• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

จิตอาสาในเชิงการลงทุน ที่เจือจุนทั้งผู้อื่นและตนเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีที่แล้ว เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง หลายบริษัทปิดตัวลง บางคนฆ่าตัวตาย บางคนในแวดวงรัฐบาลได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินไทยกับดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่หลายคนมากมายเสียหายจากหนี้ที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในข้ามคืน และในขณะที่บางคนที่เป็นนักธุรกิจในสมัยนั้นกลับเอาตัวรอดมาได้ เพราะจิตอาสานี่เอง

 

เกริ่นมานาน กราบสวัสดีครับท่านผู้อ่าน หากได้ติดตามอ่านมาบ้าง​ จะเห็นว่าในบทความของผมจะเน้นไปทางมุมนักลงทุน มุมการวางแผนการเงินหรือมุมการโอนความเสี่ยง เพราะคุณคือนักลงทุนโดยที่ไม่รู้ตัว​ และส่วนหนึ่งในจิตใจนั้นคือการเป็นจิตอาสาซึ่งเป็นลักษณะของคนไทย เราเอื้อเฟื้อกันโดยที่ไม่ต้องร้องขอ ทำตัว Low Profile เพราะทำดีก็ได้ดีไปแล้ว สุขใจแล้ว เช่นกรณีหมูป่าอคาเดมี่ เรือล่มที่ภูเก็ต​ เป็นต้น

จิตอาสาทำความสะอาดถ้ำหลวง
source : https://www.posttoday.com/social/general/557524

 

บทความนี้อยากจะส่งผ่านความเป็นจิตอาสาในเชิงการลงทุน และต่อเนื่องจากบทความที่แล้วที่เขียนถึงการลงทุนในอดีตจนมาถึงรัชกาลปัจจุบัน​ และต่อเนื่องไปถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันพระใหญ่คือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งปีนี้มีเดือนแปดสองหนด้วย

 

จิตอาสาเป็นอาสาสมัครในรูปแบบหนึ่งที่ทุ่มเทจิตใจเพื่อบรรลุเป้าหมายกลุ่มสังคมนั้นๆ เช่นการออกค่ายกิจกรรมสังคม ชุมชน​ เป็นต้น แล้วการที่เป็นคนไทยนี่มันถูกเอาไปเกี่ยวกับจิตอาสาอย่างไร?

แล้ว เออ มันมาเกี่ยวกับการเงิน 4.0 อย่างไรด้วย? ยุคนั้นน่าจะต่ำกว่า 1.0 เยอะเลย เพราะดอกเบี้ยเงินฝากในกองทรัสต์ 14% ยังหาได้ ทองก็บาทละหกพันเศษๆ ค่าครองชีพถูก น้ำมันราคาไม่แพง อาหารก็ถูกกว่าสมัยนี้มาก ค่าเล่าเรียนก็ไม่แพง หลายบ้านนิยมส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศกัน​ เช่น​ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อเมริกา แถมหุ้นรายตัวก็ไม่แพง

 

อสังหาริมทรัพย์บูม แม้แต่เขาทราย แกแล็คซี่​ ยังเอาทองหลายร้อยบาท (สูงสุดเคยได้ก่อนชกบนเวที ครั้งเดียว 42 บาท) มาทำบ้านจัดสรร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แถมภรรยาสาวชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้อยู่ร่วมกันอีก และไม่มีใครวางแผนการเงินหรอก เพราะแค่เงินฝากที่เสี่ยงน้อยมากยังได้ดอกเบี้ยสองหลัก แทบทุกคนที่มีเงินเก็บสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินแค่ในธนาคารก็บริหารจัดการได้ เปรียบกับสมัยนี้ต้องกองทุนรวมหุ้นขึ้นไป จึงจะได้ผลตอบแทนสองหลัก แถมเสี่ยงมากกว่ากันมากๆๆๆ

เขาทราย กาแล็คซี่ นักชกมวย ฉายา “ซ้ายทะลวงไส้”
Source: http://3.bp.blogspot.com/-4P0Ou9Xr-vI/UIGXruR1peI/AAAAAAAAAAg/I0Rat7RP4-s/s1600/120309E0T82310.jpg

 

ในประเทศไทย มีตัวอย่างของนักจิตอาสาอาวุโสที่เป็นนักลงทุนหรือเจ้าของกิจการ นักธุรกิจด้วย​ ดังจะเห็นได้จากการออกที.วี.ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น​ น้ำท่วม วาตภัย อัคคีภัย ออกค่าย พอสว. เช่นที่อมก๋อย เชียงใหม่ หรือไม่นานนี้ที่เห็นเด่นชัดก็จากงานพระราชพิธีในหลวงรัชกาลที่เก้า​ ซึ่งผู้เขียนได้ไปเป็นจิตอาสาเตรียมอาหารกล่อง​ และได้นำอาหารพระราชทานไปแจกจ่ายในบริเวณหน้าศาลหลักเมืองด้วย

 

ผู้เขียนก็อาสาออกแรงกาย บริจาคเงินตามสมควรอยู่เนืองๆ เช่นตามวัดวาอาราม (คุณผู้อ่านทราบใช่ไหมว่าเราสามารถนำใบเสร็จเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้อีก)และได้พาครอบครัวไปด้วย เด็กๆ จะได้ซึมซับกิจกรรมเพื่อสังคม นอกจากนั้นยังชักชวนเพื่อนๆมาช่วยงาน เมื่อพักผ่อน​ จึงได้มีโอกาสเก็บรายละเอียดคำแนะนำว่าทำไมหลายคนจึงมาช่วยงานในเต๊นท์อาหารพระราชทานได้ยาวนานหลายวัน หลายคนเป็นนักลงทุน หลายคนมีธุรกิจหรือเกษียณงานก่อนกำหนด

 

คนที่รอดด้วยเพราะจิตอาสาอธิบายว่า​ ต้องกำหนดเป็นระบบที่ต่อเนื่องกัน เหมือนล้อที่หมุนไปได้เรื่อยๆ ผู้เขียนขอสรุปมาให้อ่านดังนี้คือ

(1) วางแผน (2) ลงมือ(3) ได้ผลลัพธ์

วางแผนกันก่อน จะทำอะไร เพื่ออะไร สำเร็จแล้วได้อะไร?

  • พวกเขามีการปฏิญาณตนที่จะวางแผนการใช้เงินอย่างเป็นระบบ ก็คือเป็นขั้นเป็นตอน สอนลูกหลานเพื่อนพ้องให้ทำตามได้ ทำบัญชีครัวเรือน เฝ้ามองรายรับ รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน ก็คืองบดุลทุกวัน ปัจจุบันนี้มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ช่วยในการวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

 

  • พวกเขาเมื่อมีรายได้มาก ก็ต้องปกป้องความสามารถในการหารายได้ให้มากขึ้น หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินช่วยลดหย่อนภาษีให้ได้มากขึ้นเป็นผลพลอยได้

 

  • ประเมินได้เลยว่าเราจะใช้เงินเท่าไร จะได้อะไรบ้าง คุ้มค่าการลงมือทำไหม?​ ลงมือทำ จากแผนการที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด

 

  • วิเคราะห์การทำงานนั้นโดยใช้กระบวนการจัดการโครงการว่าควรออกแบบอย่างไร พัฒนาระบบให้ดีขึ้น นำผลงานมาวิเคราะห์ตรวจสอบแล้วลงมือปฏิบัติจริงจัง สามารถอ่านได้จาก Project Management Scheme นะครับ และหรืออิทธิบาทสี่นี่เอง ที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบและสั่งสอนมากว่า 2,600 ปี ก็คือ​ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา วงล้ออิทธิบาทสี่​ หมายถึง​ ฐานความรู้สี่ประการที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ เพราะ บาท หมายถึงเท้าก็คือฐาน และ อิทธิ หมายถึงความสำเร็จ ฉันทะคือความพอใจที่จะออกแบบงาน วิริยะคือความเพียร จิตตะคือจิตใจในงาน และวิมังสาคือการวิเคราะห์ผลนั่นเอง​ เราจึงจะสำเร็จ​ ได้เห็นผลลัพธ์

 

  • เมื่อผลงานที่ได้สำเร็จลงแล้ว ต้องมาวางแผนใหม่เพื่อให้ วงล้อแห่งความสำเร็จ เคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆ เราจะได้การวางแผนใหม่ การลงมือทำใหม่ และผลลัพธ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ

 

กลับมาในแวดวงการลงทุน เราก็สามารถทำได้เช่นกัน หากดูผลงานดัชนีหุ้นไทยในรอบสี่สิบปีที่ผ่านมา​ จะเห็นว่า​ การซื้อหุ้น กองทุนรวมหุ้นทั้งในและต่างประเทศ หรือตราสารอนุพันธ์ ที่มีองค์ประกอบที่ดี มีตัววัดค่าที่ดี พื้นฐานดี นักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้ดี ปันผลที่ได้หรือผลตอบแทนปีละเกินสิบเปอร์เซ็นต์ สามารถหาได้และมีอยู่จริง

 

การลงทุนคือการซื้อกิจการนั้นๆ เพราะเราเก่งไม่เท่าเจ้าของบริษัทก็เลยซื้อเอาเข้ามาครอบครองไว้ พูดเล่นๆ ก็คือซื้อมาก็รอปันผล รอ NAV ให้ขึ้นเพื่อรับผลตอบแทนที่ดี​ หรือซื้อเพิ่มเติมเมื่อมีโอกาส แต่ไม่ต้องมาก เช่น Warren Buffet ก็ถือหุ้นไว้แค่สี่หรือห้าตัวเอง หรือนักธุรกิจที่ผมรู้จักก็ถือกองทุนรวมที่เคยได้ห้าดาว 5-Star Rating Morning Star ก็พอ เพราะหุ้นมีขึ้นมีลงตลอด

เรามาลองใช้วงล้ออิทธิบาทสี่กับการลงทุนนะครับ

ก่อนจะลงทุนต้องมี ฉันทะ คือความพอใจในหุ้นหรือกองทุนรวมนั้นๆก่อน บริษัทหรือ บลจ. นั้นออกแบบการลงทุนมาดีพอไหม?ก็ลงมือซื้อมาครับ

 

วิริยะ มีความเพียร ในที่นี้คือ ความอดทน เพราะเราอดทนได้ไม่มากพอ ขายออกไปก่อน หรือเป็นคนใจร้อน อยากเอาชนะ อันนี้เจ๊งมาเยอะ ต้องดูจริตตัวเอง บอกตัวเองว่าต้องอดทน เพราะเราวิเคราะห์จากข้อหนึ่งมาแล้วว่า มันดีนะ จึงเข้าซื้อ หุ้นในแนว VI หรือ Value Investor จึงให้ผลลัพธ์ที่ดี เป็นแนวการลงทุนแบบยิงยาว ฝึกความอดทนได้อย่างดี

 

จิตตะ เอาใจจดจ่อ ในที่นี้มีหลายอย่าง

สมมุติมีการซื้อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันทั้งหมด หากหุ้นขึ้นก็จะขึ้นทั้งแผง แต่ถ้าตก จะตกแบบตกหน้าผา เสียหายทั้งหมด จดจ่อกับหุ้นหรือกองทุนรวมใน Business Sector อื่นๆ ด้วยเพื่อกระจายความเสี่ยง

หรือเอาใจจดจ่อกับการทำงาน เพราะการทำงานคือ Active Income แต่การลงทุนเป็น Passive Income ดังนั้นต้องจดจ่อกับงานปัจจุบัน ปล่อยให้เงินในกองทุนรวมงอกเงยไปเรื่อยๆ อย่าไปกังวลกับช่วงดัชนีลง หากเราวิเคราะห์มาดีพอแล้ว ต้องซื้อเพิ่มด้วยซ้ำไปครับ

 

วิมังสา ต้องนำงานนั้นมาวิเคราะห์ดูเพื่อนำมาซึ่งการออกแบบหรือ ฉันทะ ใหม่ในการเข้าซื้อ ถ้าหากผลงานไม่ดีจากภาวะแวดล้อมปัจจัยภายนอก เช่นสงคราม ภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาค เราสามารถ Cut Lost ได้ตามสมควร

นักลงทุนยุค 4.0 ก็ยังสามารถใช้ทฤษฎีจากอดีตกว่า 2,600ปีมาช่วยในการทำเงิน สมมุติว่าเราซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นไปแล้ว ความสำคัญคือความอดทน เช่น อ. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งเป็นกูรูด้าน VI ก็ให้ความสำคัญตรงนี้มาก อาจารย์เคยกล่าวว่า​ ซื้อหุ้นไปแล้ว กลับมาล้างจานที่บ้านให้คนที่บ้านสบายใจ หุ้นก็ขึ้นตามที่เราคัดเลือก ถ้ามัวแต่ไปเทรดหุ้นรายวัน คงไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก​ เพราะผลงานที่ผ่านมาที่ทำไปก็เห็นๆอยู่ คนเราต้องใช้ชีวิต ไม่ใช่นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือตัวเอง

 

อ. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูด้าน Value Investor
source : https://www.stock2morrow.com/discuss/room/1/topic/7350

ดังนั้นจิตอาสาที่ผมรู้จักจึงไม่กังวลว่าจะไม่มีเงินได้ การที่มาทำงานที่มีคุณค่ากับตัวเองและผู้อื่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ได้บุญ ได้ประโยชน์กับทั้งสังคมและตัวเอง ไม่เครียด รับประทานน้อยแต่ได้ออกกำลังกาย แข็งแรง และยังได้พบกัลยาณมิตรมากมาย อีกทั้งในบริเวณจัดงานจิตอาสา​ มักมีอาหารให้ มีพยาบาล มีรถสุขา กทม. เป็นต้น​ หรือมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารมาช่วยอำนวยความสะดวก

 

สำหรับตัวคุณเอง การเป็นจิตอาสาจะทำให้เราใช้จ่ายน้อยลง​ เพราะเราจะเคยชินกับความพอเพียง คิดถึงครอบครัวมากขึ้น ของฟุ่มเฟือยก็จะไม่ซื้อมาใช้ คิดถึงอนาคตที่เป็นแก่นของชีวิต ไม่ได้แค่คิดจะมีชีวิตแค่เปลือก และสุดท้าย​ เราก็จะเป็นผู้บริหารเงินให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้เอง​ เช่นการติดตามอ่านบทความของผมใน GEN On Line ไปเรื่อยๆนะครับ

สวัสดีครับ

…………………………………..

 

ติดตามอ่านบทความสาระการเงินโดย

ปารเมศ สุริยพันธุ์ ผู้จัดการหน่วยชั้นที่หนึ่ง ที่ปรึกษาการเงิน บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต

ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่นี่

ตอนที่ 1: จะเงินเฟ้อ หรือเงินเฟอะ เรียนรู้เรื่องเงินก่อนจะเฟอะฟะ

ตอนที่ 2: ออมเงินอย่างไร? ให้มีใช้ยามฉุกเฉิน

ตอนที่ 3: รู้งี้…ไปเที่ยวญี่ปุ่นปีหน้าดีกว่า

ตอนที่4: ตราสารหนี้ ตราสารทุน เข้าใจยากจัง แต่ถ้าได้ตังค์ก็ไม่เปล่าประโยชน์!!!

ตอนที่5: เทรนด์การเงิน การลงทุน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

…………………………….

บทความ:ปารเมศ สุริยพันธุ์