว ในขณะที่การทำไพรมารีโหวตอย่างเต็มรูปแบบ แต่ละพรรคที่จะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต จะต้องมีสมาชิกขั้นต่ำ 4 สาขา x 500 คน และ สมาชิกแต่ละเขตในจังหวัดที่ไม่มีสาขาพรรคอีก เขตละ 100 คน (จากทั้งหมด 350 เขต ลบด้วยจำนวนเขตในจังหวัดที่มีสาขาพรรคแล้ว) ซึ่งต้องมีสมาชิกประมาณ 32,000 – 35,000 คน ทั่วประเทศ

แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ในระหว่างที่เขียนบทความชิ้นนี้นั้น เป็นการติดขัดด้วยข้อกฎหมาย เนื่องจากการจัดทำ Primary Vote จะต้องเผื่อเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้น แต่ทั้งคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองของหัวหน้า คสช. และข้อกำหนดให้ พรป.การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน ทำให้ กกต. ไม่อาจออกระเบียบเพื่อแบ่งเขตเลือกตั้งได้ และเมื่อยังไม่มีเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ไม่สามารถกำหนดผู้สมัครของเขตได้ถูกต้อง เพราะไม่รู้ว่าสมาชิกที่มาโหวตนั้น อยู่ในเขตที่มีสิทธิ์เลือกผู้สมัครนั้นหรือไม่ ทำให้เวลาที่เหลือที่ต้องเลือกตั้งไม่เกิน 150 วัน อาจไม่เพียงพอสำหรับทำ Primary Vote ส่งผู้สมัคร และหาเสียงเลือกตั้ง

ทางออกจึงมีหลักใหญ่อยู่ 2 ทาง คือ หนึ่ง) งดเว้นการทำ Primary Vote ชั่วคราว หรือดำเนินการต่อโดยอาศัยช่องทางกฎหมายเช่น ออกคำสั่ง คสช. ออกพระราชกำหนด หรือ สอง) แก้ พรป. การเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อคลี่คลายอุปสรรคดังกล่าว

สิทธิของสมาชิกพรรคในการกำหนดผู้สมัคร ส.ส. ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นของนายทุนหรือของสมาชิกพรรค จึงต้องจับตาดูให้ดีว่าจะมีทางออกสำหรับ Primary Vote ในการเลือกตั้งครั้งแรกนี้หรือไม่

……………………………………………..

อ่านบทความ “The Road To เลือกตั้ง” ในตอนก่อนหน้านี้ได้ที่

ตอนที่ 1 Roadmap To เลือกตั้ง 4 Step หลัก สู่การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย
http://genonline.co/2018/05/30/roadmap-to-election-thailand/

ตอนที่ 2 The Road To เลือกตั้ง ตอน ใครคือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
http://genonline.co/2018/06/06/right-to-votes/

ตอนที่ 3 The Road To เลือกตั้ง ตอนคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.
http://genonline.co/2018/06/15/assembly-man-specification/

ตอนที่ 4 The Road To เลือกตั้ง ตอน เลือก ส.ส. เห็นว่าที่นายกฯ
http://genonline.co/2018/06/29/prime-minister-i-choose-you/

……………………………………….
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า