• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

มนตราแห่งสีขาว และวัยวันของสองโลก

มีคนเคยพูดว่า ชีวิตวัยเด็ก เป็นเรื่องความขาวสะอาดของจิตใจเรา เหมือนกระดาษ เมื่อมีรอยอะไรมาประทับ มันชัดเจน ซาบซึ้ง และตรึงตรา

 

         โดยผิวเผิน มันคือคำกล่าวทั่วไปที่เรามักได้ยินกันอยู่เสมอ แต่คำเปรียบเปรยนี้มีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่อย่างลึกล้ำ มันเป็นประสบการณ์ที่ซึมซาบเข้าสู่จิตใจและความรู้สึกของแต่ละคนจนยากจะแยกออกจากกัน หากอธิบายให้เห็นภาพก็คงเหมือนกับการเดินทางไปต่างถิ่น สู่สถานที่แปลกตา ได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ อันชวนหลงใหล หากแต่ทุกสิ่งอย่างที่พบเห็นกลับไม่ชวนประทับใจเหมือนกับที่เรามีต่อสิ่งเล็กๆเมื่อครั้งเยาว์วัย กล่าวให้ชัดกว่านี้ เช่น ภาพวาดบนเถียงนาน้อยของน้าชายด้วยถ่านไฟเพียงก้อนเดียว กลับตราตรึงและส่งพลังบันดาลให้เราได้มากกว่างานศิลปะของไมเคิล แองเจลโล ปีกัสโซ หรือแม้แต่แวน​ โก๊ะห์  ซึ่งเราอาจได้เสพของจริงด้วยตาในวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และแม้ผลงานของศิลปินก้องโลกทั้งหลายจะสวยสดงดงามเพียงใดก็ตาม แต่มันหาได้ทำให้ซาบซึ้งตรึงใจเท่าลายเส้นบิดๆ เบี้ยวๆ อันเกิดจากก้อนถ่านที่ขีดเขียนไว้บนขื่อเถียงนาของน้าชายเราได้เลย

         สีขาวในวัยเยาว์ กับเรื่องเล่าเกี่ยวแก่เด็กน้อย จึงกระทบจิตใจเราได้ง่ายดายแม้เพียงแค่เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง กำลังกระทำการใดด้วยความบริสุทธิ์แห่งวัยวันของพวกเขา..

 

         ผมเขียนถึงประเด็นความคิดนี้ภายหลังจากฝนตกจนออกบ้านไปไหนไม่สะดวก เลยเปิดคอมพิวเตอร์เข้าไปรื้อคลังภาพถ่ายเก่าๆ ของตัวเองดูเล่นๆ โดยหนึ่งในหลายร้อยภาพที่เห็นก็คือภาพของยายกับหลาน ซึ่งกำลังฝัดข้าวด้วยกัน จากนั้นความนึกคิดก็นำพาผมไปสู่เรื่องเล่าเก่าก่อนที่ซาบซึ้งตรึงใจผมมาตั้งแต่เยาว์วัย..

 

..ภาพแม่กับหลานกำลังฝัดข้าว นับวันยิ่งจะหาดูยาก ลึกลงไปกว่าการหาดูยากอาจคือการตัดขาดของคนทั้งสองโลก

แม่คือคนโลกเก่า โคตรเหง้าคือเกษตรกรบนผืนดินแล้งเข็ญห่างไกล ชีวิตยึดโยงอยู่กับดินน้ำฟ้า การทำนาปลูกข้าวจึงมีความหมายหยั่งลึกลงสู่ชีวิตเสมอมา สมัยผมเป็นเด็ก ตาเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านของตาแม้หลังไม่ใหญ่โต​ หากแต่มีชานบ้านโล่งกว้าง ชานบ้านหรือนอกชานบ้านนี้แหละที่เป็นที่รองรับผู้คนผ่านทางมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคน(ยุคโน้นเรื่องภูตผีวิญญาณยังเข้มข้นนัก ใครกล้าไปขออาศัยนอนวัด​ คนนั้นต้องเป็นพวกชอบลองของ) เช่นนี้ที่บ้านผู้นำหมู่บ้านจึงต้องปลูกข้าวให้มากยามมีคนผ่านมาพักค้างแรมจะได้หุงหารับรองได้ทันที 

แม่เคยเล่าว่า ตอนแม่เพิ่งย่างวัยสาวก็จะเป็นคนตำข้าวพร้อมกับพี่ป้าน้าอา บางครั้งก็ย่ำด้วยครกกระเดื่อง บนลานบ้านนั่นแหละ ยิ่งในค่ำคืนฤดูหนาว ในหมู่บ้านจะมีผู้บ่าวไทบ้านมาดีดซึงเกี้ยวสาว บางหนุ่มก็หนีบแคนมาเป่าล้อเสียงซึง แม่บอก กว่าจะตำข้าวได้แต่ละกระบุงก็ดื่นดึก มือนั้นพองแล้วพองอีก ที่มือพองเพราะต้องตำข้าวให้มาก- ก็ตาเป็นคนบอกแม่ว่าบ้านเรามีคนแวะมาเยือนอยู่เรื่อย ถ้าตำไว้น้อยจะไม่พอแบ่งให้คนอื่นได้กิน

ต่อมาเมื่อโรงสีข้าวเข้าสู่หมู่บ้าน แม่กับพี่ป้าน้าอาจึงไม่ต้องตำข้าวจนมือพองอีก แต่ถึงอย่างนั้น​ บ้านเราก็ต้องสีข้าวไว้มากกว่าปกติเสมอ ช่วงแรกนั้นโรงสีข้าวยังด้อยมาตรฐานในการขัดข้าว ทั้งหินทั้งยางขัดทั้งแกลบปนมากับข้าวสาร หน้าที่ของแม่คือฝัดข้าวและเก็บกากกับเศษหินขัดต่างๆ ออกให้มากที่สุด ตอนผมเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็จำต้องไปช่วยแม่เก็บกากข้าวและหินเม็ดเล็กๆ นี้ด้วยความขี้เกียจ เบื่อหน่ายและฝืนใจทำ แม่ก็มักพร่ำบอกอยู่แทบทุกครั้งว่า “เก็บกากเก็บหินออกให้หมดน่ะยิ่งดี เวลาเอาข้าวไปหุงหรือไปนึ่ง คนกินข้าวจะได้ไม่เคี้ยวโดนหิน เราก็จะไม่บาป!” ตอนนั้นผมกลัวบาปมาก เข้าใจว่าบาปมีอาการเหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง

 

ต่อจากยุคของตา พ่อขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน แม้ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน เสาไฟฟ้าเริ่มงอก บ้านเรือนค่อยๆสว่างไสว แต่บ้านของเรายังคงเป็นเรือนที่เปิดรับอาคันตุกะเฉกเช่นวันเก่าก่อน ฝั่งแม่ยังฝัดเก็บข้าวสารใส่แอ่ง (อ่างดินเผา) ไว้ด้วยดีเสมอมา ส่วนผมก็สนุกสนานและตื่นเต้นกับบรรดาแขกแปลกหน้าแทบไม่ต่างจากวันวาน

บ้านเราไม่ได้ร่ำรวย หากแต่คนสมัยก่อนนั้นจิตใจเขาเป็นเช่นนี้ และไม่ว่าอย่างไร ข้าวคือส่วนสำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องตระเตรียมให้พร้อม

จวบทุกวันนี้ คราวใดที่ผมหวนเยือนบ้านเกิด สิ่งที่แม่เป็นห่วงในวันลูกจะลากลับคือ กลัวลูกไม่มีข้าวกิน แม่จะกระตือรือร้นในการนำข้าวเปลือกไปสี สีแล้วก็นำมาฝัด เก็บเศษเปลือกข้าว เก็บเม็ดหินอย่างที่เคยทำเมื่อหลายสิบปีมา ฝัดแล้วใส่ไว้เป็นกระสอบๆ คะยั้นคะยอให้ผมนำไปฝากคนโน้นคนนี้ที่รู้จัก แน่ล่ะ ยุคสมัยอาจทำให้ที่บ้านไม่ค่อยได้ต้อนรับอาคันตุกะเช่นเก่าก่อน หากแต่ความรู้สึกแบบเก่านั้นไม่มีวันจืดจาง

ผมมักย้อนมองผู้คนในยุคนี้ หรือแคบเข้ามาก็คือการมองที่ตัวเองเป็นสำคัญ หัวจิตหัวใจแห่งความเอื้ออาทรนั้นกระจ้อยร่อยเหลือเกิน ทั้งที่ใจจริงเราเพียรทำให้ได้เหมือนตา​- กว้างและรับต่อทุกมวลชีวิต แต่นั่นแหละ หัวใจเราสู้คนโลกเก่าไม่ได้เอาเสียเลย 

 

และมิพักให้ต้องพูดถึงผู้คนยุคต่อไป

 

วันนี้ ผมได้แต่มองภาพหลานตัวน้อยที่อยู่ในภาพถ่าย พร้อมกับความคิดซึ่งหวนสู่ภาพสังคมเก่าก่อน เป็นการปลอบประโลมคืนวันระหว่างโลกทั้งสองใบ เป็นโลกสีขาวสองใบ ซึ่งเก็บซ่อนอยู่ภายในตัวของผมเสมอมา 

…………………………
บทความ: ประยูร หงษาธร