• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

7 มุมมองชีวิตที่เราเรียนรู้ได้จากภาพยนตร์เรื่อง “WONDER”

นี่เป็นบทความชิ้นแรกที่ดิฉันมีโอกาสเขียนให้กับ GenOnline ค่ะ 

สารภาพว่ายากมากในการเลือกข้อเขียนชิ้นเปิดตัวในครั้งนี้แต่ในเมื่อตกลงปลงใจในการร่วมหอลงโรงแล้วมันก็ต้องเข็นออกมาจนได้นั่นแหละค่ะ โดยมีคำขอร้องแกมบังคับมาจากบก.บริหารว่า

“ขอหนังฟีลกู้ดหรือหนังสร้างแรงขับทางบวกนะ ไม่เอาดาร์ค ดาร์คเยอะแล้วในสังคมขอขาวๆใสๆวิ่งเล่นไกลๆในทุ่งลาเวนเดอร์สักนี้ดดด”

แหม.. ลองมีใบสั่งมาขนาดนี้ก็จัดไปค่ะ 

สุดท้ายหวยเลยมาออกที่หนัง Feel good เรื่องนี้เรื่องที่มีชื่อว่า ‘Wonder’ ซึ่งเป็นหนังเมื่อปีค.ศ.​ 2017 ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ลูกชายคนสุดท้องให้บังเอิญเคราะห์ร้ายเกิดมาพร้อมความผิดปกติของใบหน้าซึ่งมีที่มาจากยีนส์ด้อยของทั้งฝั่งพ่อและแม่ซึ่งให้บังเอิญมาป๊ะกันเข้าพอดีตอนที่ฟอร์มตัวเป็นหนูน้อย Auggie 

 

และเพียงแค่ก่อนการฉลองวันเกิดครบ 3 ปี Auggie ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดใบหน้าไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทั้งเพื่อให้ตามองเห็น เพื่อให้กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานได้รวมถึงเพื่อให้หูได้ยิน

ในระยะ10 ปีแรกของชีวิต Auggie ไม่ได้ไปโรงเรียนเลยแต่ใช้วิธีเรียนโฮมสกูลกับแม่แทน (รับบทโดย Julia Roberts) จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่แม่คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่ Auggie จะต้องออกไปมีชีวิตภายนอกออกไปรู้จักโลกและออกไป มีเพื่อน

เรื่องราวต่อๆมาก็ตามสเต็ปและหนังสูตรของฮอลลีวู้ดชีวิตจริงที่ก็จะหนีไม่พ้นการถูก Bully จากเด็กอื่นที่ ‘ล้วนแล้วแต่ปกติ’ ทั้งฐานะและร่างกายมีที่จะไม่ปกติก็คงเป็นทัศนคติที่มีต่อการมองเพื่อนมนุษย์หรือการที่ Auggie จะถูกมองด้วยสายตาหวาดหวั่นจากเพื่อนร่วมโรงเรียนซึ่งก็คงจะดูน่าเบื่อเกินไปในการจะมานั่งวิจารณ์ในแง่มุมกล้องบทหนังเพลงประกอบลองเทคหรืออะไรก็แล้วแต่เพราะสิ่งที่เด่นเรื่องนี้ไม่ใช่ฉากบู๊ประเภท 50 ต่อ1 ไม่ใช่ฉากภูเขาเผากระท่อมชนิดเหมามาหมดทั้งโกดัง Toys R Us และไม่ใช่ฉากที่มีเพลงประกอบสุดอลังชนิด Hans Zimmer มาแต่งให้เอง

แต่สิ่งที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือมุมมองต่อขีวิตที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกๆตัวที่เกี่ยวข้องซึ่งสำหรับดิฉันคุณค่าของภาพยนตร์หาใช่ความบันเทิงทางอารมณ์แต่เพียงอย่างเดียวไม่แต่อาจเป็นได้ด้วยแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อการสั่นไหวแห่งการรับรู้เพื่อเปิดมุมมองและโลกทรรศน์เราให้กว้างขึ้นต่อๆไป 

 

และต่อจากนี้นี่คือมุมมองดีๆที่ดิฉันได้จากหนังเรื่องนี้ค่ะ

1. เวลาเจอคนใจแคบเราต้องเป็นฝ่ายใจกว้าง
แหม.. จะว่าไปก็ดูจะคลับคล้ายคลับคลาสถานการณ์ในช่วงนี้พิลึกอยู่นะคะหะ..อะไรนะ.. ไม่เหน็บเหรอคะ.. อ่ะไม่เหน็บก็ไม่เหน็บ
ตอนนี้เป็นตอนที่แม่ของ Auggie ใช้สอน Auggie เมื่อลูกชายคนเล็กจะต้องผละจากอกแม่ไปสู่ชีวิตจริงซึ่งแม่ก็รู้ว่าโลกนี้สังคมนี้ล้วนประกอบไปด้วยความแตกต่างและทัศนคติซึ่งสำหรับคนใจกว้างแล้วก็จะพร้อมยอมรับความแตกต่างได้โดยง่ายแต่สำหรับคนใจแคบแล้วล้วนเป็นผลจากการเติบโตบนความไม่สมบูรณ์ในการรับรู้ว่าโลกนี้มีความแตกต่างและสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีต่อเขาเหล่านั้นได้คือการยอมรับและมองอย่างเข้าใจไม่คาดคั้นไม่ผูกมัดและทำเท่าที่เราทำได้อย่างนั้นก็นับว่าเราเป็นคนใจกว้างได้แล้ว

2. ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เห็นจงนึกถึงสิ่งที่อยากให้เป็น
เมื่อโลกไม่ใช่ของเราและโลกก็ไม่ได้หมุนรอบเรารวมถึงเมื่อเราไม่อาจเปลี่ยนวิถีความเป็นไปได้ การต่อต้านอาจไม่สำคัญไปกว่าการยอมรับและสร้างแรงจูงใจในการหาแง่มุมบวกจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนเช่นตอนที่ Auggie เดินเข้าโรงเรียนในช่วงแรกซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ Auggie ต้องเผชิญ​ คือสายตาที่มองมาอย่างรังเกียจของเพื่อนร่วมโรงเรียนและในเมื่อAuggie ไม่สามารถสั่งห้ามเด็กๆเหล่านั้นให้หยุดส่งสายตาเช่นนั้นมาได้สิ่งที่พ่อแม่ได้สอน Auggie ไว้ก็คือถ้าอย่างนั้นก็จงมองสิ่งเหล่านั้นให้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็น​  ซึ่งย่อมง่ายกว่ากันอย่างแน่นอน

3. แม่ฉันมีสายตาที่แหลมคมฉันแค่หวังว่าสักวันฉันจะอยู่ในสายตาคู่นั้นบ้าง
นี่เป็นความรู้สึกที่ลูกสาวคนโตอย่างเวียมีต่อพ่อแม่​ ซึ่งสำหรับพ่อแม่แล้วเวียคือลูกสาวที่ดีที่สุดที่ครอบครัวหนึ่งๆจะมีได้รักน้องรู้จักดูแลตัวเองรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่เคยทำให้ลำบากใจพ่อแม่จึงรู้สึกปลอดโปร่งมากพอที่จะถ่ายเทความสนใจทั้งหมดไปที่ลูกชายคนเล็กได้โดยลืมไปว่าการแสดงออกซึ่งความรักไม่ควรถูกแทนค่าด้วยคำว่า ‘เข้าใจ’ และไม่ว่าเมื่อไหร่ความรักของพ่อแม่ก็คือความสุขที่แท้จริงในใจลูกที่ไม่อาจมีสื่งใดมาทดแทนได้

4. Auggie เปลี่ยนหน้าตาไม่ได้งั้นลองเปลี่ยนสายตาที่เรามองสิ
เราทุกคนล้วนอยากเกิดมาสวยงามหล่อเหลามีครอบครัวอบอุ่นฐานะร่ำรวยฉลาดและเต็มไปด้วยความสุขแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครได้ทุกสิ่งเหล่านั้น การที่จะมองใครที่ด้อยกว่ามันง่ายมากที่จะเหยียดหยันทับถมไปบนคนที่พร้อมน้อยกว่า​ แต่นั่นก็จะเป็นแค่กลวิธีในการเพิ่มอัตตาที่ไม่เข้าท่าในการยกยอตัวเองของเราแล้วเติบโตไปเป็นคนที่มีจิตใจคับแคบและเห็นแต่ตัวเอง  หากเราไม่ต้องการเติบโดไปเป็นคนเช่นนั้นถ้าอย่างนั้นลองมองในมุมที่ว่าเรา ‘โชคดี’ กว่าเขาแค่ไหน​ แล้วเปิดใจยอมรับว่าเขาแค่โชคร้ายกว่าเราจึงไม่สมควรที่จะซ้ำเติมความโชคร้ายนั้นไปกว่าที่มันควรจะเป็นเหมือนกับที่อาจารย์ทูซแมนได้สอนจูเลียนเพื่อนของ Auggie ผู้กลั่นแกล้ง Auggie ให้มองเห็นสัจธรรมข้อนี้

5. การทำความดีมีได้หลายรูปแบบความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องของผู้แข็งแกร่งแต่เกิดจากการใช้ความเข้มแข็งให้ถูกทาง
คนที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่เลิศที่สุดฉันใดคนที่อ่อนแอทางกายก็ไม่ใช่ผู้ที่ด้อยที่สุดฉันนั้น ผู้ที่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีคนเลิศหาใช่คนที่รังแกและเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่าไม่แต่คือผู้ที่รู้ว่าจะนำสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้นไปใช้ให้ถูกทางได้อย่างไร คนแข็งแกร่งไม่ใช่คนที่รังแกผู้อื่นแต่คือผู้ที่ใช้ความแข็งแกร่งนั้นเพื่อปกป้องผู้ที่ด้อยกว่าและความแข็งแกร่งในรูปแบบนี้ต่างหากเล่าที่จักขับเคลื่อนสังคมเราให้เติบโตไปในร่มเงาแห่งความงดงาม

6. ถ้าเรารู้ความคิดของคนอื่นก็อาจพบว่าทุกคนไม่ใช่คนธรรมดาและทุกคนคู่ควรแก่เสียงปรบมือชื่นชมสักครั้งในชีวิต
เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครทั้งสิ้นที่จะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบกพร่องร้อยเปอร์เซ็นต์ การมีพร้อมของเราไม่ควรถูกบังอาจใช้เป็นมาตรวัดความไม่สมบูรณ์ของผู้อื่นได้ ในทุกๆคนย่อมมีมุมที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด มีวันที่ดีที่สุดและพินาศที่สุดแต่จงเชื่อเถิดว่าไม่ว่าจะใครๆการเคลื่อนไหวของชีวิตหนึ่งชีวิต​ ทุกชีวิตบนความเป็นไปของโลกใบนี้ย่อมต้องเคยสร้างแรงกระเพื่อมอันเป็นคุณูปการต่อใครสักคน​ หรือต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแล้วไม่มากก็น้อยและทุกๆความตั้งใจดีหรือการกระทำที่ดีๆนั้นก็คู่ควรกับการได้รับเสียงปรบมือชื่นชมสักครั้งในชีวิตไม่ใช่เพื่อเป็นการยกยอว่าเขาเหนือกว่าใครแต่เพื่อเป็นการตะโกนบอกไปให้เขารับรู้ว่าการกระทำที่ดีนั้นถูกเห็นและได้รับการรับรู้อุปมาเหมือนแสงไฟจากไม้ขีดแม้เป็นเพียงแสงไฟเล็กๆและถูกจุดในที่มืดมิด​ แต่มันก็จะยังได้รับการมองเห็นอยู่เสมอ

7. จงมีไมตรีเพราะคนเรานี้ล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรนและถ้าเราอยากเข้าใจคนอื่นถ่องแท้เราก็แค่ต้องเปิดตามอง
เราไม่อาจบอกใครถึงวันที่เลวร้ายหรือแง่มุมชีวิตที่โหดร้ายชนิดทุกเสี้ยวแก่ผู้อื่นได้ฉันใดเราก็จงพึงเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่แค่เราที่มีวันเวลาหรือช่วงชีวิตที่โหดร้าย แต่คนอื่นก็ล้วนมีวันเหล่านี้เหมือนกันกับเราทั้งสิ้น การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในจิตใจ​ คือการถือครองไว้ซึ่งเมตตา เมตตาในการที่จะเข้าใจว่าทุกๆคนล้วนมีแผลเป็นจากประสบการณ์ร้ายของชีวิตด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นและการมีไมตรีและความเข้าใจต่อความเป็นจริงของชีวิตคือวิธีที่ง่ายและฟรีที่สุดในการสร้างจิตใจที่เปี่ยมสุขและเต็มไปด้วยพลังบวก

ทั้งหมดนี้ถ้าจะมีความเห็นแก่ตัวแม้เพียงนิดก็คงเป็นความเห็นแก่ตัวที่อยากให้ใจเราเองเป็นสุขใจที่เปี่ยมสุขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด​ เพราะนี่คือสิ่งที่สกุลเงินไหนๆของโลกหรือของมีค่าที่สุดเพียงใดก็ไม่สามารถเสกสรรค์ให้มันเกิดขึ้นมาได้นอกจากเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้สร้างให้ตัวเราเอง

มาเห็นแก่ตัวด้วยกันในการสร้างให้ใจเราเปี่ยมสุขกันเถอะค่ะ

………………………………….

บทความโดย: 8880708

Photos Credit: www.imdb.com,Lionsgate