• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

วิเคราะห์ คดีเฌอปรางกับการคุกคามทางสื่อโซเชียล

ทุกวันนี้เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมไทย โดยเฉพาะที่มันทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของคนในสังคม และสามารถกระจายข่าวอย่างรวดเร็วจากพื้นที่เกิดเหตุสู่ผู้อ่านโดยตรง และแน่นอนว่ามัน”ฟรี”!

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ท้าทายความสามารถของ นักหนังสือพิมพ์ พอสมควรโดยเฉพาะการแข่งขันเพื่อ “นำเสนอข่าวที่ฉับไว” แต่แน่นอนว่าการที่จะแข่งขันกับโซเชียลมีเดียไม่สามารถทำได้ง่ายนักเพราะความรวดเร็วของสื่อโซเชียลนั้นเร็วกว่ามากๆ อีกทั้งข้อดีของโซเชียลมีเดียคือการทำ micro news (ข่าวเล็กๆ)ในซอกหลืบของสังคมที่สำนักข่าวทั่วไปทำไม่ได้ ให้กระจายในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ สิ่งที่ไม่เคยปรากฎในสังคมผ่านหนังสือพิมพ์หรือสื่อหลัก กลับปรากฏขึ้น ผ่านกระบวนการ” แฉ “เปิดโปงความจริง ผ่านสื่อทางเลือกมากขึ้น เพื่อหวังผลให้เกิดความ “ยุติธรรมในสังคม” หรือปกป้อง “สิทธิของผู้คนสังคม” อย่างเช่น การแฉด้วยภาพถ่ายเพื่อต่อต้านผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า เป็นต้น

 

 

แต่หลังๆมานี้ กระบวนการของสื่อโซเชียลมีเดียที่ตั้งตนเป็นสื่อมวลชน “เถื่อน” ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และ ก็นำเสนอข่าวโดย “ขาดจรรยาบรรณสื่อ” – “ขาดความรอบคอบ” หรือ “ความรับผิดชอบ” เพิ่มขึ้น และเริ่มเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมจากการ “แฉจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” เช่น “ภาพถ่ายลับ” ไปสู่ “เรื่องเล่าที่ใส่อารมณ์และความเห็นปะปนไปในข่าว” จนหลายๆครั้งผู้อ่านก็เข้าใจผิดไปเสมอๆจากอารมณ์และความเห็นปะปนไปในข่าวนั้นเอง และในความผิดพลาดหลายๆครั้งนั้นก็เข้าข่าย “การเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน” อีกด้วยนะครับ ….ความผิดพลาดหลายๆครั้ง ของ “สื่อโซเชียล” นั้นทำให้ “ขาดความน่าเชื่อถือ” มากขึ้นเรื่อยๆ

ในหลายๆครั้ง ก็ผู้อ่านหลายๆคนก็จับกระแสได้ว่า การเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ของสื่อโซเชียลมีเดีย เริ่มมีแนวโน้ม เล็งเป้าหมายให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างต่อพฤติกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะ ความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ปลุกเร้าอารมณ์รุนแรง และในหลายๆครั้งก็คาดหวังผลในการทำลายทางธุรกิจ

โดยเฉพาะการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายโจมตีไปที่ “บุคคล” โดยไม่ได้พูดถึงบุคคลนั้นตรงๆแม้แต่น้อย หรือที่เรียกกระบวนการนี้ว่า SEEDING …ซึ่งเป็นกระบวนการทางการตลาดแบบใหม่ในสังคมยุคดิจิตอล ที่มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลเพื่อ “ปลูกฝังแนวคิด” และปรับเปลี่ยนความคิดของกลุ่มเป้าหมายไปอย่างช้าๆ ไม่เป็นการ Hard Sell กันตั้งแต่แรกพบ แต่เพื่อให้เกิดการซื้อขายกันในอนาคต แต่หากเอากระบวนการนี้ไปใช้กับการ “เตะขัดขา” หรือ”ด้านมืด” มันก็จะกลายเป็นอาวุธในสื่อโซเชียลที่อันตรายมาก

 

 

กระบวนการ ในการ ซีดดิ้ง(SEEDING) ของ “สื่อโซเซียลด้านมืด” นั้น มีการกระทำกันหลายแบบ ตั้งแต่การว่าจ้าง “หน้าม้า” ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป หรือการตั้งเพจวิจารณ์ในเฟซบุ๊กเพื่อดิสเครดิตธุรกิจบริการเป้าหมาย รวมไปถึงการดิสเครดิตขู่แข่งทางธุรกิจด้วยการว่าจ้าง ยูทูบเบอร์ในเว็บไซต์ต่างๆทำ ปลอมรีวิวสินค้า และการว่าจ้าง “หน้าม้า” เขียนคอมเมนท์ด้วยการด่าทอเพื่อโจมตีธุรกิจเป้าหมาย เป็นต้น เรื่องนี้ สอดคล้องกับการผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดของเพจสื่อมวลชนหน้าใหม่ในโลกไซเบอร์ที่เติบโตขึ้นมา ทั้ง เพจวิจารณ์ภาพยนตร์ เพจวิจารณ์การ์ตูน เพจดาราแฟนคลับ โดยมีการนำเสนอความบันเทิงแต่สอดใส้ความเกลียดชังทีละน้อย ชี้นำอารมณ์ร่วมให้กับผู้คน

พฤติกรรมเหล่านี้จะแตกต่างจาก “การแฉ” ผ่านโซเชียลมีเดียตรงๆ ที่เป็นสีสันของโซเชียลมีเดีย แต่จะเป็นการดิสเครดิตไปที่ตัวบุคคลหรือกลุ่มธุรกิจ เพราะไม่ได้หวังผลให้เกิดความ “ยุติธรรมในสังคม” ตามกฏหมาย… แต่คาดหวังเพียง “อารมณ์ร่วม”- “การต่อต้าน” ความขัดแย้งให้เกิดขึ้นทวีคูณ หรือสิ่งนั้นเรียกในภาษาสื่อโซเชียลว่า “ดราม่า” เพราะความขัดแย้งนั้นเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพราะเรื่องดราม่าไม่ว่าใครผิดจะถูกกันทางกฏหมายแล้ว แต่ผู้ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีย่อมถูกเกลียดจากผู้คนที่หลงผิดบางส่วนเสมอ
****

คดีเฌอปรางกับการคุกคามทางสื่อโซเชียล

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิก วง BNK 48 เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือปอท. ในฐานะโฆษก หลังถูกตัดต่อภาพอุปกรณ์ลามกอนาจารลงในรูปภาพไอจีสตอรี่

เฌอปราง เปิดเผยว่า “เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม แฟนคลับส่งรูปภาพจากไอจีสตอรี่ ซึ่งตนพูดอรุณสวัสดิ์ทักทายแฟนคลับตามปกติ แต่กลับมีคนนำภาพดังกล่าวไปตัดต่อ พร้อมนำภาพอุปกรณ์เซ็กซ์ทอย มาใส่ประกอบด้านหลัง ตนจึงปรึกษากับทางต้นสังกัดและบริษัท กระทั่งตัดสินใจมาแจ้งความในวันนี้”

เฌอปราง เผยต่ออีกว่า “ก่อนหน้านี้ตนเคยถูกตัดต่อภาพโยงเกี่ยวกับเรื่องเพศหลายครั้ง รวมถึงเพื่อนสมาชิกในวงก็เคยถูกตัดต่อภาพในลักษณะเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่ต้องแจ้งความในครั้งนี้ เพราะรู้สึกว่าการทำผิดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และตนต้องการรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัว รวมทั้งเรื่องดังกล่าว มีผลกระทบทำให้เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของตนเองและวง BNK 48 นอกจากนี้ ตนขอขอบคุณแฟนคลับที่คอยเป็นกำลังใจให้ตลอด”

 

ภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก”Sexy BNK48 by เจ็ดแมงดา”

 

ในกรณี เพจเฟซบุ๊ก”Sexy BNK48 by เจ็ดแมงดา” โพสต์ภาพมาจากไอจีสตอรี่ของสาวเฌอปรางBNK48 เผยแพร่พร้อมกับเขียนแคปชั่นว่า “มีรีโมทอะไรอยู่ข้างหลังเฌอนั่น” โดยภาพที่เห็นด้านหลังก็คือ อุปกรณ์เซ็กซ์ทอย นี่ก็เช่นกัน

การโพสภาพที่ถูกตัดต่อ ของสื่อโซเชียลมีเดีย ประเภทเพจดาราแฟนคลับพร้อมชี้นำให้ผู้ชม เห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้น พอจะคาดคะเนได้ว่ามีแนวโน้มเพื่อหวังผลให้เกิดกระแสซุบซิบ บางอย่างกับเฌอปราง BNK48 มีแนวโน้มสอดคล้องกับแนวคิดทางการตลาดด้านมืด ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
ซึ่งมีความเป็นไปได้หลายแบบ เช่น อาจจะเจาะจงเน้นไปที่การทำลายธุรกิจ ผ่านการทำลายชื่อเสียงบุคคล หรืออาจจะหวังผลให้เกิดความเกลียดชังเป็นโดมิโน่เอฟเฟ็คไปสู่บุคคลรอบข้าง แต่ เรื่องนี้อยู่ที่กระบวนการสอบสวนของตำรวจที่ทำคดีดังกล่าว ว่าจะได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติม

 

ภาพจาก cyberbullybusters.com

ทั้งนี้การสร้าง กระแส ซุบซิบ ในเรื่องเท็จผ่านการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต นี่แหละคือ “สารตั้งต้น” ของการคุกคามสิทธิมนุษยชนผ่านไซเบอร์(Cyber Bully) ที่กัดกร่อนชีวิตผู้คนกันมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นผู้มีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตาม และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะข่าวที่สะพัดออกไปในโลกอินเตอร์ทั้งดีและร้าย มันยากที่จะจางหายไปจากสาธารณะและมันจะอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตไปอีกนาน

การปกป้องสิทธิผ่านกฏหมาย เช่นการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 เรื่องการตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงภาพเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งเจ้าหน้าที่เตรียมแจ้งข้อหา ตามมาตรา 14 (4) นำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่พึงกระทำเป็นอย่างมาก สังคมไทยต้องช่วยกันให้กำลังใจคนที่ถูกรังแกผ่านไซเบอร์(Cyber Bully) และ ไม่ยอมรับการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ด้วยนะครับ

………
บทความ : Daily Rorschach

Illustrator : Rawin Jarureangsri