• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า

เศรษฐกิจพอเพียง มีหลักสำคัญๆที่นักวิชาการสรุปถวาย คือ มีความพอประมาณ มีเหตุมีผล เป็นขั้นเป็นตอน มีภูมิคุ้มกัน มีคุณธรรม ประมาณนี้

โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙​ ทรงมีรับสั่งเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า

…………………..  

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นโครงการที่ทรงมีพระราชดำริมานานมากแล้ว แต่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์มากว่ายี่สิบปีมั้ง ทรงประเมินประโยชน์ไว้หลายอย่าง เช่น เป็นแก้มลิงให้พื้นที่ภาคกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ  เก็บน้ำสำหรับหน้าแล้ง เป็นแหล่งน้ำสำรองให้อ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดกลาง สำรองให้กับที่นาทฤษฎีใหม่ในจังหวัดสระบุรี และใกล้เคียงอีกที

แทรกตรงนี้เลย นี่คือตัวอย่างคำว่าภูมิคุ้มกัน : นาราษฎรทฤษฎีใหม่เก็บน้ำฝนไว้ เมื่อน้ำไม่พอ รับน้ำจากอ่างห้วยหินขาว​ (ใช้วิธีต่อท่อลงใต้ดิน เพราะเกษตรกรที่นาน้อย แบ่งที่ทำสระเก็บน้ำแล้ว ยังต้องแบ่งที่มาขุดคลองส่งน้ำอีก อาจไม่เหลือที่ไว้ปลูกอะไร ก็มีพระราชดำริว่าน่าจะส่งเป็นท่อไปตามใต้ดิน ข้างบนก็ยังเป็นที่ทำเกษตรได้ต่อไป) อ่างห้วยหินขาวไม่พอ ก็อาศัยเขื่อนป่าสักฯได้อีกชั้นหนึ่ง

…………………………..

 

“พอน้ำน้อยก็บ่นว่าเน่าเหม็น เอ๊า แล้วทิ้งขยะลงไปทำไม คนสมัยนี้แปลก บ่นเก่ง พอๆกับนิ่งดูดาย”

 

การสร้างเขื่อนป่าสักฯ ใช้เงินหลายหมื่นล้าน ตัวเลขเลาๆเก้าหมื่นล้าน ราว​ 60 ถึง​ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าเวนคืนที่ดิน ค่าชดเชย อันนี้เป็นพระราชดำริลงมาเลยว่า ชาวบ้านเขาต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม ก็ต้องชดเชยให้เหมาะสม  กรมชลประทานรับแนวพระราชดำริไปออกแบบ ก็ได้มาอย่างที่เห็นๆกันทุกวันนี้ รับน้ำได้ราว​ 900​ ล้านลูกบาศก์เมตร  ซึ่งตอนแรกทรงมีรับสั่งว่าน่าจะสร้างให้จุน้ำมากกว่านั้นคือราวพันกว่าล้านลูกบาศก์เมตร แต่กรมชลประทานประเมินประมาณทางวิชาการแล้ว แค่นี้น่าจะพอ ก็เป็นไปตามนั้น

ทีนี้ตัวเลขเก้าหมื่นกว่าล้าน​ มองตัดตอนก็เยอะมาก​ ทรงมีรับสั่งไว้สรุปความว่า น้ำท่วมลุ่มน้ำป่าสักลงมาถึงกทม.ทุกปี เสียหายปีละราวๆราคาที่สร้างเขื่อนอยู่แล้ว ลงทุนสร้างเขื่อนแล้ว ปีต่อๆไป ไม่มีปัญหาหรือปัญหาลดลง อย่างนี้เฉพาะแค่ค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นรายปี แค่ปีเดียวก็คุ้มแล้ว ไม่รวมผลพลอยได้อย่างอื่นอีก  

ที่มา https://www.springnews.co.th/view/128676

เขื่อนป่าสักฯ มีกระบวนการจัดการ ไม่ใช่เป็นอ่างเก็บน้ำนิ่งๆ มีการติดตั้งมาตรวัดน้ำตามลำน้ำป่าสักทั้งสาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลการเดินทางขึ้นลงของน้ำ เพื่อสามารถบริหารจัดการน้ำในเขื่อนทั้งในแต่ละวัน  และเก็บเป็นสถิติเพื่อการบริหารจัดการน้ำและประเมินปริมาณน้ำล่วงหน้า ประมาณนี้..รายละเอียดต้องไปถามกรมชลประทาน คือถ้าทำได้ครบทุกลุ่มน้ำ ก็จะเป็นระบบบริหารจัดการน้ำที่สมบูรณ์กว่านี้

เรื่องระบบแก้มลิงของกทม.ก็คล้ายๆกัน คือไม่ใช่ขุดคูคลองระบายน้ำแล้วปล่อยแช่เป็นคลองอย่างนั้น แต่บริหารการเปิดปิดประตูน้ำให้สัมพันธ์กับน้ำทะเลด้วย คูคลองบางแห่งที่ทรงให้ต่อเชื่อมกันเป็นแก้มลิง พอน้ำน้อย เพราะต้องระบายลงทะเลไปเพื่อรอรับน้ำฝน ก็บ่นว่าเน่าเหม็น ยังนึกในใจ เอ๊า แล้วทิ้งขยะลงไปทำไม คนสมัยนี้แปลก บ่นเก่ง พอๆกับนิ่งดูดาย

ที่มา http://www.chaoprayanews.com/2016/12/09/กทม-สั่งเพิ่มแก้มลิง-แก้/

…………………………………

มาถึงกระบวนการสร้างเขื่อน กรมชลประทานศึกษาการสร้างเขื่อนจากลูกจ้างต่างชาติที่มาออกแบบและสร้างเขื่อนในไทยมานานหลายเขื่อนพอสมควรแล้ว  เขื่อนป่าสักฯเป็นเขื่อนดิน มีรายละเอียดทางวิชาการอื่นๆก็จะข้ามไป สรุปว่า คนไทยทำเองได้ เพราะฉะนั้นเขื่อนป่าสักฯนี้ ไทยคิด ไทยออกแบบ ไทยทำ และไทยใช้ สมบูรณ์ทั้งกระบวนการ

…………………………

แทรกตรงนี้นิดหนึ่ง ตอนที่ลงไปที่เขื่อนป่าสักฯ ก็ได้คุยกับชาวบ้านที่ถูกเวนคืนที่ดิน ว่ากันตรงๆ​ บางคนชีวิตดีขึ้น บางคนเท่าเดิม บางคนแย่ลง เหตุปัจจัยสำคัญๆที่สรุปเองจากเท่าที่สัมผัสคือ อย่างที่บอก เขื่อนป่าสักฯนี่ถ้าเทียบเงินเวนคืนให้ราษฎรถือว่าสูง ได้ยินว่าบริษัทรถยนต์เอาใบจองมาเสนอให้ชาวบ้านก่อนจะได้เงินด้วยซ้ำ ชาวบ้านบางคนก็ใช้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า พอเงินหมดก็ลำบาก บางคนก็อาศัยจับสัตว์น้ำในเขื่อนเป็นอาชีพแทน  บางคนขายที่ดินเก็บเงินไว้ส่วนหนึ่ง แล้วไปหาที่ใหม่ทำการเกษตรร่ำรวยไปก็มี บางคนก็แปรสภาพจากเกษตรกรเปิดร้านอาหารริมเขื่อน บางคนรับค่าเวนคืนแล้ว แต่ได้ที่เหนือเขื่อน มีบ่นบ้างเรื่องการจัดสรรน้ำ ตอนนี้ดีขึ้นหรือยังไม่ทราบ แต่สรุปได้ว่า การพัฒนา มีคนรับผลกระทบเสมอ ประเด็นคือผลกระทบที่ราษฎรได้รับ ถ้ามาก​ รัฐก็ต้องทำให้น้อยลง

กรณีเขื่อนป่าสักฯ ผู้เขียนมองว่า ไม่ใช่เพราะเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงมีปัญหาน้อย ตอนเริ่มๆก็มี ไม่ใช่ไม่มี  แต่เป็นเพราะการให้ความสำคัญกับมูลค่าการเวนคืนที่ดินที่พยายามให้เป็นธรรมมากที่สุดมากกว่า อันนี้ไปพิสูจน์กันได้จากตัวเลขเม็ดเงินการสร้างเขื่อนกับการชดเชยให้ราษฎร ต่างกันมาก

………………………………….

 

“ทรงมีพระราชดำริว่า ที่ที่เสนอน่ะใจกลางเขาใหญ่ เป็นที่อุดมสมบูรณ์มาก มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเยอะ  น่าจะขยับลงมาหน่อย ถึงจะเสียเงินเพิ่มขึ้น แต่ก็คุ้มกว่า”

 

โครงการใหญ่อีกโครงการหนึ่ง คือ เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นแก้มลิงอีกอันหนึ่งคู่กับเขื่อนป่าสักฯ ในสองลุ่มน้ำคือป่าสัก กับนครนายก เขื่อนขุนด่านฯเดิมมีฝายอยู่ก่อน ก็เป็นฝายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่ออยากจะเปลี่ยนเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่กว่า ไม่กล้าทำกัน แต่ทรงมีรับสั่งว่าเปลี่ยนได้ พัฒนาได้  

ที่มา http://www.tat8.com/article/2319


เขื่อนนี้นอกจากเป็นแก้มลิงแล้ว ก็สามารถใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับที่ดินเกษตรในแถบนครนายก​ (ดินเค็ม) ได้อีก

คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร ท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ศึกษาพื้นที่สร้างเขื่อนท่าด่านฯนั้น ก็ไปกันเป็นทีม ศึกษาตามตำราเป๊ะว่า ใจกลางเขาใหญ่นี่แหละ ถูกต้องตามหลักวิชาการสร้างเขื่อนทุกอย่าง

เมื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​ รัชกาลที่​ ๙ ทรงมีพระราชดำริว่า ที่ที่เสนอน่ะใจกลางเขาใหญ่ เป็นที่อุดมสมบูรณ์มาก มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเยอะ  น่าจะขยับลงมาหน่อย ถึงจะเสียเงินเพิ่มขึ้น แต่ก็คุ้มกว่า ก็คือตรงจุดที่สร้างเขื่อนขุนด่านฯปัจจุบันนี้

…………………………………..

อันนี้ก็ขอเน้นให้พิจารณากันเอง ทรงเห็นว่าสร้างใจกลางเขาใหญ่ สิ่งแวดล้อมกระทบเยอะ แต่ยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกมาก สร้างในที่ที่กระทบน้อยกว่า  เพราะฉะนั้น​ ความมีเหตุมีผลของวิธีคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คนที่จะใช้เหตุใช้ผลได้เหมาะสม ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอด้วย​ ข้อมูลที่ควรจะมีก็ต้องทั้งทางกว้างทางลึกทางบนทางล่าง ทางตรงกันข้าม 360​ องศา และสามมิติด้วย

อีกมิติคือคุณธรรม สำคัญอย่างไร เช่น ซื่อสัตย์ ถ้าซื่อสัตย์ อคติในการตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์ก็จะไม่มี  

มีความเพียร ทำอะไรชุ่ยๆก็ไม่เกิด รับผิดชอบ ประเมินอะไรทำอะไรก็จะระแวดระวังให้เกิดผลลบน้อยที่สุด  

มีเมตตา มีไมตรี  จะพูดจะคุย จะทำอะไรกับชาวบ้านหรือประสานคนอื่นก็มีปัญหาน้อย อันนี้เป็นตัวอย่าง

…………………………………..

 

“ทรงเห็นว่าถ้าทำอย่างนั้น เท่ากับดึงน้ำดีออกไปด้วย พอน้ำลดจะมีปัญหาน้ำไม่พอได้”

 

ขอว่าเรื่องน้ำเพิ่มเติม จะเห็นภาพประโยชน์ของเขื่อนป่าสักฯกับเขื่อนขุนด่านฯชัดเจนขึ้น

น้ำในประเทศไทยหลักๆที่ยกเว้นโลกร้อนไว้ก่อน เพราะหลังๆพ่วงพาพายุวีไอพีสารพัดลูกมาโดยมิได้นัดหมาย เอาที่หลักๆ​ เรามีน้ำจากน้ำฝน น้ำฝนมาจากไหน มาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มาทางทะเลจีนใต้ กับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านเวียดนามผ่านลาวเข้ามา ฝั่งตะวันออกนี่มีขาจร เช่นไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน ดีเปรสชั่น เข้ามาในเดือนต่างๆกัน ทำให้มีฝนเกือบตลอดปี จะห่างหายกันไปก็ช่วง มีนาคม เมษายน ในช่วงฝนตกก็อาจมีทิ้งช่วงให้ชาวนาเดือดร้อนเล่นก็มีบ้าง อันนี้คือสภาพธรรมชาติดั้งเดิม ก่อนโลกร้อน

ก่อนการพัฒนาเมือง น้ำฝนมาแล้วไปไหน ซึมลงดิน ไหลลงแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ที่ลุ่ม ที่ไหนไปสร้างทับที่ทางน้ำเก่า น้ำเขาไม่สน​ เขายังเดินทางเหมือนเดิม ก็ท่วมไปตามระเบียบ ประเทศไทยมี​ 25 ลุ่มน้ำ แต่ที่ออกฤทธิ์หลักๆกับภาคกลางและกรุงเทพฯปริมณฑลคือ เจ้าพระยา ป่าสัก และท่าจีน เพราะฉะนั้น​หน้าน้ำฝน แม่น้ำแต่ละสายก็มาก และหลากท่วมลงมา เพราะเขาจะออกทะเล ถ้าปีใดมาพร้อมกัน เพราะทางฝั่งตะวันออกมีพายุขาจร เจ้าพระยามีต้นน้ำ​ น้ำปิง​ วัง​ ยม​ น่านจากเหนือ ก็เรียกน้ำเหนือ ถ้าสามสายพร้อมกันก็จะโหมกระหน่ำลงมาเป็นโบนัส  

 

ที่มา https://news.mthai.com/general-news/523800.html


แต่พื้นที่มันไม่เหมือนเดิม เดิมมันท่วมก็ไม่มีใครเดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะไม่มีตัวตน กิจกรรมของคนไปจับ แต่เมื่อพื้นที่มันกลายเป็นทั้งที่นา โรงงาน บ้านเรือน บริษัทห้างร้าน ถนนหนทาง ยิ่งกทม.คูคลองก็หายไปเยอะเพราะช่วงอเมริกันมาสร้างให้เราเป็นลอสแองเจลิส มันก็เลยกลายเป็นความเดือดร้อน สิ่งก่อสร้างที่สะเปะสะปะไม่มีผัง ไม่ดูไม่ปรึกษาธรรมชาติ ก็เลยยิ่งทำให้ทางเดินน้ำสะเปะสะปะ จากท่วมหลากเป็นท่วมขัง จากท่วมขังเป็นท่วมเน่า เพราะฉะนั้นถ้าไม่ดักน้ำไว้  ก็จะซ้ำซากเช่นนี้ทุกปี อย่างปีที่เกิดฝนพันปี มากันแบบทรีโอ คือน้ำเหนือมา พายุจรมา น้ำทะเลหนุน ถ้าไม่สร้างเขื่อน ก็ต้องย้ายเมือง หรือถมดินทั้งภาคให้สูงขึ้น

ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา ทางกทม.เคยมีโครงการจะให้ขุดเจ้าพระยา​ 2 เพื่อดึงน้ำออกทะเลขนานกันไป เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ทรงเห็นว่าถ้าทำอย่างนั้น เท่ากับดึงน้ำดีออกไปด้วย พอน้ำลดจะมีปัญหาน้ำไม่พอได้ ก็เลยเลิกไป ได้ยินแว่วๆมีใครคิดจะทำขึ้นมาใหม่ ลองศึกษาให้รอบคอบก่อนมั้ย เพราะข้าพเจ้าฟังมา และเห็นด้วย และก็เอามาเล่าต่อ

ขอจบด้วยความคิดตัวเองว่า การพัฒนานั้น ไม่มีอะไรเบ็ดเสร็จ ผลกระทบข้างเคียงก็ย่อมต้องมี  ถ้าจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ก็ไม่ต้องพัฒนา แต่ถ้าจะพัฒนาก็ต้องหาความพอดี เฉลี่ยความสุข เฉลี่ยความทุกข์ พอดีๆ แผ่นดินมีแค่นี้ แต่คนมากขึ้นทุกวัน ถ้าไม่พอดีตั้งแต่วันนี้ วันหน้าทำยังไงก็ไม่พอ

……………………………….

บทความโดย : ปัณฑา สิริกุล เขียน