• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เทรนด์การเงิน การลงทุน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

“ตั้งแต่เริ่ม เรียนรู้การ ใช้เงินมา
หรือเริ่มจะ ทำงาน ได้สักพัก
เริ่มเข้าใจ เริ่มศึกษา เริ่มคิดหนัก
เริ่มรู้จัก ชักหน้า ไม่ถึงหลัง ..

 

บทความนี้ จะไล่เรียง รัชสมัย
การเงินไทย ในอดีต แบบหยินหยาง
เริ่มรุ่นทวด มีเด่นด้อย เทียบให้ฟัง
ชนรุ่นหลัง ลูกหลานเรา จะได้ดี

 

เปรียบการเงิน จะเริ่มรัชกาลที่ห้า
ต่างประเทศ ค้าขายมา เกิดเศรษฐี
มีสงคราม มีเลือกตั้ง ถึงรัชกาลนี้
สดุดี สิบรัชกาล ชัชวาลไทย”

 

ผู้เขียนเกิดในรัชสมัยรัชกาลที่เก้า มีบุพการีเกิดในรัชกาลที่แปด มีคุณทวดเข้ามาพำนักอาศัยในสยามประเทศตั้งแต่รัชกาลที่ห้าและหก ตัวผู้เขียนเองจะยืนหยัดยึดมั่นทำงานวางแผนการเงินให้ดีที่สุดในรัชสมัยรัชกาลที่สิบนี้ เพื่อประโยชน์ต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

1.การเงินในรัชสมัยรัชกาลที่ห้า

ในบางส่วนของราชอาณาจักรสยาม ต้นยุครัตนโกสินทร์ ยังมีการใช้พดด้วงซึ่งเป็นค่าเงินสมัย ออเจ้า หลงเหลืออยู่เพื่อซื้อขายสินค้า นอกเหนือไปจากค่าเงินใหม่ที่เริ่มใช้เป็นบรรทัดฐานคือ บาท สตางค์ แทนโสฬส อัฐ เสี้ยว ไปจนถึงตำลึง ชั่ง ทศพิศ และเลิกใช้พดด้วงหลังจากใช้มานานหกศตวรรษ

เงินพดด้วงสมัยรัชกาลที่ ๕

 

เหรียญโสฬสสมัยรัชกาลที่ ๕

ขอบคุณรูปจาก: https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=klongrongmoo&month=17-01-2009&group=4&gblog=21

 

การถือสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไรก็จะเน้นทองคำและที่ดินที่นา เช่นพระยาศักดินามีที่ดินเป็นพันไร่ หรือเรือกสวนไร่นา เช่นแหล่งพลอย สวนพริกไทยเพื่อส่งขายยุโรป จนยุโรปอยากได้ไทยบริเวณจันทบุรี ตราดเป็นเมืองขึ้น ซึ่งปัจจุบันเป็นกัมพูชา และป่าดิบชื้นซึ่งบางส่วนเป็นของประเทศลาวและเมียนมา

สินค้าก็เป็นพืชผลทางการเกษตร ยาสูบ เครื่องแก้ว และทาส ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด

 

2.การเงินในรัชสมัยรัชกาลที่หก รัชกาลที่เจ็ด และรัชกาลที่แปด

เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง
ทอง เงิน เป็นค่าเงินหลักในการอ้างอิง
เปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น มีการผลิตเหรียญตามแบบสากล เล็กจนถึงขนาดห้าสตางค์ ในสมัยรัชกาลที่แปด แต่นั่นไม่เท่ากับเจ้าขุนมูลนายและเจ้าสัวต่างๆ ได้นำพาประเทศไปสู่การค้าสากล และกระแสทุนนิยม Capitalism ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับชนขั้นล่างขึ้นเรื่อยๆ

ธนบัตรสมัยรัชกาลที่ ๗
ขอบคุณรูปจาก: https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=vinitsiri&month=25-07-2012&group=16&gblog=182

3.การเงินในรัชสมัยรัชกาลที่เก้า

ทุกคนทราบดี เราใช้จ่ายด้วยเงินและธนบัตรน้อยลง ใช้บัตรเครดิต มีประโยคฮิตถามว่า “ทั้งร้าน เท่าไหร่?” (เกิดไม่ทัน อายเขานะ รีบไปกูเกิ้ลดูนะครับ) มี Paypal มี บล็อคเชน หรือเงินดิจิตอลให้ลุ้นกัน


Diners Club/The Leo Burnett Group Thailand

อินเตอร์เน็ตทำให้การค้นหาความรู้ การเชื่อมโยงผู้คน การเกิดอาชีพใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายดายมากขึ้น หากยังจำได้ สมัยแรกเริ่มต้องรอสัญญาณเน็ตจากสายโทรศัพท์เป็นเสียงเอกลักษณ์นั้น จนปัจจุบันวิ่งผ่านไฟเบอร์ออปติกเร็วกว่าเป็นพันเท่าในค่าใช้จ่ายเดิม โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เช่นกัน

ตลาดเงินมีครบทั้งสภาพคล่องสูงเช่นเงินฝากหลากแบบ สลากออมสิน สลาก ธกส. ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ Derivatives มี FOREX ซื้อขายเงินตราต่างประเทศเป็นต้น และอยู่ในสายตาของ กลต.

การถือทรัพย์สินก็จะเน้นไปที่ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง แม้สภาพคล่องต่ำแต่มีความต้องการมาก เช่นคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า การคมนาคมมีมากขึ้น เช่นทางด่วน รถไฟฟ้า เริ่มมีนักลงทุน (Investor) มากขึ้น เพราะเงินจะทำงานตลอดเวลา เช่นจากตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ (Business Owner) เพราะจะมีคนทำงานเพื่อเงินแทนเรา เราเป็นเจ้าของระบบและองค์กร มีการขายแฟรนไชส์และถือครองธุรกิจไขว้ไปมาเพื่อผลทางภาษีและผลตอบแทน ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมาก

ภาครัฐส่งเสริมการทำ e-Commerce ระบบ Supply-Chain และ Logistics ตามภาคเอกชน การก้าวเข้ามาของ Innovation Technology และ FinTech เช่น PromptPay ก่อให้เกิดผลกระทบที่ดีและการเปลี่ยนแปลงตามสากลมากขึ้น

เศรษฐีเกิดใหม่หลายตระกูลด้วยนวัตกรรมใหม่ ความเชี่ยวชาญบางอย่าง การใกล้ชิดนักการเมือง หรือสินค้าออนไลน์ เช่นแม่ค้าอายุ 22 ‘น้องตั๊ก ศุกลรัตน์ มานะดี’ จากชีวิตติดลบ รวยเป็นพันล้านบาทจากการทำสบู่ขายออนไลน์ เริ่มจากทองคำเส้นสลึงเดียว

ขอบคุณรูปจาก: https://www.sanook.com/women/43561/

ในรัชสมัยนี้ ดอกเบี้ยเงินฝากเคยขึ้นไปสูงถึง 14% ต่อปี และลดลงเหลือ 0% เป็นเวลาสองวันครึ่งโดยธนาคารทหารไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 0.125% ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอย่างไร

 

4.การเงินในรัชสมัยรัชกาลที่สิบ

เป็นการเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว เงินดิจิตอล หรือ Crypto Currency เป็นทางเลือกใหม่ของนักลงทุนที่ใครๆ ก็สามารถสร้างเองได้ เพื่อใช้จ่าย เป็นสินทรัพย์ และเป็นทรัพย์สินเพื่อเก็งกำไรได้ ในขณะที่ Digital TV กลับไม่ทำกำไรเลยแม้จะมี ทีมหมูป่าอะคาเดมี มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เพราะคนใช้ Platform บนมือถือมากขึ้น

แต่การโจรกรรมก็สามารถทำได้ เช่นการขโมยเงินจาก e-Wallet ของ Crypto Currency เลย เพราะแยกจากระบบเงินดิจิตอลไปแล้ว และเราใช้เงินเพื่อชำระหนี้ทางกฎหมายน้อยลง ใช้การโอนเงินเช่น iBanking mBanking มากขึ้น ตู้เอทีเอ็มจะหายไป ธนาคารสาขา Stand Alone จะลดลง ไปอยู่ตามห้างมากขึ้นหรือลดขนาดห้องลง และเงินจริงๆ ที่หมุนเวียนในระบบจะลดลง ไปใช้การโอนเงินหรือเงินดิจิตอลแทน ทำให้ภาครัฐประหยัดทรัพยากรไปได้มาก

ขอบคุณรูปจาก: https://www.posttoday.com/finance/news/536858

 

ข้อมูลจาก
https://www.posttoday.com/finance/news/522571

การลงทุน จะมี AI Robot หรือหุ่นยนต์ Artificial Intelligence มาช่วยแนะนำ Transaction และ Portfolio ทางการเงิน แม้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากคงไม่มีทางเป็นบวกแน่ๆ หักด้วยเงินเฟ้อจะเฉลี่ยที่ 3% ขึ้นไปตลอด และหลายอาชีพทางการเงินจะตกงาน เช่นพนักงานธนาคาร OTC – Over The Counter และอาชีพที่ต่อเนื่องจากระบบนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม การเป็นหนี้บัตรเครดิตยังมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า และจะมากขึ้นด้วยเนื่องจากมีสิ่งยั่วใจมากขึ้น และผู้มีเงินได้มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ เช่นจากธุรกิจบนมือถือ และผู้คนก็จะมีอายุยืนมากขึ้นเพราะเราเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุแล้ว จึงทำให้ผู้สูงวัยยังต้องทำงานตลอดไป และพฤติกรรมการเงินของคนไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง จาก Customer Insights by TMB พบว่าฐานข้อมูลคนไทย 35 ล้านคน คนไทย 80% มีเงินออมเหลือใช้ไม่ถึง 6 เดือน ไม่ออมเลยถึง 13% และกลุ่มคนที่ออมก็ฝากธนาคารถึง 80% (ต่างชาติที่พัฒนาแล้ว ฝากธนาคารน้อยกว่า 50%) แทนที่จะแบ่งไปลงทุน เป็นต้น

อีกปัญหาคือ ไทยติดอันดับสามของโลก เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ต่อจากรัสเซียและอินเดีย จากข้อมูลธนาคารเครดิตสวิส ในปี พ.ศ. 2559 ทั้งๆ ที่ไทยมีประชากรน้อยกว่าประเทศทั้งสองนี้มาก และจากการประกาศอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทย ปี พ.ศ. 2560 มีทรัพย์สินเป็น 30% ของ GDP และยังมีทรัพย์สินเป็น 79% ของประเทศ จากคน 50 คนนี้แค่นั้นนะครับ คนจนก็จะจนไปเรื่อยๆ คนรวยก็จะยิ่งรวยมากขึ้นทุกที

ประเด็นคือความรู้ทางการเงินต้องได้รับการจัดการก่อนเป็นอันดับแรก
การจะซื้อรถสักคัน ยังพิจารณาการออกแบบ
การจะซื้อเสื้อผ้า ราคาถูกกว่ารถอีก กลับยิ่งต้องพิจารณาการออกแบบ
แต่การใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากวันนี้ กลับไม่เคยวางแผนชีวิตว่าจะบริหารเงินอย่างไร

ถามเด็กจบใหม่อายุ 23 สิ่งแรกที่ต้องซื้อคือรถยนต์ Eco Car สี่ห้าแสน ทั้งๆที่เก็บเงินผ่อนรถเจ็ดปี เทียบกับการนำเงินผ่อนรถไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเจ็ดปีเช่นกัน กลับเป็นเงินกว่าล้านบาทขึ้นมาแทน ในขณะที่มูลค่ารถเหลือเพียง 20% เรียกได้ว่าเจ็ดปีต่อมา เอากำไรมาซื้อรถกลุ่มนี้ได้ถึงสองคัน หรือได้คอนโดฯสตูดิโอห้องหนึ่งพร้อมทำเรือนหอตอนอายุ 30 ได้ทีเดียวเชียว

แม้ว่าเราไม่อยากเปลี่ยน แต่โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

สังคมก็จะบีบบังคับให้เราเปลี่ยน ..เช่นทุกวันนี้ น้อยคนนักที่จะใช้โทรศัพท์ซิมเบี้ยน 1G ประจำวัน หาซื้อแผ่น CD หรือออกรถยนต์ส่วนตัวใหม่ด้วยเกียร์ธรรมดา ช่างก็เช่นกัน พวกเขาต้องหัดซ่อมไอโฟน ขาย Thumb Drive 1TB แทน หรือหัดซ่อมรถเกียร์ออโตให้ได้ พวกเราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเช่นกันครับ

ตัวเลขเปรียบเทียบการค้นหาคำ ช่างซ่อมรถเกียร์ธรรมดา กับ ช่างซ่อมรถเกียร์ออโต้
พบว่า ช่างซ่อมรถเกียร์ออโต้ มีรายการให้เลือกมากกว่าถึง 350%
และในอนาคตตัวเลขนี้ก็จะห่างมากขึ้นตามยุคสมัย

……………………….
ติดตามอ่านบทความสาระการเงินโดย
ปารเมศ สุริยพันธุ์ ผู้จัดการหน่วยชั้นที่หนึ่ง ที่ปรึกษาการเงิน บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต
ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่นี่

ตอนที่ 1: จะเงินเฟ้อ หรือเงินเฟอะ เรียนรู้เรื่องเงินก่อนจะเฟอะฟะ
http://genonline.co/2018/06/01/inflation/

ตอนที่ 2: ออมเงินอย่างไร? ให้มีใช้ยามฉุกเฉิน
http://genonline.co/2018/06/08/emergencycoin/

ตอนที่ 3: รู้งี้…ไปเที่ยวญี่ปุ่นปีหน้าดีกว่า
http://genonline.co/2018/06/18/japan-nexttime/

ตอนที่4: ตราสารหนี้ ตราสารทุน เข้าใจยากจัง แต่ถ้าได้ตังค์ก็ไม่เปล่าประโยชน์!!!
http://genonline.co/2018/06/28/money-stand-by-you/

…………………………….
บทความ: ปารเมศ สุริยพันธุ์