• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Renaissance King กษัตริย์แห่งยุคฟื้นฟูวิทยาการ (2)

ความเพียรที่บริสุทธิ์ คืออะไร

ความเพียรที่บริสุทธิ์ ตามนัยแห่งพระราชนิพนธ์พระมหาชนก คือ ความเพียรเพื่อความเพียร พระมหาชนกแหวกว่ายในมหาสมุทร แม้ไม่เห็นฝั่งก็ทำไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อทำความเพียรนั้น ‘ดี’ เกิดแล้ว  อาจได้ในรูปประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญ ถึงไปไม่ถึงเป้าหมาย ก็ไม่เป็นไร แต่รับสั่งว่า​ ส่วนใหญ่จะสำเร็จ

อย่างคนเขียนแฮรี่ พอร์ตเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่เขาคิดค้นโน่นนี่ บางคนกว่าจะสำเร็จทำเป็นพันครั้ง บางคนค้นคว้าเรื่องนี้ กลับไปพบเรื่องอื่น

แม้แต่พระอานนท์ พยาย้ามพยายามก็ไม่สำเร็จอรหันต์เสียที พอวางเท่านั้น แค่ช่วงเอนจะนอนลงพักผ่อน ปิ้งว้าบ บรรลุธรรมซะงั้น (อันนี้ก็เป็นต้นกำเนิดการสอนแบบนิกายเซ็น sudden enlightenment) แต่จะเกิดสภาวะนี้ได้ ทุกคน​ ‘บ่ม’ จากความเพียรมาก่อนทั้งนั้น ดังตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ที่ว่า

โภคะทั้งหลาย ของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น

ที่มา http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=17077.0

 

……………………………….

การได้แต่คิดแล้วไม่ลงมือทำ ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ มีหลายเรื่องที่รัชกาลที่ 9 ท่านทรงคิด เมื่อทดลองแล้วถึงสำเร็จ แต่ไม่รู้จะทำประโยชน์ต่ออย่างไร ก็หยุดไป เช่น จักรยานเผินน้ำ หรือบางเรื่องค้นคว้าทดลองแล้วไม่สำเร็จ ก็โปรดฯให้คนทำบันทึกความไม่สำเร็จไว้ด้วย เพื่อจะเป็นตัวอย่าง เป็นข้อมูลให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และไม่ต้องทำซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น

ทรงใช้พระราชประสบการณ์จากการทรงลงมือทำ เช่น ถนนเข้าหมู่บ้านสายหนึ่ง หลังจากรถพระที่นั่งไปติดหล่ม และชาวบ้านมาช่วยเข็นรถพระที่นั่ง โปรดให้ฯสร้างถนนพระราชทาน ภายหลังมีพระราชดำรัสความว่า หลังจากสร้างถนน กลายเป็นว่าชาวบ้านขายที่ดิน และรุกป่าลึกเข้าไป

หลังจากนั้นทรงเน้นการพัฒนาคน อาชีพ ที่ดิน​ (ดิน+น้ำ) ก่อน  ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อทรงมีพระราชดำริตัดถนนที่เป็นซอยตันให้ทะลุถึงกัน (ถ้าจำไม่ผิด ถนนสุทธาวาส) เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรแถวฝั่งธนบุรี ทรงเปรยเตือนคุณประเสริฐ สมะลาภา ปลัดกทม.กลายๆให้เข้าใจว่า ควรประกาศให้คนแถวนั้นรู้เรื่องนี้ด้วย เพราะที่ดินจะต้องมีราคาสูงขึ้น ถ้าเขาไม่รู้ เขาอาจจะขายไปในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

โครงการหลวง ทฤษฎีใหม่ ปลานิล ปลูกข้าวพื้นถิ่น ไบโอดีเซล ผลิตนมแปรรูป ฯลฯ ทุกโครงการเริ่มจากโครงการทดลองของพระองค์ท่านก่อนทั้งนั้น​ (ส่วนใหญ่ที่สวนจิตรลดาฯ) เพื่อเป็น ตัวอย่างความสำเร็จ ให้คนทั่วไปเข้ามาศึกษาขยายผล ปรับใช้ต่อไป

ที่มา https://pantip.com/topic/35715040

 

…………………………………

ในการทำงานจริง นักวิชาการกับนักปฏิบัติมักคิดต่างกัน เพราะประสบการณ์จากการลงมือทำนั่นเอง แต่ขยันเถียงกัน  เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541 พระองคท่าน์มีรับสั่งว่า

“คำว่าปรึกษากับคำว่าเถียงนี่ต่างกัน คำว่าเถียงใช้แต่อารมณ์ คำว่าปรึกษาใช้ปัญญา ถ้าสามารถที่จะใช้ปัญญาปรึกษากัน จะได้คำตอบ เพราะว่าความจริงนั้นมีอันเดียว ความเท็จมีหลาย หรือทางที่ผิดมีมากมาย แต่ความจริง ทางที่ดีส่วนมากเป็นทางเดียวที่จะสามารถนำพาสู่ความสำเร็จ

…………………………………………….

สติ จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนก บอกเราว่ามาจากการขยันฝึก  

ส่วน ปัญญา มาจากไหน มาจากความรู้

รู้ สองระดับรู้เพื่อพัฒนาทางรูปธรรม อย่างศาสตร์ต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ จิตรกรรม ดนตรี กฎหมาย วิธีขับรถ เป็นต้น

กับ รู้ ระดับจิตวิญญาณ – ก็คือปัญญาจากคำสอนทางศาสนา ถ้าทางพุทธก็ไต่ระดับกันไป ศีล สมาธิ วิปัสสนา ไต่ถึงขั้นสูงก็จะเข้าใจถึงสภาวธรรม คือธรรมชาติ

ส่วนตัวเคยเจอหมอที่มีปัญญาครบทั้งรูปธรรมและจิตวิญญาณ ก็จะแนะวิธีการรักษาแบบหนึ่ง ต่างจากหมอที่มีความรู้ทางแพทย์อย่างเดียว

หลายคนที่เรียนสูง เรียนมาก มักพลาดหลงปัญญาสองระดับนี้ คนที่มีปัญญาระดับจิตวิญญาณ จะมีความคิดลึกซึ้ง อ่อนน้อมถ่อมตน และเปิดกว้างรับฟังคนอื่นมากกว่าคนที่มีปัญญาแค่ระดับวิทยาการ ความรู้

ที่มา https://www.baanjomyut.com/library/pramahachanok/page2.html

 

พระองค์ท่านสะท้อน ‘สติและปัญญา’ ผ่านต้นมะม่วงว่า บ้านเมืองนี้ ตั้งแต่คนเลี้ยงช้างยันอุปราช ล้วนอยู่ใน​ ‘โมหภูมิ’ เป็น​ ‘เมืองอวิชชา’  สิ่งมีประโยชน์ แย่งทึ้งกัน อยากได้ แต่ได้แล้วก็ทำลาย ป่ามีประโยชน์ก็ทำลาย ดิน น้ำ มีประโยชน์ก็ทำลาย ทิ้งทั้งขยะ สารพิษลงไป การทำงาน การใช้ชีวิต มีความโลภโกรธหลง ครบทุกระดับชั้น (ดูภาพประกอบ ‘เมืองอวิชชา’ ในหนังสือจะเห็นชัดเจน)

……………………………………….

หลังจากปลงสังเวชกับการทำลายต้นมะม่วงของข้าราชการ พลเมืองแล้ว พระมหาชนกเดิมออกบวช แต่พระองค์ท่านไม่ ทรงเสนอทางแก้ไขคือ​ ‘การศึกษา’ จับหลักใหญ่คือ ความรู้คู่คุณธรรม

1 ความรู้ – ควรรู้รอบ รู้ลึก รู้หลากหลาย (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา)

การทรงงานของพระองค์ท่านเกือบทั้งหมด เสด็จฯลงพื้นที่จริงทั้งสิ้น เพราะเป็นทางเดียวที่จะทรง ‘รู้จริง’  

โปรดฯให้สร้างโรงเรียนเยอะมาก ตอนรบกับคอมมิวนิสต์ ก็มีโรงเรียนตระกูลร่มเกล้า พ่อหลวงอุปถัมภ์ โรงเรียนเฉพาะทาง เช่น ราชประชาสมาสัย ตอนแรกรับลูกหลานคนเป็นโรคเรื้อน พอแก้ปัญหาโรคเรื้อนได้ ก็รับเด็กปกติจนถึงปัจจุบัน (เรื่องโรคเรื้อนนี่รุ่น​ 60  ปีขึ้นไปจะรู้จัก เดินตลาด สถานีรถไฟ ขอทานโรคเรื้อนตรึม ตอนทรงงานโรคเรื้อน ก็เสด็จฯด้วยพระองค์เอง เราจะเห็นว่าตอนเสด็จฯวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาลโรคเรื้อนต้องเสด็จฯทางเรือ คุณขวัญแก้ว วัชโรทัย​ เล่าว่า เพราะแม้แต่วัดก็รังเกียจ ไม่ยอมให้ผ่าน แต่ตอนเสด็จฯทรงเปิดนั้นเสด็จฯโดยรถพระที่นั่ง เพราะตอนหลังวัดยอมเปิดทางให้)

ถ้าประสบภัยธรรมชาติ อย่างพายุเกย์ สึนามิ มีกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ตอนหลังเพิ่มภัยอื่น เช่น เด็กที่ถูกตกเขียว (เด็กเหนือช่วงตกเขียวบูมๆ อายุสิบสองสิบสาม จะมีคนมาเล็งซื้อจากพ่อแม่เพื่อไปขายตัว) เด็กลูกผู้ป่วยเอดส์

ที่มา https://kruaekkalak.wordpress.com/2012/06/27/บรรยากาศโรงเรียนราชประ/

 

ส่วนคนจน คนยากไร้ไม่มีเงิน ก็มีโรงเรียนพระดาบสตั้งบนที่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เรียนฟรีอยู่ฟรี ฯลฯ

………………………………..

2 คุณธรรม เน้นที่รับสั่งบ่อยคือ มีวินัย ขยัน อดทน สามัคคี มีไมตรี มีเมตตา รับผิดชอบ ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ ซื่อสัตย์ (50​ ปี พระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านจะวนลูปอยู่ในธรรมเจ็ดแปดข้อนี้)     

สำหรับความสามัคคี มีพระราชดำรัสสำคัญคือ รู้รักสามัคคี ทรงยกตัวอย่างแนวปฏิบัติไว้ในพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.​ 2536 ว่า “สามัคคีหรือการปรองดองกัน ไม่ได้หมายความว่า คนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง คนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้าย ชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน แม้จะขัดกันบ้าง ก็ต้องสอดคล้องกัน ถ้าไม่สอดคล้องกัน  พัง”

ทรงยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยกับการทำงานของรถยนต์ “ถ้าล้อหน้า เดินหน้า ล้อหลัง เดินถอยหลัง รถก็แล่นไปไม่ได้ ต้องให้ล้อหมุนสอดคล้องกัน  แต่จะให้พวงมาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่หมุน หมุนเหมือนกับล้อ เรารู้สึกว่าจะขับรถไม่ได้

ทุกสิ่ง ต้องมีหน้าที่ของตัว พวงมาลัยต้องหมุนไปทาง แล้วก็หมุนกลับมาอีกทางถึงจะเหมาะสม  เขามีหน้าที่อย่างนั้น

เครื่องยนต์ก็หมุนเร็วเท่านั้นๆ  ล้อหมุนด้วยความเร็วเท่านั้นๆ ถ้าเครื่องยนต์กับล้อหมุนด้วยความเร็วเท่ากัน ก็จะทำให้รถไม่มีกำลัง อย่างเวลาออกรถต้องใส่เกียร์หนึ่ง  ต้องทด คือ เครื่องก็ต้องหมุนเร็วกว่าล้อ ไม่อย่างนั้นไม่มีแรง ไม่พอ ทุกส่วนมีความแตกต่างกันในหน้าที่ มีความแตกต่างในทิศทาง

คนก็เหมือนกัน ถ้าหากว่า คนหนึ่งมีหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องมีหน้าที่เหมือนกัน แต่ก็ต้องสอดคล้องกัน เพื่อให้งานส่วนรวมนั้นดำเนินไปได้ดี”

………………………………..

สำหรับการพัฒนา – การใช้ชีวิต –  การทำงาน  พระราชนิพนธ์พระมหาชนกให้หลักไว้ว่า อนุรักษ์ – พัฒนา ต้องไปด้วยกันเสมอ ยกตัวอย่างงานของพระองค์ท่าน คือ เศรษฐกิจพอเพียง

การพระราชพิธีโบราณ​ พระองค์ท่านก็ทรงรักษา เช่น ทอดพระกฐิน ทรงผนวช แรกนาขวัญ (เพราะฐานเมืองไทยคือเกษตรกร) ขณะเดียวกันท่านก็ทรงสูท ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยี

แขกเมืองมาใหญ่โต โปรดเกล้าฯให้นำสิ่งที่ทรง​ ‘อนุรักษ์และพัฒนา’ ไว้ มารับแขก ใช้วัตถุดิบปรุงอาหารจากโครงการหลวง งานปรุงแต่ง ตกแต่งจากศิลปาชีพ (อันนี้ต้องกราบสมเด็จพระนางเจ้าฯ คนรุ่นหลังไม่เข้าใจ ไม่มีพระองค์ท่าน​ สาบสูญไปนานแล้ว)

ที่มา http://oknation.nationtv.tv/mblog/entry.php?id=963986

 

มรดกวัฒนธรรม = เรซูเม่ (resume) แสดงให้โลกรู้ว่าเป็นประเทศที่มีที่มาที่ไปนะ ไม่ได้เพิ่งเกิด

ปราสาทราชวัง วัดวาอารามเก่าแก่ ทะเล แม่น้ำ ป่า แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งต้องอนุรักษ์คู่ไปกับการพัฒนา เพื่อดำรงเอกลักษณ์ ทำให้เรามีเรื่องราวที่ ‘แตกต่าง’ จากโลกบ้าง เป็นบ้านเมืองระดับแฮนด์เมด ไม่ใช่เหมาโหล แบกะดิน  

………………………………

งานอนุรักษ์​ – พัฒนา ยังครอบคลุม​ ‘คน’ ทั้งภูมิปัญญา วิถีชีวิต จิตใจ แม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น การใช้เทียนไข การหุงข้าวด้วยเตาถ่าน การมีโอ่งสำรองน้ำในบ้าน เป็นต้น  ขณะเดียวกันก็พัฒนาความรู้ ความสามารถในการคิด ให้ทันสมัยและเข้มแข็งเท่าทันการก้าวกระโดดของโลกปัจจุบันและอนาคต

อันนี้เป็นรับสั่งเลยนะ เมืองนอกแค่เจอไฟดับมีฆ่าตัวตาย เพราะ ‘พึ่งตัวเอง’  ไม่ได้เลย แต่เมืองไทยน้ำไม่ไหล ไฟดับ มีออปชั่นเดิมๆสำรองไว้ เช่น เทียน พัด เตาถ่าน  เป็นต้น เพราะถึงชีวิตปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว แต่ก็​ ‘ทำเป็น ใช้เป็นเผื่อไว้ให้พึ่งตัวเองได้ยามฉุกเฉิน

วิชาหลายแขนงที่คนรุ่นใหม่ดูถูกกันนักหนา เช่น ลูกเสือ เนตรนารี หน้าที่พลเมือง เย็บปักถักร้อย เป็นต้น เป็นความรู้เสริมให้พึ่งตัวเองได้ยามคับขันทั้งนั้น

พระองค์ท่านทรงให้มีการอนุรักษ์ควายไถนา มีพืชพลังงาน ส่งเสริมพิพิธภัณฑ์ เก็บพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชต่างๆไว้  โดยเฉพาะ ‘งานวิจัย’ ถือเป็นกลไกสำคัญในเรื่องความพอเพียงด้วยเหมือนกัน การวิจัยทดลอง ก็ให้จดที่ไม่ได้ผลด้วย ไม่ใช่จดแต่ได้ผลดีอย่างเดียว ทุกอย่างคือ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ของการพึ่งตนเองได้ทั้งสิ้น

ที่มา https://pantip.com/topic/35715040

 

วิชาชีพด้านอื่นๆก็ควรอนุรักษ์​ -พัฒนาไปคู่กัน ข้าราชการหัวเมืองจะสร้างถนน รื้อวัด ก็ดูๆหน่อย ของเก่าอย่างต้นไม้ งานศิลปวัฒนธรรม จะปรับอย่างไรให้มันไปคู่กันได้

สำหรับศิลปินนักร้องบางคน พระองค์ท่านเคยรับสั่งเมื่อ​ 4​ ธันวาคม หลายปีมาแล้ว เรื่องการออกเสียงตัว ช ฉ  ท อย่างที่ร้องๆกันไม่ใช่เสียงภาษาไทย พูดอังกฤษชัดเป๊ะขนาดไหน ก็พูดไทยให้ชัดแบบไทยด้วยเช่นกัน รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านรับสั่งได้ถึง​ 5​ ภาษา แต่การออกพระสุรเสียงในภาษาไทย​ พระองค์ท่านก็ชัดเจนถูกต้องด้วยเช่นกัน

………………………………….

สรุปแล้วสถานการณ์ของประเทศในรัชกาลของพระอัยกา​และพระราชนัดดานั้น เหมือนกันตรงที่เป็นรัชสมัยที่มีแต่มรสุมทั้งภายนอกภายในประเทศ

รัชกาลที่ 5 สร้างเมือง ทรงให้ ‘ลูกๆ’ ของพระองค์ท่านไปเรียนสรรพวิชาสมัยใหม่ ทั้งการทหาร การแพทย์ วิศวกร กฎหมาย มาปูฐานเอาไว้ ทรงเลิกไพร่ เลิกทาส ซึ่งเป็นปัจจัยการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ

รัชกาลที่ 9 สร้างคน ทำทุกด้านเพื่อเป็นฐานให้อยู่ดีกินดี พึ่งตัวเองได้ มีความรู้ มีคุณธรรม

ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์ พระราชปรารภ จากพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก

…………………………………
อ่านบทความตอนก่อนหน้าได้ที่นี่
The Renaissance King กษัตริย์แห่งยุคฟื้นฟูวิทยาการ (1)

 

…………………………………

เรียบเรียง : ปัณฑา สิริกุล