• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

คนขายของที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น -มุมมองจากห้องมุม-

ดูจากภายนอก ยาไน ทาดาชิ ไม่แตกต่างจากคนญี่ปุ่นวัย 70 ทั่วไป หน้าตาออกแนวญี่ปุ่นโบราณใส่แว่นกรอบดำ พูดง่ายๆประมาณอาแป๊ะคนหนึ่ง

ใครจะรู้ว่านี่คือคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น!

ยาไน ทาดาชิ (Yanai Tadashi)

 

ยาไนไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้ทำรถยนต์ ไม่ได้ทำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือคอมพิวเตอร์ แกแค่เปิดร้านขายของ

บังเอิญร้านขายของที่ปะป๊าแกเปิดเมื่อปี 1949 (ปีที่แกเกิดพอดี) ที่เมืองอูเบะ จังหวัดยามางูจิ และแกรับมรดกตกทอดมาเมื่อปี 1984 แล้วขยายกิจการจนตอนนี้มีสาขากว่า 3,400 สาขา ใน 17 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานกว่า 53,000 คน มีรายได้ 2.13 ล้านล้านเยน (7 แสนล้านบาท) และมีกำไรก่อนภาษี 2.36 แสนล้านเยน (7.1 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีก่อน

ส่วนตัวยาไนเอง รวยถึง 29,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร่วมๆ 970,000 ล้านบาท

เรียกได้ว่ารวยที่สุดในญี่ปุ่นในปี 2019 จากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes

 

 

แต่ยาไนไม่ยอมรับว่าแกเปิดร้านขายของ
“บริษัทของผมเป็นบริษัทเทคโนโลยี ผมเน้นเรื่อง Innovation ผมไม่ใช่สักแต่ว่าจะขายของ สินค้าเราทำจากวัตถุดิบชั้นเลิศที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี มาจากบริษัทที่ผลิตใบพัดให้กับเครื่องบินโบอิ้ง ดรีมไลเนอร์ 787 สินค้าเราเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และไม่ใช่สินค้าที่คุณภาพคุ้มราคา แต่เป็นสินค้าคุณภาพสูงที่ทุกคนจับต้องซื้อหาได้” แกเล่าให้ฟัง

“เราไม่ได้ออกแบบสินค้าตามกลุ่มเฉพาะของลูกค้า แต่เราออกแบบมาสำหรับทุกๆคน เหมือนกับ iPhone ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสินค้าที่ดี ไว้ใจได้ สมบูรณ์แบบสำหรับทุกๆคน” นาโอกิ ทากิซาวะ Creative Director ลูกน้องของยาไนเสริม

 

นาโอกิ ทากิซาวะ (Naoki Takizawa) Creative Director ของ Uniqlo

 

สโลแกนของร้านคือ “สร้างเพื่อทุกคน”

ไม่แปลกที่ฮีโร่ของลุงจะชื่อสตีฟ จ๊อบส์

แต่ก่อนจะประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้ ลุงแกก็เจ๊งไม่เป็นท่ามาก่อน

ยาไนโตขี้นมาในสมัยอเมริกาปกครองญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ไม่ได้เกลียดชังอเมริกัน แถมกลับชื่นชม เขาชอบดูหนังทีวีอเมริกา มองครอบครัวอเมริกาว่ามีความสุขร่ำรวย มีของดีๆใช้ ตอนอายุ 18 ได้ไปอเมริกาเป็นครั้งแรก นั่งรถบัสเกรย์ฮาวด์เที่ยวไปทั่ว ได้เห็นห้างร้านต่างๆในอเมริกา ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับกิจการค้าของเขาในอนาคต ในปี 1984 ยาไนรับสืบทอดกิจการจากพ่อของเขา ที่ขยายจากร้านเล็กๆร้านเดียว มาจนมี 22 สาขา ยาไนเปิดร้านในชื่อใหม่ที่ฮิโรชิม่า แต่ก็เป็นร้านที่ไม่มีสินค้าในแบรนด์ตัวเอง อาศัยเอาแบรนด์นอกดังๆต่างๆมาขาย ยาไนขยายสาขาไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับเริ่มมีสินค้าในแบรนด์ของร้านมาจำหน่าย จากการขยายสาขานี่เองที่ทำให้ยาไนมีอำนาจในการซื้อเพิ่มขึ้นทำให้ขายราคาได้ถูกลง

 

Unique Clothing Warehouse จังหวัดฮิโรชิม่า ปี 1984

 

ด้วยสินค้าที่ออกแบบมาดี สวย ถูกใจชนชาวญี่ปุ่นชั้นกลาง ในปี 1998 ร้านของยาไนมีกว่า 300 ร้านทั่วญี่ปุ่น แถมมีห้างใหญ่ในแหล่งแฟชั่นอย่างฮาราจูกุเสียด้วยซ้ำ

ยาไนเริ่มตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมแบรนด์นอกมาเปิดร้านในญี่ปุ่นได้ แต่กลับไม่มีแบรนด์ญี่ปุ่นไปเปิดร้านในเมืองนอก?

ในปี 2005 ยาไนเปิดร้านของเขาในสหรัฐอเมริกา ผลคือเจ๊งไม่เป็นท่า

“ไม่มีใครรู้จักเรา” โอดาเกะ ชิน ผู้จัดการที่อเมริกาบอก “เปิดร้านโดยไม่มีใครรู้จักแบรนด์ มีแต่เจ๊งลูกเดียว ร้านเล็กๆชื่อไม่ดังในโลเคชั่นไม่ดี ไม่มีลูกค้าหน้าไหนมาตื่นเต้นสนใจด้วย”

แต่ยาไนไม่ท้อ

“ธุรกิจคือกระบวนการลองผิดลองถูกที่ไม่รู้จบ และมาพร้อมกับความล้มเหลวอันนับไม่ถ้วน ความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ ใน 10 เรื่องใหม่ๆ ที่ทำจะล้มเหลวสัก 9 เรื่อง วงการธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วจนน่าเวียนหัว การจะก้าวตามให้ทันไม่ให้บริษัทล้มนั้น เราต้องเต็มใจที่จะปฏิรูปทั้งองค์กร และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การเจริญเติบโตคือเหตุผล ที่ธุรกิจดำรงคงอยู่”

ไม่แปลกที่หนังสือของยาไนในปี 2003 จะชื่อ “ชนะหนึ่งแพ้เก้า—One Win Nine Loses”

และหนังสือเล่มที่สองของเขาในปี 2009 ชื่อ “โยนความสำเร็จทิ้งไปในวันเดียว—Throw Away Your Success in a Day”

ยาไนมาใหม่ แกเปิดร้านเรือธงไซส์บิ๊กเบิ้ม 36,000 ตร.ม. ที่โซโห ศูนย์กลางแฟชั่นของย่านแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ตามมาด้วยอีกสองสาขา ร้านขนาด 64,000 ตร.ม.บนถนนสายที่ 34 และขนาด 89,000 ตร.ม. บนทำเลทองถนนสายที่ 5 สาขานี้เช่าที่ 15 ปี ในมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ คราวนี้ขายดีระเบิดเถิดเทิง

 

 

“ร้านเรือธงบนถนนสายหลัก สำคัญอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์เรานอกประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าเล่ากันปากต่อปาก เราสามารถจ้างคนมีความสามารถสูง” โอดาเกะบอก “คนดังๆคงไม่ยอมมาทำงานร่วมกับเราถ้าร้านเรายังซุกอยู่ในซอกที่ไหนซักแห่งเหมือนแต่ก่อน”

ในช่วงเวลานั้น ร้านของยาไนขยายไปทั่วโลก ทั้งอังกฤษ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง โซล กัวลาลัมเปอร์

วันนี้ ร้านทำเงินมากที่สุด 10 สาขาของยาไน มีแค่ 3 สาขาเท่านั้นที่อยู่ในญี่ปุ่น นอกนั้นอยู่ต่างประเทศ รายได้ของบริษัท 42% มาจากร้านในต่างประเทศทั่วโลก

ซัพพลายเชนของร้านของยาไนต่างกับคู่แข่งโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คู่แข่งขายสินค้าแฟชั่นที่เปลี่ยนเร็ว สีไหนแบบไหนดังมีวางทันทีในไม่ถึงสองอาทิตย์ แต่ยาไนสั่งออร์เดอร์จำนวนมหึมามหาศาลล่วงหน้าเป็นปี ทำให้ได้สินค้าคุณภาพชั้นเลิศในต้นทุนที่ต่ำสุดๆ แล้วส่งต่อส่วนต่างนั้นให้กับลูกค้า จากที่ร้านของยาไนขายของที่คนทั่วไปต้องใช้ทำให้ความต้องการค่อนข้างคงที่ตลอดปี

ร้านของยาไนไม่ต้องไปเปิดเอ้าท์เล็ตลดราคาโละสต็อกก็เพราะเหตุนี้

ของดี ราคาถูก ออกแบบโดยนักออกแบบระดับโลก ได้มาจากการทำ innovation ที่ไม่หยุดหย่อน หาวัตถุดิบที่ล้ำสมัยไม่มีใครเหมือน ทำซัพพลายเชนที่ดีลดต้นทุน การจัดร้านที่กว้างขวางโอ่โถง การบริการประทับใจสไตล์ญี่ปุ่น ที่ฝึกฝนกันสามเดือนก่อนจะให้ลงสนาม

“มันแทบจะเหมือน Apple Store” แจเน็ต คลอปเปนเบิร์ก นักวิเคราะห์ธุรกิจนี้ชม “บรรยากาศร้านมันไฮเทค เหมือนร้านขายของไฮโซ เขาดูแลลูกค้าคนชั้นกลางอย่างที่ไม่มีใครเคยดูแลมาก่อน”

 

 

ยังมีอุปสรรคอีกหลากหลายที่ยาไนต้องเจอ ก่อนที่จะฝ่าฟันนำพาร้านของเขาไปให้ถึงฝั่งฝัน ไซส์ที่ต่างกันของคนอเมริกันกับคนญี่ปุ่น ที่จะส่งปัญหาถึงสายการผลิต การที่จะต้องขยายจากหัวเมืองใหญ่ไปถึงเมืองเล็กๆ ที่อยากมีถึง 200-300 สาขาในอเมริกา ที่อาจทำให้ความหรูหราของห้างใหญ่ขาดหายไป

ในการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ยาไนประกาศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักของบริษัทตั้งแต่ปี 2012

คนไทย ก็เหมือนคนญี่ปุ่น คนอเมริกัน และอีกหลายคนในหลายประเทศ ที่มีส่วนทำให้ยาไนกลายเป็นคนขายของที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

บริษัทของยาไนชื่อ Fast Retailing ร้านแรกที่ยาไนเปิดในฮิโรชิม่าในปี 1984 หลังรับสืบทอดกิจการจากพ่อชื่อ Unique Clothing Warehouse ซึ่งเรียกไปเรียกมาลูกค้าเรียกย่อเหลือแค่ Unique Clothing ในปี 1988 ยาไนตั้งใจจะจดทะเบียนชื่อร้านให้สั้นไปกว่านั้น แต่ตอนจดทะเบียน เจ้าหน้าที่รับจดเกิดอ่านผิด อ่านตัว C เป็นตัว Q

ชื่อ Uniqlo ที่คนทั้งโลกรู้จัก จึงถือกำเนิดมาจากความผิดพลาดครั้งนั้นนั่นเอง

 

…………………..
บทความ: โชนแสง(นามแฝง)