• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

พระมหากษัตริย์แห่งประเทศ ด้อยพัฒนา   

ณ เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่​ ๙ ทรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยนี่ได้ชื่อว่าด้อยพัฒนาสุดๆ แต่ด้อยพัฒนาในมาตรฐานที่โลกยุคนั้นกำหนด คือวัดกันที่รายได้ประชาชาติ สาธารณูปโภค และสาธารณสุข ส่วนจิตใจคนนั้น ส่วนใหญ่ยังเลอค่า เป็นสยามเมืองยิ้มกันอยู่มาก

พระองค์ท่านทรงมีโอกาสได้เสด็จฯทั่วประเทศ หลังปี​ พ.ศ.​2500 ตอนนั้นทรงมีพระชนมายุ​ 30​ พรรษา​ แล้ว

หลังจากที่ไปเห็นความจริงในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ ซึ่งสภาพบ้านเมืองเราเคยเป็นอย่างไร ก็ดูได้จากภาพยนตร์ส่วนพระองค์ เช่น ถนนดิสโก้ ถนนดินลูกรัง ขรุขระจนท่อไอเสียรถพระที่นั่งหลุด เป็นต้น

ลองนึกภาพ รถยนต์สมัยก่อนไม่มีแอร์  ครั้นจะปิดกระจกก็หายใจไม่ออก จะเปิดรึ ก็ฝุ่นแดงคลุ้งเข้ารถ จะเร่งความเร็วมาก ตับไตไส้พุงได้ออกมากองข้างนอกแน่  ขบวนรถพระที่นั่งตุเลงๆอย่างนี้ ปีละหลายวันเหมือนกัน

…….

หลังจากโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักสำหรับเป็นศูนย์กลางการทรงงานในแต่ละภูมิภาค ที่ภาคเหนือ อีสาน ใต้ ก็ทรงใช้เวลาอยู่ต่างจังหวัดปีละราวๆ​ 7​ เดือน ประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานและพระราชวังไกลกังวลราว 5 เดือน  

ถึงแม้บางครั้งจะเสด็จฯทางไกลโดยฮ. หรือเครื่องบินพระที่นั่งบ้าง  แต่หมู่บ้านที่ลึกเข้าไปมากๆ (ลึกแบบไม่มีในแผนที่ แล้วทรงไปพบ ก็ทรงช่วยเติมลงในแผนที่ให้  ไม่เชื่อไปถามคนเก่าแก่ของกรมแผนที่ทหารได้) ก็ต้องทรงเดินเท้า หรือทรงรถพระที่นั่ง

…..

พูดถึงพระตำหนักต่างๆ ทางเหนือคือ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์  โปรดเกล้าฯให้สร้างเมื่อปี พ.ศ.​2504 มีเกร็ดเรื่องเล่าจากตชด.ที่ตามเสด็จยุคแรกเกี่ยวกับการทรงฝึกปีนเขาว่า  รับสั่งถามตชด.ท่านนั้นว่า แม้ว​ (ชาวเขา) นี่เดินเร็วแค่ไหน เมื่อทรงทราบ​ พระองค์ท่านก็รับสั่งต่อว่า “เราจะเดินให้เร็วกว่าแม้ว

หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็ทรงฝึกเดินขึ้นลงเขา ถ้าได้คุยกับชาวบ้านที่เคยนำเสด็จฯ หรือเจ้าหน้าที่ที่ตามเสด็จจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หอบแฮ่กๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนถึงกับเป็นลมก็มี

ในพระราชนิพนธ์พระมหาชนก มีคีย์เวิร์ด (Key Word) ที่พระราชทานว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์  ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์”  น่าจะมาจากพระราชประสบการณ์ของพระองค์ท่านจริงๆ

ตอนหลัง ช่วงที่พระองค์ท่านทรงงาน ‘เส้นทางเกลือ’ เพื่อจัดหาไอโอดีนให้ชาวเขาและคนอีสาน เพราะประชากรเป็นโรคคอพอกกันมาก ทรงติดเชื้อไมโครพลาสมาเข้าหัวใจ (เป็นรายแรกในประเทศไทย) โปรดให้แพทย์ไทยถวายการรักษา และทรงยอมให้พระองค์เองเป็นกรณีศึกษา​ (Case Study) ของหมอด้วย

‘เกลือจากพ่อ’

….

ตัวเนื้องานมีการเผยแพร่กันเยอะแล้ว จะเล่าเรื่องโลเคชั่นละกัน งานทางเหนือนี่พระองค์ท่านเน้นชาวเขา เพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เมื่อก่อน นอกจากฝิ่นแล้ว การทำไร่เลื่อนลอย ทำให้เกิดเขาหัวโล้นตรึม ขืนปล่อยไว้ อาจเป็นไปได้ที่ปิง​ วัง​ ยม​ น่าน​ เหลือแต่ชื่อ ทรงใช้พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เป็นเซ็นเตอร์ทำงาน

อย่างที่บอก ยุคแรกๆนี่ขนาดในแผนที่ยังไม่ปรากฏชื่อ แล้วถนนก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะนั้นคำว่าขึ้นเขาลงห้วย ก็ไม่น่าจะผิดจากความจริง

‘พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์’ จ.เชียงใหม่
source : edtguide.com

……

พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อยู่นราธิวาส ใกล้มาเลย์  โปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักปี​ พ.ศ. 2516 (ปีเดียวกันมีเหตุการณ์สำคัญในเมืองหลวงคือ 14 ตุลาฯ 2516)  บริเวณนั้นคือป่าพรุดีๆนี่เอง  ถนนในหน้าฝนเป็นเลนดินทั้งนั้น  รถราเก็บไปเลย ใช้เรือ กับลุยดิน มีสองอย่าง ชาวบ้านในพื้นที่กะลุวอเหนือเล่าว่า สมัยก่อนอดอยากมาก เพราะดินพรุคือดินเปรี้ยว​ ปลูกอะไรไม่ได้ และมีโรคเท้าช้างระบาด หลังโครงการแกล้งดินสำเร็จ ก็ปลูกอะไรได้หลากหลายขึ้น ที่สำคัญคือข้าว

เรื่องข้าวนี่ รัชกาลที่​ ๙ ทรงให้ความสำคัญมาก โปรดเกล้าฯให้เก็บพันธ์ุข้าวพื้นเมืองต่างๆไว้หลากหลายพันธ์ุ (ปัจจุบันส่วนใหญ่สูญพันธ์ุไปแล้ว​ เนื่องจากชาวบ้านเลิกปลูก หลังนโยบายผลิตเพื่อส่งออกตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ถ้าจำไม่ผิด​ ฉบับที่​ 1-2)

ทำไม ทรงให้ความสำคัญเรื่องนี้?  ก็เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย  มีนักจัดรายการยูทูบ​ (ใต้ดิน)  คนหนึ่ง​ ปรามาสเรื่องข้าวไว้ว่า ใช้นิดหน่อย เราต้องจับหลักเรื่องนี้ดีๆ

คนเหนือ คนอีสาน กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก  ทรงแนะนำให้ปลูกข้าวเหนียวไว้กิน แล้วจะปลูกข้าวหอมมะลิไว้ขายเป็นรายได้ก็ได้   แต่อย่าขายข้าวหอมมะลิ แล้วไปซื้อข้าวเหนียว เพราะถ้าทำแบบนี้ ชาวนาเองไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือไม่พอเพียงนั่นเอง

รัฐบาลจะจำนำ หรือ ประกันราคา ก็ว่ากันไป แต่ชัวร์ๆ​ ชาวนามีข้าวกินแน่นอน มีปลาในสระ ไก่ในเล้า พืชผักสวนครัวในสวน ข้าวกับสระน้ำจึงเป็นหัวใจของทฤษฎีใหม่ ประกันการอดตาย เป็นภูมิคุ้มกันการผันผวนของราคาสินค้าเกษตร

ส่วนเรื่องต้นทุน กับ การลดต้นทุน พระองค์ท่านทรงมีองค์ความรู้ตรงนี้ทิ้งไว้ให้ แตกย่อยลงไปอีก

ถ้าอนาคตคนไทย เกษตรกรไทยจะหันไปกินขนมปังแทนข้าว ก็เปลี่ยนมาปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ซะก็ได้ ประเด็นคือ อาหารหลักกินอะไร ก็ปลูกอย่างนั้น มีกินก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องขาย ชีวิตแม้จะไม่สุขหรู แต่ก็ลดทุกข์ไปเยอะ

……………..

กลับมาที่ใต้ ทรงมีพระราชดำริว่า ถ้าช่วยให้คนภาคใต้ปลูกข้าวกินเอง ก็จะลดค่าใช้จ่ายไปเยอะ เพราะถ้าข้าวต้องเดินทางมาไกลจากเหนือ หรือภาคกลาง ข้าวมันก็แพงขึ้น ปะเหมาะเกิดภัยธรรมชาติ ถนนขาด ก็จะยิ่งหนักไปอีก ตอนนี้ที่พัทลุงมีข้าวสังข์หยด ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯในรัชกาลที่​ ๙  ทรงส่งเสริมให้ปลูก ส่วนตัวว่าดีนะ ไม่ค่อยบูดง่ายด้วย

มาที่พระตำหนักภูพานฯ โปรดเกล้าฯให้สร้างปี พ.ศ.​2518 (ก่อนเหตุการณ์​ 6 ตุลาคม​ พ.ศ.​ 2519 ราว​ 1​ ปี) พระชนมายุ 48​ พรรษาแล้ว อยู่ที่​ จ.สกลนคร เป็นเซ็นเตอร์ของทางอีสาน มาฝั่งนี้ ภูมิประเทศจะครบทั้งเขา  ลูกรัง ฝุ่น

สรุปแล้ว​ ปัญหาหลักๆคือ ทางเหนือทรงพบปัญหาการปลูกฝิ่น ไร่เลื่อนลอย ทางใต้มีปัญหาดินเปรี้ยว น้ำเปรี้ยว ภาคอีสานแร้นแค้นเพราะดินเค็ม ขาดน้ำ ปัญหาหนุ่มนาข้าว สาวนากุ้ง   

จากไร่ฝิ่น สู่โครงการ ‘ดอยคำ’

…………

พ.ศ.​ 2529 ทรงอธิบายให้นักข่าว Far Eastern Economic Review ซึ่งมองว่าการไปสร้างพระตำหนักในพื้นที่สีแดงนั้น ต้องถือว่ากล้าหาญมาก แล้วพระองค์ท่านทรงมีเหตุผลอะไร  ตอนนั้นพระองค์ท่านและนักข่าวอยู่ที่บ้านนาฝาง จ.สกลนคร ทรงชี้ให้นักข่าวมองไปที่กลุ่มเทือกเขา ทรงมีรับสั่งว่า

ตรงนั้น เคยเป็นที่มั่นของพวกคอมมิวนิสต์ พวกที่ต่อต้านรัฐบาลลงมาในหุบเขา เรียกร้องความช่วยเหลือและเสบียง ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะไม่มีเงินก็ตาม  

(“That  was once a communist stronghold. The insurgents came down to the valley and demanded help and supplies, although the villagers have no money.”)

…………………………………

เขียน-เรียบเรียง : ปัณฑา สิริกุล