• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง: น้ำพริกของแม่

ช่วงนี้มีเหตุให้ต้องเดินทางไปโน่นมานี่อยู่เรื่อย ผิดกับช่วงก่อนนี้ซึ่งอยู่ติดที่ราวกับกบจำศีล จังหวะชีวิตของคนเราก็มักเป็นเช่นนี้นะครับ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังชักโยงเรายังไงยังงั้น เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยประสบภาวะเช่นนี้คล้ายๆกัน

ขณะจิ้มต้นฉบับงานเขียนชิ้นนี้บนสมาร์ทโฟนตกรุ่น ก็อยู่ระหว่างกลับมาจากบ้านเกิด ระยะทางเกือบ 1,000 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางร่วม 16 ชั่วโมงบนรถทัวร์ เนิ่นนานราวกับการเหินฟ้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก หากแต่บนรถทัวร์ทั่วไปไม่มีตัวช่วยให้ผ่อนเพลาอาการเบื่อหน่ายเหมือนอยู่บนเครื่องบิน พอรถออกวิ่งไม่ทันไรไฟในรถก็ถูกปิด หน้าจอเรืองแสงบนหน้าสมาร์ทโฟน แสงไฟรายทาง และการจมสู่เรื่องราวต่างๆในห้วงคิด จึงหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะข่มตาหลับ

และขณะนั่งมองแสงไฟข้างทาง ความคิดซึ่งทำงานของมันไปเรื่อย ได้วาบไปถึงสองสิ่งที่ได้ติดมือมาจากบ้านเกิด มันคือข้าวหอมมะลิแห่งทุ่งกุลา และน้ำพริกปลาร้าที่แม่ตำ

ข้าวหอมมะลินั้น ผมพูดถึงบางรายละเอียดไว้แล้ว ใน ‘เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง’ ตอน มนตราแห่งสีขาว และวัยวันของสองโลก ..คราวนี้ขอข้ามข้าวหอมมะลิไปก่อน พูดถึงน้ำพริกล้วนๆก็แล้วกัน

น้ำพริกปลาร้าของแม่ นับเป็นของฝากแทบทุกครั้งหากผมได้กลับบ้านเกิด แม่รู้ว่าผมชอบกินน้ำพริก จึงตำให้หลายครก บรรจุใส่กระปุกใบใหญ่ พร้อมบอกว่า เอาไปเยอะๆ จะได้เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้กินด้วย น้ำพริกของแม่จึงมีคนได้ลิ้มชิมมาแล้วนักต่อนัก คอน้ำพริกแทบทุกคนมักบอกเป็นเสียงเดียวว่า อร่อย เผ็ดแซ่บถึงใจจริงๆ และต่อจากนั้น หลายๆคนซึ่งติดใจในรสมือก็จะเฝ้ารอน้ำพริกของแม่ตามแต่โอกาสเอื้ออำนวย..

 

 

แต่ใครจะรู้ว่าน้ำพริกของแม่ในช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมนั้น มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอับอายมากกว่า วาทกรรมต่างๆ นานา อันมาจากพฤติกรรมของคนต่างจังหวัดเมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง เช่น พวกเด็กบ้านนอก บักเสี่ยวข้าวเหนียว ลูกปลาร้า พวกลาว.. ฯลฯ ที่ได้ยินมาจากสื่อละครแนวน้ำเน่า (หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน) มันฝังใจจำจนต้องระแวดระวังพฤติกรรมเฉิ่มเชยทั้งหลายทั้งปวงอันจะนำไปสู่วาทกรรมหมิ่นแคลนเหล่านั้น

หากแต่ต้องขอบคุณความหิวโซที่ช่วยเคาะกะโหลกตื้นๆ และช่วยเปิดดวงตาใหม่โดยมิปล่อยให้ความคิดโง่ๆติดอยู่ในใจ กลายเป็นปมไร้สาระให้รกความรู้สึกจนนานเกินไป

 

 

มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นผมกับเพื่อนชายอีกสองคนเข้ากรุงเทพฯเพื่อหางานทำ เราเช่าห้องเล็กๆพักด้วยกัน หวังว่าในหนึ่งเดือนคงได้งานทำ หากแต่ความจริงแล้ว สองเดือนผ่าน เรายังว่างงานกันอยู่เลย แต่ละคนเงินหมด ไม่เหลือให้ออกไปกินอาหารตามสั่งนอกบ้านเหมือนวันก่อน หลายวันต่อจากนั้น ข้าวสารที่นำมาจากบ้านจึงถูกเอาออกมาหุง น้ำพริกของแม่ได้รับการเหลียวแลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เราค่อยๆเปิดฝา ช้อนตักใส่ถ้วย กลิ่นปลาร้ารุนแรงเตะจมูกเหมือนต้องการหัวเราะเยาะต่อความเดียงสาของผม ครั้นพอป้อนเข้าปาก เคี้ยว น้ำตาก็แทบทะลักจากทั้งสองเบ้า ความอิ่มเอิบบางอย่างวิ่งซ่านไปทั่วร่างกาย จนเคี้ยวข้าวต่อไปไม่ไหว นิ่งงันและนึกขอบคุณอาหารเบื้องหน้าขณะนั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องมื้อนั้นแล้ว ยังละลายปมอคติและความอับอายในใจออกไปแทบไม่หลงเหลือ จากนั้น น้ำพริกปลาร้า ข้าวสาร และปลาแห้งของแม่ ก็ถูกส่งมากอบกู้ชีวิตจิตวิญญาณของผมกับเพื่อนอยู่หลายครั้ง ให้มีแรงพลังต่อสู้แรงเสียดทานในเมืองใหญ่ กระทั่งมีหน้าที่การงานและสร้างที่อยู่ที่ยืนของแต่ละคนได้ตามกำลังความมุ่งหวังของตนไป น้ำพริกปลาร้าของแม่จึงเริ่มสถิตในหัวใจของบรรดามิตรสหายของผมนับแต่นั้น

ในการเยือนบ้านเกิดเที่ยวล่านี้ ก่อนกลับ ผมได้ช่วยแม่ตำน้ำพริกปลาร้าด้วย สูตรของแม่นั้นง่ายมาก เป็นสูตรบ้านๆ ทำง่าย ไม่สลับซับซ้อน วัตถุดิบมีแค่พริก หอมแดง มะขามเปียก และน้ำปลาร้า

พริกนั้นต้องแก่กำลังดี หรือเม็ดสุกก็ให้พอแดงๆ อวบๆ หอมแดงต้องหัวแน่น กลิ่นฉุน สำคัญสุดคือปลาร้า สี กลิ่น และตัวปลา คนปรุงต้องมีความชำนาญในการเลือก ด้วยปลาร้ามีศาสตร์ในการหมักเพื่อใช้ประกอบอาหารไม่เหมือนกัน บางคนนำไปต้มก่อน แต่กับสูตรแท้ดั้งเดิมต้องดิบ น้ำพริกปลาร้าจะอร่อยไม่อร่อยจึงขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญ แต่น้ำพริกของแม่นั้นเคล็ดลับอยู่ที่การหมักปลาร้าด้วยตัวเอง

 

 

ขั้นตอนการทำ เริ่มตั้งแต่นำพริก หอมแดง คั่วไฟบนกระทะให้สุก (สูตรดั้งเดิมคือหมกขี้เถ้า-จะยิ่งได้กลิ่นหอม) เทใส่ครก เหยาะเกลือนิดหน่อย รีบโขลกตอนกำลังร้อน นอกจากจะทำให้วัตถุดิบละเอียดง่ายแล้ว กลิ่นของมันยังแตกตัวออกมาเต็มที่ โขลกจนพริกกับหอมแดงแหลกละเอียดจึงใส่มะขามเปียก โขลกต่อให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำปลาร้าปิดท้าย โขลกต่ออีกหน่อย ก็จะได้น้ำพริกเนื้อละเอียดเนียน ชิมรสชาติ จะปรุงรสเพิ่มก็ได้ตามต้องการ น้ำพริกปลาร้าที่ได้ หากเก็บไว้ในภาชนะมิดชิดก็อยู่ได้นานเป็นเดือนๆ โดยไม่ต้องใช้สารกันบูด ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ปรุงกับหลายๆ เมนูได้อย่างไม่เคอะเขิน ผมเคยนำไปใช้ทำสปาเก๊ตตี้ผัดแจ่ว ข้าวผัดแจ่ว แจ่วปลาทู แจ่วปลาแห้ง แจ่วไก่ หรือละลายลงในต้มในแกงก็ได้รสชาติจี๊ดจ๊าดแซ่บซ่าลิ้นดีเหลือเกิน

 

 

จะว่าไป น้ำพริกปลาร้าของแม่ เสมือนเป็นอีกหนึ่งห่วงที่มองไม่เห็น ซึ่งคอยยึดโยงแม่ บ้านเกิด และลูกชายคนหนึ่งเอาไว้มิให้รู้สึกห่างเหินเกินไปนัก ทุกครั้งที่เปิดกระปุกน้ำพริกของแม่ ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะได้นั่งร่วมวงข้าวกับทุกคนที่บ้าน โดยแม่เป็นแม่ครัว ปรุงอาหารหลากเมนูไว้ให้สมาชิกในบ้าน และตอนยกสำรับออกมาวางบนโต๊ะ ในสำรับพาข้าวนั้นต้องมีถ้วยใส่แจ่ว-น้ำพริกปลาร้าของแม่อยู่ด้วยแน่นอน

เอาล่ะ ตอนนี้ผมชักตาลายกับการจิ้มต้นฉบับชิ้นนี้แล้ว หวังว่าเรื่องเล่าเล็กๆเกี่ยวกับน้ำพริกของแม่จะช่วยให้ลูกๆหลายคนที่อยู่ห่างไกลแม่และบ้านเกิดได้จินตนาการถึงการทำกับข้าวของแม่ และรู้สึกถึงการได้ลิ้มรสอาหารเมนูเผ็ดซ่านอันแสนคุ้นเคย เสมือนว่ากำลังจะได้นั่งร่วมพาข้าวด้วยกันอีกครั้ง

บทความ: ประยูร หงษาธร