• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

สมัยสงครามเย็น เมืองไทยไม่กระทบ จริงหรือ? ตอนที่ ๑ ชาวบ้านกับ ผกค.

ไม่ทราบใครสอนเด็กรุ่นใหม่ว่า สมัยสงครามเย็น ประเทศไทยไม่กระทบภัยจากคอมมิวนิสต์มากมายนัก แม้แต่อั้ม เนโกะ ก็ยังยกมาใช้เป็นเหตุผลประณามประเทศไทยว่า ยอมให้สหรัฐอเมริกาใช้เป็นฐานไปถล่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์กระทบไปถึงรัชกาลที่ ๙ อีก (ตามสูตรสำเร็จ)

เรื่องทำนองนี้ ก็เป็นข้ออ้างของกลุ่ม ‘คนเดือนตุลา’ บางกลุ่มเสมอมา จนเมื่ออาจารย์สายวิจารณ์เจ้าคนหนึ่งออกมาอธิบาย เลยโดนพวกเดียวกันรุมฟัดซะยับเยิน
สิ่งที่จะเล่า อาจไม่พบจากหนังสือ เพราะเป็นบันทึกภาคสนามจากชาวบ้าน และคนทำงานถวายรัชกาลที่ ๙ ซึ่งตกสำรวจจากหอคอยงานวิชาการ
…………………………………

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในสมัยสงครามเย็นของเขมร เวียดนาม ไปสู่การเป็นคอมมิวนิสต์ ล้วนสำเร็จด้วยการใช้กำลัง ตายกันเป็นเบือทั้งสิ้น ที่สำคัญไม่ใช่คอมฯอิสระ แต่เป็นคอมฯสายจีน คอมฯสายโซเวียต ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองโดยแท้จริง
ในประเทศไทยก็มีกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์หลายกลุ่ม ทางภาคอีสาน เรียกว่า พคท.หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พวกนี้สายจีน มีกองกำลังเรียกว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เริ่มรบกับทหารไทยครั้งแรกที่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม เมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เรียกกันว่า วันเสียงปืนแตก ใช้ยุทธศาสตร์ประธานเหมาเจ๋อตุง คือ ป่า (ชนบท) ล้อมเมือง ส่วนภาคใต้ สายมลายู เรียกว่า ขจก.หรือขบวนการโจรก่อการร้าย

ยังมี คอมมิวนิสต์สายญวน แทรกซึมใต้ดินภายในประเทศเข้มข้นมาก และกำลังรบแบบซุ่มโจมตีตามชายแดน แข็งแกร่งกว่าสายจีน

(พรรคคอมมิวนิสต์สยาม ตั้งโดยโฮจิมินห์ เมื่อปี พ.ศ. 2473 ประชุมกันที่โรงแรมแถวสถานีรถไฟหัวลำโพง ในช่วง 6 ตุลาคม 2519 มีการปลุกระดมของพวกขวาจัดเกี่ยวกับคอมฯสายญวน พวกนักวิชาการรุ่นหลังจึงมักหัวเราะเยาะ เพราะนักศึกษายุคนั้นแสดงออกว่าเลื่อมใส พคท.จีนมากกว่า แต่ในทางการทหาร ยุทธศาสตร์การรบกับคอมฯสายญวนซีเรียสกว่า ได้ยินว่ามีการประเมินว่า ญวน ‘อาจจะ’ บุกกรุงเทพฯได้ภายใน 3 ชม.)

 

เมื่อครั้งตระเวนถ่ายทำสารคดีที่อีสาน จริงๆไปทำเรื่องอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่บังเอิญได้ข้อมูลที่ต่อเชื่อมสัมพันธ์กันจากปากชาวบ้าน เล่าถึงชีวิตในยุคนั้น เช่น ที่สกลนคร นครพนม บุรีรัมย์ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่สีแดงแจ๋ในยุคสงครามเย็น

(สมัยนั้นเขาแบ่งเป็นพื้นที่สีแดง คือ เป็นเขตอิทธิพลจากคอมมิวนิสต์เข้มข้น มีการปะทะรุนแรง ส่วนพื้นที่สีชมพูจะเจือจางลงหน่อย แผนที่ขวานไทยตอนนั้น เหลือว่างๆไม่แดงไม่ชมพู แค่วงกลางๆจากกรุงเทพมหานครไปแถวๆภาคกลางเท่านั้น)
…………………………………

 

ลุงประยูร ชาภักดี อดีตประธานสภาอบต.โนนดินแดง เล่าว่า เดิมอยู่บ้านส้มป่อย อำเภอละหานทราย ปี พ.ศ. 2514 กรมทางหลวงตัดถนนสายละหานทราย-ตาพระยา ซึ่งกว่าจะสร้างเสร็จก็หืดขึ้นคอ ต้องใช้เวลาถึง 5 ปีกว่า เพราะระหว่างการก่อสร้าง ทั้งทหาร ทั้งช่าง ต้องคอยรบกับผกค. บาดเจ็บล้มตายกันไม่น้อย ตอนหลังจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ ชื่อ ‘เราสู้’ ซึ่งขอพระราชทานมาจากเพลงพระราชนิพนธ์

อนุสาวรีย์เราสู้ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่างตัดถนน จนถึงตัดถนนเสร็จ ชาวบ้านจากที่อื่นก็เลยย้ายตามถนน+ย้ายหนีผกค. มาถากถางป่าจับจองที่อยู่ใหม่ มีคนอพยพตามเข้ามาจากหลายจังหวัด

“วันนึงๆไม่ต่ำกว่าวันละ 50 ครอบครัวที่มา คือทราบข่าวจากญาติๆบอกกันต่อๆไป”  ลุงประยูรเล่า

พอคนเยอะขึ้นๆ ก็เลื่อนเป็นหมู่บ้านและยกขึ้นเป็นตำบลในปี พ.ศ. 2520 “ประมาณ พ.ศ. 17, 18 น่ะนะ เริ่มมีผกค. แต่ก่อนในพื้นที่นี้ไม่มี มันจะมีทางอ.ศรีปะคำ ทางหินโคนดง ทางเสิงสางทางโน้น ทางที่จะติดต่อไปทางเขาใหญ่โน่นแหละนะครับ”

พ.ศ. 2519 รัฐเริ่มส่งตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาประจำการที่โนนดินแดง
“แต่ก่อนลูกหลานไปเข้าโรงเรียนที่บ้านส้มป่อย ห่างจากโนนดินแดงไปสองกิโลกว่าๆ ก็ลำบาก ทางตำรวจตระเวนชายแดนเลยก็มา มาอะไรล่ะ มาเป็นชุดคุ้มครอง คุ้มกันอะไรนี่แหละ”

ภายหลัง ชาวบ้านเลยขอร้องให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ช่วยสร้างโรงเรียนให้ที่หมู่บ้าน
“ตอนแรกที่จะสร้างน่ะ ผกค.ก็ขัดขวางเหมือนกันนะครับ ว่าสร้างไม่ได้ ทางผกค.จะเผา
ทีนี้พวกผมก็อยากจะได้โรงเรียนน่ะครับ ก็เลยช่วยกัน ช่วยกับทางตชด. บริจาคไม้ หาไม้หาอะไร แรงงานต่างๆ เราก็ช่วยกัน ไม่มีจ้าง แต่ขอให้ตชด.นี่เขาเป็นช่างให้

พวกเราชาวบ้านก็ช่วยกัน ออกแรง แม้กระทั่งอาหงอาหารก็เอากันไปกินเอง ประกอบกันกินเอง คล้ายๆกับลงแขกกันทำ หรือช่วยกันทำ เพราะว่าเราต้องการโรงเรียนให้ลูกหลานเรา”

ถามต่อไปว่า แล้วโรงเรียนนี่สร้างได้ยังไง ในเมื่อผกค.ไม่อยากให้มี ลุงประยูรเล่าว่า
“ก่อนจะสร้างนะครับ วันนั้นผกค.ก็เข้ามาที่บ้าน (ประมาณปี พ.ศ. 2518) ตอนเย็นนะครับ มาพอดีทางอำเภอก็เข้ามา ก็มาคุยกันเรื่องโรงเรียนนี่แหละ อำเภอก็ให้สร้าง ผกค.ก็ไม่ให้สร้าง

พอดีมา ต่างคนต่างมา ก็มาเจอกันพอดี พวกผมรู้ทัน ก็เลยให้ผกค.ขึ้นไปอยู่ข้างบน ทางเจ้าหน้าที่ทางอำเภอ ก็มาคุยกันข้างล่าง ก็วิ่งประสานกัน ขึ้นไปข้างบน ขอร้องอย่าให้มีอะไรตรงนี้ ขอว่ากันใหม่ เวลาใหม่ อะไรลักษณะนั้น

ทีนี้ทางอำเภอกลับ ผกค.ก็ลงมา ผกค.ก็เข้าใจว่าพวกผม นี่จำเป็นจะต้องอยู่ทั้งสองฝ่ายใช่มั้ย จริงๆเราก็หนักทางบ้านเมืองเรานี่แหละ แต่ผกค.เราก็รับฟังไปอย่างนั้น ถ้าไม่นั่นกับเขา เราก็อยู่ไม่ได้ โอย ลำบากครับ ลำบาก”

เมื่อถามว่า ผกค.ที่พูดถึงนี่เป็นคนไทยหรือเป็นเขมร ลุงปรีชาบอกว่า
“คนไทย ลูกหลานบ้านเรานี่แหละ ใกล้ๆบ้านเราก็มี คนต่างจังหวัดก็มี แถวสกลนคร นครพนม แถวกาฬสินธ์ุก็มี

ตอนนั้นจะถือว่าเป็นสงครามแย่งประชาชนก็ได้ ทางนี้ก็รีบเข้ามาพัฒนากันขึ้นมา ให้มันเร็วขึ้นน่ะ กลางค่ำกลางคืนก็ทำกัน ตัดถนนหนทางในหมู่บ้าน พวกผมนี่ แทรกเตอร์ดันไป พวกผมเดินนำหน้า เดินตามหลังเดินนำหน้า

ทั้งทหารทั้งตำรวจด้วยช่วยกัน ทั้งกลางวันกลางคืน พวกทหารก็มีหน้าที่คุ้มกัน ก็ถือปืนคุ้มกันไป พวกผมก็ทำกันไปทั้งกลางวันกลางคืน รีบ แย่ง แย่งประชาชน”
…………………………………………………

บทความ: ปัณฑา สิริกุล

Photo Credit: https://sites.google.com/site/buriramfotouristattraction/home/xnusawriy-rea-su-canghwad-buriramy