• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ตติยัมปิทางการเงินกับ DCA ในกองทุนรวม

จั่วหัวเหมือนกับจะชวนสวดมนต์  แต่จริงๆ วันนี้ผู้เขียนอยากจะยกเอาตัวอย่างจากตัวเอง และจากลูกค้าบางท่านมาขยายความให้ฟังเพราะขาดความเข้าใจในการยับยั้งชั่งใจจ่ายเงิน ..

ทุกคนอยากร่ำรวย อยากสบายและอยากมีเงินเยอะๆ แต่ยังจนอยู่เพราะขาดหลักสามข้อคือ

  1. ไม่เพิ่มรายได้ จริงๆ เราควรหาทางมีรายได้เสริมจากหลายๆทางก่อน คิดๆๆๆครับ
  2. ไม่ลดรายจ่าย นี่คือ ทุติยัมปิทางการเงิน ทำยากขึ้นเพราะไปกระทบ Life Style แต่ก็ต้องทำถ้าข้อหนึ่งไม่มี แต่ใครๆ มักแนะนำว่าให้ลดอย่างนั้น ให้ลดอย่างนี้ มันยากนะครับที่จะให้ลดรายจ่าย ‘ที่จำเป็น’ ลง เช่น​ ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนโทรศัพท์มือถือ ค่าอาหารวันละสามมื้อ ค่าเล่าเรียนลูก​ เป็นต้น
  3. บริหารเงินไม่เป็น นี่แหละคือ ตติยัมปิทางการเงิน ต้องอาศัยที่ปรึกษาทางการเงิน​ หรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาวิเคราะห์และแนะนำ

แต่บทความวันนี้​ เราคัดกลยุทธ์มาให้คุณแล้วครับ

ก่อนอื่น จะว่าไปแล้ว​ การจะจับจ่ายสิ่งของใดๆ ก็ควรคิดให้ได้สามครั้งก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ

เช่น​ กระเป๋าใบนี้สวยจริงๆ อยากได้มานาน แถมลดราคาอีก .. คิดครั้งแรกว่า ‘ทำไมต้องซื้อ’?

ทุติยัมปิ .. คิดครั้งที่สอง .. ‘มันจำเป็นจริงหรือ’?

ตติยัมปิ .. คิดครั้งที่สาม .. ไม่มีกระเป๋าใบนี้​ หรือ ‘สิ่งนี้’  ชีวิตจะดำเนินต่อไปไม่ได้เชียวหรือ? ลองสักเจ็ดวันซิ?

ตัวผู้เขียนเองล้มเหลวมาบ้าง​  เช่นซื้อของซ้ำๆ เข้าบ้านก็เคยเพราะนึกว่ายังไม่ได้ซื้อ ซื้อของที่เสื่อมราคามามากเกินไปเช่นรถยนต์ที่มีค่าเสื่อมสูงไป ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ เพราะเห็นแก่ตั๋วเครื่องบินราคาถูก​ เป็นต้น

แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?

Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนชื่อดังและแต่งหนังสือการเงินมาแล้วหลายเล่ม​ กล่าวว่า “การเก็บเงินในขวดโหลไม่ถือว่าเป็นการลงทุน” การให้เงินทำงานหรือการลงทุน​ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นนักลงทุน (Investor) จากเงินสี่ด้านของ Robert Kiyosaki ที่เป็นเจ้าของหนังสือ Best Seller ‘พ่อรวยสอนลูก’ การลงทุนจะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่าและดีกว่าเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน หรือเปิดร้านเป็นเจ้านายตัวเอง หรือแม้เป็นเจ้าของระบบ องค์กรหรือนักธุรกิจ เพราะเงินจะทำงานทุกเวลาแม้ขณะที่เราหลับ ..

การลงทุนในตลาดทุนมีหลายวิธี หลายกลยุทธ์ กล่าวคือ

  1. การจัดสรรการลงทุน (Asset Allocation) ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดพอร์ท แปลว่ายาก เพราะไม่มีความรู้ ซึ่งมีผลถึง 92.5% ที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้
  2. การวางแผนการลงทุนระยะยาว ไม่จับจังหวะเวลา ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดแบบ Value Investor (VI) ก็แปลว่าค่อนข้างยาก และควรมีอายุน้อยเพราะต้องลงทุนยาวๆด้วย
  3. การลงทุนเป็นประจำ อันนี้แหละครับที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นและเชื่อว่าใครๆก็ทำได้

 

ที่มา http://readersangle.sysberto.com/rich-dad-poor-dad-by-robert-kiyosaki/

 

วันนี้ผมจึงมาแนะนำกลยุทธ์การวางแผนการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจะเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนยุคนี้เพราะมีรายได้ประจำ ก็คือการลงทุนเป็นประจำด้วยวิธี DCA – Dollar Cost Averaging คือการลงทุนระยะยาว โดยทยอยซื้อเป็นงวดๆ ในจำนวนเงินที่เท่ากัน โดยไม่สนใจราคาของกองทุนรวมที่เลือกลงทุน เช่นทุกวันที่ 16 หรือ 30 ของเดือน (วันสิ้นเดือน) คล้ายๆกับการ ‘แทงกั๊ก’ ล่ะครับ เพราะเสมือนได้ราคา ‘ต้นทุน’ หรือราคากลางนั่นเอง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูความเป็นได้ดังนี้ครับ

สมมุติซื้อกองทุนรวมที่เปิดขายใหม่ (IPO – Initial Public Offer) กองหนึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยลงทุน (NAV – Net Asset value) แนะนำที่ 10 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ก็จะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย

เดือนต่อมา NAV ลดลงจาก 10 บาทเหลือ 5 บาท ช้ำใจนะแต่ก็ยังลงทุนอีก 1,000 บาท แต่กลับได้หน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 200 หน่วย

จะเห็นว่ามูลค่าลงทุนรวมในสองเดือนคือ 2,000 บาท แต่มูลค่าการลงทุนกลับลดลงคือ 300 หน่วย x 5 บาท เท่ากับ 1,500 บาท ขาดทุนแล้ว 500 บาท

เดือนต่อมา NAV ขยับขึ้นเป็น 20 บาทต่อหน่วย ลงทุนอีก 1,000 บาท ก็จะได้แค่ 50 หน่วย (1,000 หาร 20)  แต่สามเดือนนี้ลงทุนรวม 3,000 บาท กลับได้มูลค่าหน่วยลงทุนรวมที่ 350 หน่วย x 20 บาท เท่ากับ 7,000 บาท กำไรตั้ง 4,000 บาท

เดือนต่อมา NAV ลดลงมาเหลือ 10 บาทต่อหน่วยเหมือนเมื่อเข้าซื้อครั้งแรกตอน IPO ลงทุนอีก 1,000 บาท ก็จะได้ 100 หน่วย สี่เดือนนี้ลงทุนไปแล้ว 4,000 บาท ได้มา 450 หน่วย x 10 บาท เท่ากับ 4,500 บาท กำไร 500 บาท

ถ้าเราขายหน่วยลงทุนออกไปเดือนที่ NAV ขยับขึ้น ก็จะได้กำไร ในทางตรงกันข้ามก็จะขาดทุน โดยคิดที่ราคาปัจจุบัน

แต่ว่าถ้าเราซื้อครั้งเดียว 4,000 บาท เท่าด้านบนล่ะ? ..

เช่นตัวอย่างที่หนึ่งที่ 4,000 บาท ที่ NAV ต่อหน่วยลงทุนเท่ากับ 10 บาท ในเดือนแรก จะได้ 400 หน่วย พอเดือนที่สองเหลือ 5 บาท เราจะได้ 400 หน่วย x 5 บาท เท่ากับ 2,000 บาท ขาดทุนมากมาย 2,000 บาท

และตัวอย่างที่สอง ถ้าเราซื้อตอน NAV ต่อหน่วยลงทุนเท่ากับ 10 บาท ที่ 4,000  บาทเท่ากับได้ 400 หน่วย เดือนต่อมาขึ้นเป็น 20 บาท เราจะได้ 400 หน่วย x 20 บาท เท่ากับ 8,000 บาท กำไรมากมาย 4,000 บาท

สรุปได้ว่า

  1. DCA ช่วยให้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาต้นทุน เฉลี่ยๆ คือได้ผลตอบแทนไม่สูงสุด​ แต่ก็ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ต่ำสุด
  2. การซื้อครั้งเดียวด้วยเงินจำนวนสูงก็อาจได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก มากกว่า DCA หรือได้ผลตอบแทนที่แย่มากเพราะคาดเดาตลาดผิดหรือเกิดภาวะเศรษฐกิจฉับพลันในข้ามคืน เช่นกรณี ทรัมป์กับตุรกีเมื่อเร็วๆนี้จนค่าเงินรีลาที่ต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำกว่า 7 เท่าจากเมื่อสองปีก่อน
  3. DCA เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่เหมาะกับทุกคนในปัจจุบันนี้ที่ต้องถูกบังคับให้ต้องลงทุน​ เพราะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากธนาคาร มากกว่าการเข้าซื้อแบบจับจังหวะการลงทุนและไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากนัก

อย่างไรก็ตาม​ ไม่มีใครสามารถซื้อได้ราคาต่ำสุดและขายออกไปในราคาสูงสุดได้​ เนื่องจากการจับจังหวะซื้อและขายคงทำไม่ได้ในเวลาทำงาน และแม้ว่าจะได้ราคาที่ถูกแล้วแต่ราคา NAV ต่อหน่วยจะประกาศในเช้าวันต่อไป

ประโยชน์ของ DCA คือ

  1. สร้างวินัยในการลงทุน
  2. กำจัดอารมณ์ที่ใช้การลงทุน
  3. ต้นทุนเฉลี่ยซื้อกองทุนรวมจะไม่มาก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงจะได้จำนวนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น หากดัชนีขึ้นจะได้มูลค่าการลงทุนที่สูงขึ้น

ขั้นตอนการลงทุน DCA

  1. สำรวจสถานะการเงินก่อน ควรจัดสรรเงินลงทุนเท่าไร? ซื้อกองไหน? แบบไหน? ตามอายุ การรับความเสี่ยง ภาระ ฯลฯ ซึ่งสามารถถามที่ปรึกษาการเงินได้ ปกติขั้นต่ำเดือนละ 2,000 บาทต่อกองทุนรวม
  2. เลือกกองทุนรวมที่เหมาะ จะเน้นอะไร? เน้นพื้นฐาน business sector?  เน้นปันผล? เน้นบริษัทดีเลิศ? “ความเสี่ยงที่แท้จริง กลับเป็นการขาดความรู้ในสิ่งที่จะลงทุน” นะครับ
  3. จัดการทำคำสั่งซื้อ DCA แบบอัตโนมัติ ทุกวันที่ 16 หรือ 30 ของเดือน
  4. ตรวจสอบเงื่อนไขในการหยุดโครงการหรือการขายคืน รวมถึงเพดานค่าธรรมเนียม และสิทธิพิเศษอื่นๆ (ถ้ามี)
  5. ถามที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อให้ช่วยคำนวณไม่ให้ซื้อเกินสิทธิ์หรือต่ำกว่าสิทธิ์ลดหย่อนภาษี (เงื่อนไข) กรณีซื้อ LTF (Long Term Mutual Fund) หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) แบบ DCA

สุดท้าย เนื่องจาก NAV เปลี่ยนแปลงทุกวัน

DCA จะส่งผลให้เราซื้อได้ราคาต้นทุนเฉลี่ยน้อยกว่าราคาเฉลี่ยเสมอ เพราะว่าจำนวนหน่วยเมื่อราคาถูกมีจำนวนมากขึ้นและคิด ‘อัตราดอกเบี้ยทบต้น’ ไปตลอด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรเสมอไปเพราะยังไม่ได้ขายออก​ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียม และราคาปัจจุบันมาเกี่ยวข้อง และอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าอาจตกได้เช่นช่วงต้มยำกุ้ง

เมื่อเข้าใจ DCA และตติยัมปิ มีสติคิดมาสามครั้งแล้วก็สมควรที่จะลงมือปฏิบัติเสียที ช่วงไตรมาสสามปี พ.ศ.​ 2561 นี้ ราคาต่อหน่วยยังไม่สูงนัก เป็นโอกาสที่จะได้เห็นกำไรในปลายไตรมาสสี่ปีนี้นะครับ ขอให้สบายใจในมนต์แห่งการลงทุนครับ

…………………………………………

ติดตามอ่านบทความสาระการเงินโดย

ปารเมศ สุริยพันธุ์ ผู้จัดการหน่วยชั้นที่หนึ่ง ที่ปรึกษาการเงิน บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต

ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่นี่

ตอนที่ 1: จะเงินเฟ้อ หรือเงินเฟอะ เรียนรู้เรื่องเงินก่อนจะเฟอะฟะ

http://genonline.co/2018/06/01/inflation/

ตอนที่ 2: ออมเงินอย่างไร? ให้มีใช้ยามฉุกเฉิน

http://genonline.co/2018/06/08/emergencycoin/

ตอนที่ 3: รู้งี้…ไปเที่ยวญี่ปุ่นปีหน้าดีกว่า

http://genonline.co/2018/06/18/japan-nexttime/

ตอนที่4: ตราสารหนี้ ตราสารทุน เข้าใจยากจัง แต่ถ้าได้ตังค์ก็ไม่เปล่าประโยชน์!!!

http://genonline.co/2018/06/28/money-stand-by-you/

ตอนที่ 5: เทรนด์การเงิน การลงทุน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

http://genonline.co/2018/07/14/trend-of-investment/

ตอนที่6:  จิตอาสาในเชิงการลงทุน ที่เจือจุนทั้งผู้อื่นและตนเอง

 

http://genonline.co/2018/08/04/volunteer-investment/

 

ตอนที่ 7: สี่เหตุผลที่เราต้อง ‘อกตัญญู’ ให้ได้ดี

http://genonline.co/2018/08/09/ungrateful-for-success/

…………………………….

บทความ : ปารเมศ สุริยพันธุ์